9 Steps เขียน Blog อย่างไรให้ดึงดูดใจคนอ่าน

การเขียน Blog และเขียนบทความในเรื่องที่ตนเองสนใจ ถือเป็นความฝันของนักเขียนหลายๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากว่าบล็อกที่เราเขียนได้รับความสนใจจากผู้อ่าน มากไปกว่านั้นคือ บล็อกนั้นอาจจะสร้างรายได้ให้กับเราด้วยเช่นกัน

แต่ก่อนจะคิดไปไกลถึงเรื่องนั้น คุณต้องกลับมาคิดถึงลำดับขั้นตอนการเขียน Blog กันก่อน ว่าคุณจะเขียนเกี่ยวกับอะไร จะหาข้อมูลได้จากที่ไหน และจะนำเสนอในรูปแบบใด ไหนจะเรื่องการออกแบบและตกแต่งบล็อกให้สวยงามเป็นที่น่าสนใจจากผู้อ่านอีก

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจถอดใจ เพราะการจะเขียน Blog เพื่อให้มีผู้อ่านและชื่นชอบบทความของคุณนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ลองจินตนาการถึงหน้ากระดาษว่างๆ ที่คุณต้องเติมมันให้เต็มด้วยการเรียงร้อยถ้อยคำเนื้อหาของคุณให้น่าสนใจ ตอนแรกคุณอาจจะรู้สึกสนุกที่จะทำมัน แต่ในระยะยาวล่ะ คุณวางแผนจะเขียน Blog ของคุณกี่โพสต์ในหนึ่งวัน หนึ่งสัปดาห์ หรือหนึ่งเดือน

การที่คุณมีไฟแรงในการโพสต์บล็อกช่วงแรกๆ เป็นเรื่องธรรมดาของนักเขียนทุกคน แต่อย่าลืมว่าหลังจากนั้น อาจมีช่วงที่คุณหมดไฟ ไม่มีแรงบันดาลใจ ถึงตอนนั้นคุณจะทำอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่คุณต้องวางแผน

ซึ่งวันนี้ Blacksheep ก็จะไม่ปล่อยให้คุณคิดหาไอเดียเพียงคนเดียว เพราะเรามีเทคนิควิธีการต่างๆ ที่จะทำให้คุณเขียน Blog ได้อย่างสนุกและเป็นที่น่าสนใจมาบอกเล่ากัน

อันดับแรกเลย มาทำความรู้จักกับคำว่า “Consistent Readership” กันก่อน

Consistent Readership หมายถึง ผู้อ่านหรือจำนวนผู้อ่านที่คงเส้นคงวา ซึ่งอาจจะหมายถึงการที่บล็อกคุณมีผู้อ่านอย่างต่อเนื่อง หรือมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นก็แปลว่า คุณต้องสร้าง Contents (รูปภาพ วิดีโอ บทความ อินโฟกราฟิก) ให้น่าสนใจ มีเอกลักษณ์ มีความสดใหม่ และอัพเดทอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นบล็อกของคุณจะเป็นเหมือนโรงแรมร้างที่ไม่มีแขกเข้ามาเยือน

เขียน Blog_สร้าง Contents_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_เทคนิคเพิ่ม traffic_รับทำ SEO_เทคนิค SEO

ตัวอย่างจากภาพ จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้อ่านนั้นมาในลักษณะของคลื่นน้ำทะเลที่พัดมาลูกเดียวแล้วก็หายไป พวกเขาอาจจะสนใจบทความของคุณแค่ในช่วงแรก แล้วหลังจากนั้นก็หายไป นี่แสดงให้เห็นว่าบล็อกของคุณอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักจนไม่มีฐานแฟนคลับมากพอ หรือมีบทความไม่เป็นที่น่าสนใจ ทำให้ผู้อ่านไม่อยากกลับเข้ามาอ่านหรือติดตามบทความต่อไปของคุณอีก 

และเมื่อบล็อกของคุณยังไม่เป็นที่น่าติดตามถึงขั้นทำให้ผู้คนตั้งใจล็อกอินเข้ามาดูบทความของคุณโดยเฉพาะ ดังนั้น สิ่งที่คุณควรทำ คือ การปรับแต่ง SEO ให้มีประสิทธิภาพ มี Keywords ที่น่าสนใจ อย่างน้อยผู้อ่านอาจจะได้เข้ามาอ่านบทความของคุณผ่านการค้นหาทั่วไป (หมายถึงการเข้าชมที่มาจากเครื่องมือค้นหาผ่าน Search Engine)

ได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้อ่านแล้ว ต่อไปเราจะมาพูดถึง 9 Steps เขียน Blog อย่างไรให้ดึงดูดใจคนอ่าน ซึ่งมีทั้งการแนะนำ การแก้ไข และเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยที่น่าสนใจ ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย

Step 1 : ลิสต์หัวข้อที่จะเขียน Blog

คุณอาจจะมีความสนใจเรื่องต่างๆ มากมาย รวมทั้งมีบทความหลายประเภทที่คุณอยากจะเขียนลงในบล็อกของคุณ เพราะฉะนั้นลองลิสต์หัวข้อที่คุณสนใจจริงๆ และคุณคิดว่าคุณจะเขียนมันได้เรื่อยๆ อย่างมีความสุข ลองสำรวจว่าในชีวิตประจำวันคุณต้องเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง อะไรที่ทำให้คุณมีความสุขและอยากถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือให้บุคคลอื่นได้มาสัมผัสประสบการณ์เช่นเดียวกับคุณผ่านข้อความที่คุณสื่อสารออกไป และบทความที่คุณจะเขียนนั้นสามารถหาข้อมูลหรือแหล่งอ้างอิงน่าเชื่อถือจากที่ใดได้บ้าง นอกจากนี้อย่าลืมคำนึงว่า ผู้อ่านจะได้อะไรจากการอ่านบทความของคุณ

ลองลิสต์หัวข้อที่คุณสนใจมาสัก 5-10 หัวข้อ ซึ่งบล็อกของคุณไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจงไปตลอด ซึ่งคุณอาจจะทำให้บล็อกของคุณมีความวาไรตี้ด้วยบทความหลากหลายประเภทก็ได้ ไม่เพียงแค่คุณหรอกที่จะมีความชอบหลายอย่าง ผู้อ่านก็ไม่ต่างกัน มีหลายเรื่องที่พวกเขาสนใจ ดังนั้น ลองหาแรงบันดาลใจว่าคุณอยากเขียนเรื่องอะไรบ้าง ถ้าเป็นไปได้พยายามสร้างเนื้อหาบทความให้มีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อสร้าง Backlinks หรือ Internal Links ให้ Traffic เว็บบล็อกของคุณเพิ่มขึ้น

เคล็ดลับคือ เลือกหัวข้อที่คุณสนใจ และสร้างบทความนั้นโดยอาศัยหลักการด้านการตลาดเข้ามาช่วย เพื่อสร้างรายได้จากสิ่งที่คุณชอบ แล้วคุณจะอยู่กับมันได้นาน

เขียน Blog_สร้าง Contents_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_เทคนิคเพิ่ม traffic_รับทำ SEO_เทคนิค SEO

นอกจากนี้คุณจะต้องหาแรงบันดาลใจให้มีไฟที่จะเขียน Blog อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ออกไปเดินทางท่องเที่ยวเพื่อให้เห็นโลกที่กว้างขึ้น หาข้อมูลวิจัยจากแหล่งอ้างอิงที่ได้รับการยอมรับ ฯลฯ และไม่ลืมที่จะสำรวจว่า Keywords ใด กำลังถูกค้นหามากที่สุด เพื่อนำมาปรับใช้ในการเขียนบทความและทำ SEO ให้ดี เพื่อที่เว็บบล็อกของคุณจะได้ติดอันดับต้นๆ ในเครื่องมือค้นหาสุดฮิตอย่าง Google Search Engine 

Step 2 : จำกัดหัวข้อที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด

แม้ว่าคุณจะมีความชอบมากมายและอยากจะเขียนทุกเรื่องที่คุณสนใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วอย่าลืมว่าคุณเองก็มีข้อจำกัดในหลายๆ อย่าง เช่น เวลาที่จำกัด หรืองบประมาณที่จำกัด ดังนั้นต้องยอมรับก่อนว่าคุณไม่สามารถจะเขียนทุกเรื่องราวที่คุณสนใจได้ 

เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่คุณต้องเลือก หรือจำกัดหัวข้อที่จะเขียนให้น้อยลง โดยอาจจะเหลือประมาณ 5 จาก 10 หัวข้อที่คุณสนใจ เพราะบทความที่มีคุณภาพนั้นค่อนข้างใช้เวลากว่าที่คุณจะเรียบเรียงออกมาให้สมบูรณ์ ที่สำคัญเลือกหัวข้อให้เข้ากับธุรกิจของคุณด้วย

และอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า คุณต้องทำการหาข้อมูลว่า Keywords ใดกำลังเป็นที่น่าสนใจจากผู้ใช้ โดยคุณอาจจะใช้วิธีการคาดเดาโดยดูจากเหตุการณ์บ้านเมือง สถานการณ์ทั่วโลก งานอีเว้นท์ หรือเฟสติวัลต่างๆ ในแต่ละเดือน เช่น คุณทำบล็อกเกี่ยวกับการท่องเที่ยว คุณสามารถคาดเดาได้ว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีเทศกาลลอยกระทง คุณอาจจะสร้างบทความเกี่ยวกับสถานที่ลอยกระทงทั่วไทย หรือแม้กระทั่งในช่วงฤดูฝน คุณอาจจะสร้าง Contents เกี่ยวกับที่เที่ยวหน้าฝน เป็นต้น

ซึ่งการสร้างบทความบางอย่างนั้นต้องอาศัยการคาดเดาและการวางแผนไว้ล่วงหน้าเช่นกัน ยิ่งคุณสร้าง Contents ได้รวดเร็วกว่าคู่แข่งแค่ไหน ก็มีสิทธิ์ที่บล็อกของคุณจะได้รับความสนใจได้เร็วขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้คุณยังสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับคำค้นหาของผู้อ่านจากเว็บไซต์ Google Trends 

ซึ่ง Google Trends เป็นบริการฟรีจาก Google ที่จะแสดงให้เห็นว่าผู้คนทั่วโลกกำลังค้นหาอะไร อย่างไรก็ตามข้อมูลที่แสดงจะปรากฏเพียงแนวโน้มที่ผู้คนสนใจ รวมทั้ง Keywords สั้นๆ ที่ผู้คนค้นหา แต่ไม่ได้แสดงปริมาณการหาข้อมูลโดยการใช้คำถามในลักษณะที่เป็นประโยค

เขียน Blog_สร้าง Contents_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_เทคนิคเพิ่ม traffic_รับทำ SEO_เทคนิค SEO

ซึ่งหากคุณอยากจะดำน้ำลึกไปกว่านั้นโดยการทราบถึง Keywords หรือประโยคที่ผู้ใช้ใช้ในการค้นหา คุณอาจจะต้องใช้บริการของเว็บไซต์ Ahrefs (https://ahrefs.com/keywords-explorer) โดยการกรอก Keywords หรือชื่อหัวข้อลงไป เพียงเท่านี้ก็จะมีข้อมูลบอกปริมาณการเข้าชมรายเดือนอันดับสูงสุดของเว็บไซต์ต่างๆ โดยประมาณ ซึ่งทำให้คุณสามารถศึกษาข้อมูลจากตรงนี้ได้ว่า คุณควรจะเลือกใช้ Keywords ใด ปรับ SEO แบบไหน หรือตั้งชื่อหัวข้อเรื่องอย่างไรให้น่าสนใจ อย่างไรก็ตามบริการดังกล่าวจากเว็บไซต์ Ahrefs มีค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าคุณจะใช้เครื่องมือใดในการตรวจสอบหา Keywords เพื่อให้ทราบถึงแนวโน้มความต้องการของผู้อ่านก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งสิ้น เพราะมันทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลาสร้าง Contents แบบไม่มีจุดหมาย ควรเลือกหัวข้อที่สามารถทำประโชน์ให้กับธุรกิจของคุณ เพื่อที่คุณจะสามารถแปลงผู้อ่านให้กลายเป็นลูกค้าของคุณได้ในที่สุด

ตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังทำธุรกิจขายซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบกราฟิก บล็อกของคุณก็ควรจะมีบทความเกี่ยวกับ “วิธีการครีเอทอินโฟกราฟิกให้น่าสนใจ” ไม่ใช่โพสต์เกี่ยวกับ “วิธีการเปลี่ยนยางรถยนต์” ซึ่งแม้ว่ามันจะมีปริมาณการค้นหามากแค่ไหน ก็ไม่สามารถนำมาซึ่งประโยชน์อันใดกับธุรกิจของคุณ และนี่คือเหตุผลที่คุณต้องจำกัดหัวข้อให้สอดคล้องกับธุรกิจของคุณ 

Step 3 : ตรวจสอบอันดับ Keywords

นอกจากการค้นหาข้อมูลว่า Keywords ใดถูกค้นหามากที่สุดแล้ว คุณยังต้องจัดเรียง Keywords ที่ถูกค้นหามากที่สุดด้วย เช่น ผู้ใช้ค้นหาคำว่า “Mario Kart” (เกมรถแข่งที่สร้างโดยนินเทนโด บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตเกมของประเทศญี่ปุ่น) ซึ่งผลลัพธ์ที่ขึ้นมา 10 อันดับแรก บน Google Search Engine มีดังนี้

1. mario kart switch
2. mario kart tour
3. mario kart wii
4. mario kart mobile
5. mario kart ds
6. mario kart tour รีวิว
7. mario kart nintento switch
8. mario kart double dash
9. mario kart pc
10. mario kart 7

นี่แสดงให้เห็นถึงการคาดเดา Keywords ที่ Google คาดว่าผู้ใช้จะพิมพ์ค้นหา ซึ่งหากพิจารณาดูแล้วอาจเป็นไปได้ว่าทั้ง 10 คำเหล่านี้มาจากความถี่ที่ผู้ใช้ ใช้ในการค้นหามากที่สุด ในส่วนของการแสดงผลอันดับเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเกม Mario Kart นั้น ก็จะสอดคล้องกับลำดับของ Keywords ด้วยเช่นกัน

เขียน Blog_สร้าง Contents_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_เทคนิคเพิ่ม traffic_รับทำ SEO_เทคนิค SEO

โดยอันดับของ Keywords หรือคำค้นหาที่มาในรูปแบบข้อความนั้น จะทำให้เราทราบเจตนาของผู้ใช้มากขึ้นว่า พวกเขาต้องการอะไรจากการค้นหาคำเหล่านั้น เช่น ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับเกม ต้องการชมรีวิวเกม หรือต้องการซื้อสินค้าและบริการเกี่ยวกับเกม เป็นต้น

เขียน Blog_สร้าง Contents_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_เทคนิคเพิ่ม traffic_รับทำ SEO_เทคนิค SEO

ซึ่งการทราบเจตนาของผู้ใช้จะทำให้คุณสามารถสร้าง Contents ได้อย่างตรงตามความต้องการของพวกเขา อีกทั้งยังทำให้คุณปรับแต่ง SEO ได้ตรงจุดอีกด้วย 

Step 4 : เขียนโครงร่าง

ในการเริ่มต้นสิ่งต่างๆ คุณควรรวบรวมความคิดของคุณและจัดเรียงมันให้อยู่ในรูปนามธรรมเพื่อที่คุณและผู้อ่านจะสามารถเข้าใจสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อสารได้อย่างง่าย อันดับแรกเลยคือ การตั้งชื่อเรื่องให้น่าสนใจ มี Keywords ที่ตรงกับคำค้นหาของผู้ใช้ จากนั้นลงมือร่าง Contents ของคุณ ไม่ว่ามันจะอยู่ในรูปแบบบทความ วิดีโอ อินโฟกราฟิก หรืออะไรก็ตาม ลองร่างเนื้อหาว่าคุณจะใส่อะไรลงไป เรียงลำดับไปตั้งแต่ขั้นเกริ่นนำ เนื้อหา และสรุปให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย รวมทั้งควรพิจารณาการใช้คำและความยาวของ Contents ในแต่ละประเภท เพื่อให้ออกมากระชับแต่ได้ใจความ

นอกจากหัวข้อหลักแล้ว ภายใน Contents นั้นๆ อาจจะมีการสร้างหัวข้อย่อยแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ของเนื้อหา เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายเมื่อพวกเขาต้องเลื่อนกลับมาอ่านซ้ำอีกครั้ง เช่น คุณสร้างบทความเกี่ยวกับการทำ SEO ชื่อเรื่องของคุณอาจจะเป็น “เทคนิคการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google” ในส่วนแรกคุณอาจจะแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักว่า SEO คืออะไร ย่อมาจากอะไร จากนั้นก็ทำหัวข้อย่อยลงมา

ตัวอย่าง
หัวข้อย่อย 1 : SEO สำคัญอย่างไร
หัวข้อย่อย 2 : ทำ SEO อย่างไรให้ติดหน้าแรก Google
หัวข้อย่อย 3 : ปัจจัยการทำ SEO มีอะไรบ้าง

หรือคุณอาจจะทำหัวข้อหลักหลายหัวข้อในหนึ่งบทความ แล้วแต่ละหัวข้อหลักก็มีหัวข้อย่อยแตกออกมาก็ได้เช่นกัน

ตัวอย่าง
ชื่อเรื่อง : รวมที่เที่ยวสวยๆ ในไทยปี 2020

หัวข้อหลัก : ที่เที่ยวฤดูร้อน
หัวข้อย่อย : เกาะไม้ท่อน
หัวข้อย่อย : น้ำตกเอราวัณ
หัวข้อย่อย : หาดเตยงาม

หัวข้อหลัก : ที่เที่ยวฤดูหนาว
หัวข้อย่อย : ดอยอ่างขาง
หัวข้อย่อย : เขาค้อ ภูทับเบิก
หัวข้อย่อย : ดอยอินทนนท์

จากตัวอย่างจะเห็นว่า หัวข้อเรื่องจะครอบคลุมทุกอย่างทั้งในหัวข้อหลักและหัวข้อย่อยภายในบทความ ส่วนหัวข้อหลักอาจจะพูดถึงว่าในแต่ละฤดูกาลเหมาะแก่การท่องเที่ยวประเภทไหน เช่น หน้าร้อนให้เที่ยวทะเล หน้าหนาวให้ขึ้นดอย เป็นต้น และสุดท้ายในส่วนของหัวข้อย่อยก็จะอธิบายถึงสถานที่นั้นๆ ว่ามีความสวยงาม หรือมีประวัติความเป็นมาอย่างไร รวมทั้งอาจจะมีการแนะนำที่พักต่างๆ

จากนั้นอย่าลืมที่จะแทรกการขายลงไป เช่น ถ้าคุณทำบล็อกเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยว คุณก็อาจจะใส่ข้อมูลเชิญชวนให้ผู้อ่านจองทัวร์เดินทางท่องเที่ยวไปกับคุณ โดยอาจจะมีโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการทำการตลาดของคุณเอง พยายามสร้างเรื่องราวให้สามารถโยงเข้ากับสินค้าและบริการของคุณโดยไม่ฮาร์ดเซลล์หรือเน้นขายของอย่างเดียว แต่ควรให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้วยเช่นกัน เพื่อที่คุณจะสามารถแปลงผู้อ่านให้เป็นลูกค้าได้อย่างไม่ยาก

Step 5 : เขียนร่างคร่าวๆ

เมื่อโครงร่างของคุณเข้าที่แล้ว จากนั้นก็มาถึงลำดับการเขียนร่างคร่าวๆ นำไอเดียที่มีอยู่ในขั้นตอนที่คุณเขียนโครงร่างมาแยกแต่ละหัวข้อ ค่อยๆ เขียนรายละเอียดลงไป หากว่าในขณะนั้นคุณปิ๊งไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา ให้เขียนโน๊ตเอาไว้ก่อนที่คุณจะลืมว่าคุณต้องเพิ่มเติมข้อมูลอะไรลงไปบ้าง 

พยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำซ้ำหรือประโยคซ้ำๆ หลายครั้ง เพราะจะทำให้ Contents น่าเบื่อ ควรเลือกใช้คำให้มีความหลากหลาย รวมทั้งอาจจะมีการเล่นคำ หรือมีการอุปมาอุปไมยเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจบริบทของข้อความที่คุณต้องการจะสื่อสารมากขึ้น 

ข้อสำคัญคือ อย่าลืมที่จะหามุมสงบ ปราศจากการรบกวนใดๆ ที่จะทำให้คุณเขียนไม่ออก พยายามมีสมาธิและอย่าลืมคอนเซ็ปต์ที่คุณต้องการจะสื่อสารไปยังผู้อ่าน เมื่อคิดอะไรได้ให้คุณเขียนลงไปก่อน ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจจะยังไม่ไหลลื่นในตอนแรก แต่คุณก็มีเวลาที่จะทบทวนและกลับไปแก้ไข และหากว่าคุณเขียนไปสักพักแล้วพบว่า ย่อหน้าที่สองควรจะอยู่ก่อนย่อหน้าแรก อย่าเพิ่งปรับเปลี่ยนในตอนนั้นทันที ให้คุณเขียนบทความไปเรื่อยๆ ก่อนที่คุณจะลืมว่าจะเขียนอะไรต่อไป เพราะบางทีไอเดียใหม่ๆ ก็มาตอนที่คุณกำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดเรียงย่อหน้าต่างๆ

นอกจากนี้อย่าลืมที่จะกำหนดเวลาให้กับการทำ Contents ว่าควรใช้เวลาประมาณไหน ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความยากง่ายของ Contents นั้นๆ ด้วยเช่นกัน การกำหนดเวลาจะทำให้ Contents ยังอยู่ในกระแส คงไว้ซึ่งความเป็นปัจจุบัน และทันต่อเทรนด์ของ Keywords ที่ถูกค้นหาในช่วงเวลานั้น อีกทั้งหากคุณไม่กำหนดเวลาในการทำ Contents อาจทำให้คุณละทิ้งการทำ Contents นั้นๆ ปล่อยให้ไอเดียไหลออกไปเรื่อยๆ จนเนื้อหาไม่ปะติดปะต่อกัน

เมื่อคุณเขียนร่างเสร็จแล้ว คุณควรกลับมาอ่านซ้ำและทบทวนอีกครั้ง จากนั้นลองดูสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เช่น การลำดับเนื้อหาผิด หรือการจัดเรียงย่อหน้าที่อาจสร้างความสับสนให้ผู้อ่าน ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ตรวจและแก้ไขคำผิด รวมทั้งปรับแก้ไขประโยคให้ไหลลื่น สมเหตุสมผล และมีความสอดคล้องกันในแต่ละย่อหน้า

Step 6 : รับข้อเสนอแนะ

เมื่อคุณร่างเนื้อหาของ Contents เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่คุณทบทวนเพื่อตรวจสอบแก้ไข คุณอาจจะรู้สึกพอใจกับ Contents นั้นๆ แต่มันอาจเป็นมุมมองของคุณเพียงคนเดียว ลองเอา Contents ดังกล่าวไปให้ทีมงานของคุณหรือผู้มีประสบการณ์ช่วยอ่านเพื่อพิจารณาว่า Contents ของคุณมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร

ซึ่งการถูกตรวจสอบด้วยสายตาที่เป็นกลางจากผู้อื่นจะทำให้คุณทราบข้อผิดพลาดต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น คุณอาจจะพบว่า Contents ของคุณประกอบด้วยคำศัพท์ที่ยากต่อการเข้าใจ และคุณควรนำกลับมาแก้ไขโดยการขยายความเพิ่มเติม เป็นต้น ซึ่งการเปิดใจรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้มีประสบการณ์จะทำให้คุณรู้ว่าจะกลับมาปรับปรุงแก้ไขบล็อกอย่างไรให้น่าสนใจมากขึ้น

Step 7 : แก้ไขร่างของคุณ (ทำซ้ำตามต้องการ)

เป้าหมายของการนำ Contents ของคุณไปให้ผู้อื่นติชม คือ การสร้างแนวคิดและรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างผลงานที่ดีที่สุด หากมีใครบางคนกำลังให้คำแนะนำแก่คุณ ซึ่งเอาแต่พูดถึงข้อดีหรือข้อควรปรับปรุง โดยปราศจากคำแนะนำใดๆ นั่นก็ไม่ใช่การวิจารณ์ที่สร้างสรรค์

นอกจากนี้อย่าปล่อยให้อัตตา (Ego) ของคุณครอบงำจนทำให้คุณไม่รับฟังข้อเสนอแนะจากใคร พยายามมองเห็นสิ่งต่างๆ จากมุมมองของบุคคลที่สาม ซึ่งอาจจะมีบางข้อแนะนำที่คุณเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับพวกเขา จากนั้นใช้เวลาคิดทบทวนว่าเนื้อหาที่คุณทำสมควรที่จะถูกแก้ไขหรือไม่ 

จดบันทึกทุกคำแนะนำที่คุณได้รับ จากนั้นทำการแก้ไขตามคำแนะนำที่คุณเชื่อมั่นว่าจะทำให้บล็อกของคุณน่าสนใจยิ่งขึ้น ในส่วนของคำแนะนำที่คุณอาจจะไม่เห็นด้วย คุณต้องหาเหตุผลมาใช้ในการพูดคุยให้ได้ว่า เพราะอะไรคุณถึงไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำนั้น อย่างไรก็ตาม ขอให้แน่ใจว่าคุณมีเหตุผลมากพอ

ข้อควรระวัง คือ อย่าใช้สไตล์การเขียนของบุคคลที่สามโดยไม่ได้ตั้งใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขาให้ข้อเสนอแนะในรูปแบบข้อความยาวๆ หรือหากว่าคุณรวบรวมคำแนะนำจำนวนมากจากทุกคนไว้ด้วยกัน นำคำแนะนำเหล่านั้นมาเรียบเรียงแล้วเขียนในสไตล์ของคุณเอง

เมื่อทำการแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณก็อาจจะใช้วิธีการเดิมคือ ให้บุคคลที่สามเข้ามาอ่านบล็อกฉบับร่างของคุณ ไม่ใช่ในฐานะเพื่อนหรือเจ้านาย แต่เป็นในฐานะผู้อ่าน ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาอาจจะมีคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะอื่นๆ ให้กับคุณ ซึ่งคุณสามารถนำมาปรับแก้ไขแล้วให้พวกเขาตรวจสอบในฐานะผู้อ่านได้อีกเช่นกัน 

อย่าให้ความคิดเห็นของผู้อื่นมาครอบงำผลงานทั้งหมดของคุณ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะได้ทราบมุมมองที่แตกต่างกัน รวมทั้งแนวความคิดใหม่ๆ ดังนั้น มันจำเป็นต้องหาตรงกลางระหว่างความคิดเห็นของผู้อื่นและการสร้างบล็อกในสไตล์ของคุณเอง ซึ่งบางครั้งมันก็ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะต่อสู้เพื่อสิ่งที่คุณเชื่อหรือไม่ และในขณะเดียวกันก็ควรยอมรับอย่างสุภาพว่า มีบางอย่างที่คุณควรปรับปรุงด้วยเช่นกัน

Step 8 : จัดรูปแบบและอัปโหลดโพสต์ของคุณ

เมื่อได้เนื้อหาที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีแล้ว จากนั้นจัดรูปแบบโพสต์ของคุณให้น่าอ่าน เริ่มตั้งแต่การใช้รูปแบบตัวอักษร การใช้สีตัวอักษร ขนาดตัวอักษร สัญลักษณ์แสดงหัวข้อย่อยเพื่อให้อ่านง่ายขึ้น รวมทั้งการใช้ภาพประกอบที่น่าสนใจ

หากว่าคุณต้องการจะขายสินค้าและบริการใดๆ ก็อย่าลืมแทรกรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าและบริการนั้นๆ ลงไปด้วย แต่อย่าทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่า Contents ของคุณยัดเยียดการขายมากเกินไป ทำให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจกับเนื้อหาของคุณก่อน แล้วพวกเขาจะสนใจสินค้าและบริการของคุณเอง

เมื่อทำตามนี้แล้ว จากนั้นก็ได้เวลาอัปโหลด!

Step 9 : ตั้งเรื่องและ URL ของคุณ

ก่อนจะปล่อยบล็อกของคุณออกสู่สายตาผู้อ่าน ทบทวนอีกครั้งว่า ชื่อเรื่องที่คุณตั้งไว้ในขั้นตอนแรกๆ นั้นสะดุดตาและน่าสนใจมากพอหรือไม่ ที่สำคัญมี Keywords อยู่ในชื่อเรื่องหรือเปล่า เมื่อทำการปรับแก้ไขชื่อเรื่องเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงคราวที่ต้องตั้งชื่อ URL บ้าง โดยชื่อ URL ไม่ควรจะยาวเกินไป และควรจะมีคำที่เป็น Keywords แสดงให้เห็นว่า URL นั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เช่น URL ของคุณอาจเป็น https://www.epicgamereviews.com/2019/01/12/46854229.php ซึ่งคุณอาจจะเปลี่ยนเป็น https://www.epicgamereviews.com/zelda-botw-review/ เป็นต้น

สำหรับใครที่กำลังต้องการจะสร้างบล็อกของตนเองนั้น ไม่ว่าจะสร้างเพื่อความบันเทิง หรือสร้างเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจก็ตาม คุณสามารถนำ 9 ขั้นตอนในการเขียน Blog ที่เรานำเสนอข้างต้นไปเป็นแนวทางในการสร้างบล็อกเขียน Blog ของคุณได้เช่นกัน

แล้วอย่าลืมที่จะหาความรู้เพิ่มเติมหรืออัพเดทโพสต์บ่อยๆ เพื่อที่บล็อกของคุณจะได้มีจำนวนผู้อ่านหรือผู้ติดตามมากขึ้น ซึ่งมันอาจจะมีประโยชน์สำหรับธุรกิจของคุณในอนาคตก็ได้

อ้างอิงจาก https://ahrefs.com/blog/how-to-write-a-blog-post/