“SEO มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” เป็นเรื่องจริงหรือไม่?

ในสภาวะเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน เชื่อว่าหลายๆ คน คงมองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการแข่งขันในตลาดออนไลน์ที่ใช้การทำ SEO เพื่อยึดครองตลาด ยิ่งต้องตั้งรับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ซึ่งในบทความนี้ Blacksheep จะมาแนะนำขั้นตอนการ “ทำ SEO” แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ค่อนข้างจะเน้นในเรื่องของความเข้าใจในทฤษฎีพื้นฐานของการทำ SEO จาก Bridget Randolph

ซึ่งบทความที่ Bridget Randolph นั้น เหมาะสำหรับผู้ที่พบว่า หัวข้อเนื้อหาบทความนั้นมีมากเกินไป และไม่รู้จะเริ่มตรงไหน หรือสำหรับผู้ที่เชื่อว่าการทำ SEO เต็มไปด้วยความยุ่งยากและต้องใช้เวลาเรียนรู้เป็นปี

“ล้มล้างความเชื่อผิดๆ แล้วทำความเข้าใจใหม่ ในมุมมองที่ดูง่ายขึ้น”

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว และด้วยการตัดสินใจนี้ได้ทำให้ฉันมีโอกาสได้เข้าร่วมกลุ่มออนไลน์บางส่วนที่ตั้งขึ้นมาสำหรับผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ และเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กทั้งหลาย นั่นทำให้ฉันได้มีโอกาสรับรู้ถึงเทรนด์ในการทำ SEO

โดยเฉพาะในกลุ่มของชาวบล็อกเกอร์ที่พยายาม “ทำ SEO” ให้กับธุรกิจของพวกเขา ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พวกเขาพบกับปัญหาในการทำ SEO เพื่อให้อยู่ในอันดับต้นๆในหน้าการค้นหาอยู่เสมอ

แต่ด้วยอันดับที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วยเหตุผลหลักที่ว่าผู้คนมักจะรู้สึกว่า

1) มีการคิดเรื่องการทำ SEO มากเกินไป 
2) ถูกคุกคามในการทำ SEO
3) ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

ไม่เฉพาะผู้ที่ไม่รู้จักการทำ SEO เท่านั้นที่จะต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ แต่ผู้ที่เชื่อในแนวคิดที่ว่า “SEO มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” และคิดว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับวงการนี้ อันที่จริงแล้วตัวฉันเองก็เกือบเชื่อในวลีนี้แล้วเช่นกัน

แต่นั่นเป็นเรื่องจริงหรือ?

เราจะมาลองหาคำตอบด้วยการแยกทฤษฎีของ SEO ออกมาจากเทคนิคจำนวนมากมาย ที่ผู้เชี่ยวชาญในการทำ SEO ได้เคยทำการค้นคว้าและทดลองใช้มาแล้ว และยิ่งฉันได้เข้าไปทำงานในธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจบุคคลธรรมดา นั่นยิ่งทำให้ฉันได้เข้าใจมากขึ้นว่า ถึงแม้เทคโนโลยีจะถูกปรับปรุงและได้รับการพัฒนาตลอดเวลา ทำให้กลยุทธ์ (โดยเฉพาะวิธีที่พยายามจะลวง Google ด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง) ต้องพัฒนาตามไปด้วย แต่ก็มีหลักการบางอย่างในการทำ SEO ที่มีความเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ซึ่งแม้แต่ผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญก็สามารถลองทำความเข้าใจได้ง่ายๆ

หลักการพื้นฐานของ SEO ที่ไม่เคยถูกเปลี่ยน

เครื่องมือจัดอันดับ (Algorithm) ของ Google ยึดหลักการทำงานตามหลักวิชาการในการจัดหมวดหมู่และการอ้างอิงโดยการใช้คีย์เวิร์ดในการแปลรหัสของหัวข้อเว็บเพจ รวมถึงลิงค์จากเว็บไซต์อื่นๆ หรือที่เรียกว่า “ลิงค์ย้อนกลับ” หรือ Backlinks เพื่อกำหนดความสัมพันธ์ของเว็บไซต์นั้นๆ ซึ่งกระบวนการและเทคโนโลยีนี้ค่อนข้างจะมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

แล้วอะไรคือหลักการพื้นฐาน?

ก่อนอื่นคุณจะต้องตอบคำถามต่อไปนี้ให้ได้

  1. เครื่องมือในการค้นหาสามารถมองเห็นเนื้อหาของคุณได้หรือไม่
    (นั่นหมายถึงความสามารถในการประมวลผลข้อมูล)
  2. เครื่องมือในการค้นหาสามารถจัดการและลำดับความสำคัญของเนื้อหาของคุณได้อย่างไร
    (นั่นหมายถึงโครงสร้างของเว็บไซต์)
  3. เนื้อหาของคุณพูดถึงเรื่องอะไร
    (นั่นหมายถึงคีย์เวิร์ด)
  4. เครื่องมือในการค้นหาจะรู้ว่าเนื้อหาของคุณน่าเชื่อถือได้อย่างไร
    (นั่นหมายถึงลิงค์ย้อนกลับ)

หากเว็บไซต์ของคุณสามารถตอบโจทย์ทั้ง 4 ข้อนี้ของ Google ได้ เว็บไซต์ของคุณก็จะสามารถเข้าถึงหลักการพื้นฐานของ SEO ได้

ยังมีอีกหลายวิธีให้เลือกในการจัดการเว็บไซต์ของคุณ แต่สำหรับนักธุรกิจมือใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มกิจการและมีงบประมาณที่ค่อนข้างจำกัด หลักการทั้ง 4 นี้ถือว่าเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะต้องทำความเข้าใจ

ความสามารถในการประมวลผลข้อมูล (Crawlability)

ถึงแม้คุณจะมีเนื้อหาที่ดีที่สุดในโลก แต่จะไม่สามารถค้นเจอเนื้อหาของคุณได้ หากเครื่องมือค้นหาไม่สามารถประมวลผลข้อมูลนั้นได้ นั่นหมายถึงเว็บไซต์ของคุณเข้าถึงได้ยาก ดังนั้นข้อนี้นับว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO

การค้นหาและการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ ขึ้นอยู่ว่าเครื่องมือค้นหาจะต้อง:

  1. สามารถเข้าถึงเนื้อหาของคุณได้
    (อย่างน้อยในหน้าเว็บไซต์ที่คุณต้องการให้ถูกจัดอันดับ)
  2. สามารถอ่านเนื้อหาของคุณได้

นี่ถือเป็นกลยุทธ์หลัก แม้ว่าโครงสร้างของเว็บไซต์ที่ดี (ที่จะกล่าวต่อไป) อาจจะต้องถูกปรับเปลี่ยน หรือใช้ปลั๊กอิน SEO หากเว็บไซต์ของคุณใช้งานบน WordPress

โครงสร้างเว็บไซต์ (Site structure)

เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหาของคุณสามารถเข้าถึงและประมวลผลได้ อีกหนึ่งสิ่งสำคัญก็คือจะต้องช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจลำดับความสำคัญของเนื้อหานั้นด้วย ไม่เช่นนั้นดูเหมือนว่าเนื้อหาทุกหน้ามีความสำคัญในการจัดอันดับเท่ากัน

และหากไม่จัดการโครงสร้าง รวมถึงการลำดับความสำคัญของหน้าเว็บไซต์ให้ดี นั่นมักจะเกิดผลกระทบกับหน้าที่ใช้ “ทำเงิน” ของคุณได้ คุณควรจะตระหนักว่าหน้าเพจไหนเป็นหน้าที่สำคัญที่สุด และวางหน้าอื่นๆให้สำคัญรองลงมา

เมื่อ Google และเครื่องมือในการค้นหาพยายามที่จะเข้าไปประมวลผลข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณ เครื่องมือเหล่านี้จะพยายามเข้าถึงยังหน้าโฮมเพจก่อน จากนั้นถึงจะเข้าไปยังหน้าอื่นๆต่อไปทุกหน้า Googlebot จะถือว่าหน้าเพจที่ได้รับความนิยมที่สุดเป็นหน้าเพจที่สำคัญที่สุด

ดังนั้นเมื่อคุณจะต้องเข้าไปยังหน้าเพจด้วยการคลิกหนึ่งครั้งจากโฮมเพจ หรือเพื่อที่จะไปยังหน้าเพจอื่นๆ (ตรงแถบนำทางด้านบนหรือด้านข้าง หรือในส่วนด้านล่างของเว็บไซต์) จะทำให้ Googlebot สามารถเข้าถึงหน้าเพจนั้นได้มากขึ้น หรืออาจจะมองว่าหน้าเพจนี้เป็นหน้าที่สำคัญ

ส่วนสำหรับหน้าเพจอื่นก็จะมีความสำคัญรองลงมา คุณจะต้องลิงค์หน้าเพจเหล่านั้นกับส่วนใดส่วนหนึ่งเพื่อให้เครื่องมือในการค้นหาสามารถมองเห็นได้ คุณอาจไม่จำเป็นต้องเน้นที่หน้าเหล่านี้มากนัก หรืออาจจะเลือกที่จัดหน้าเหล่านี้ไว้ใกล้ๆกับหน้าโฮมเพจก็ได้

คำถามหลักๆ ที่มักจะถูกตั้งขึ้นมาก็คือ เครื่องมือในการค้นหาสามารถบอกได้หรือไม่ว่าหน้าไหนคือหน้าเพจหลักของคุณจากการดูแค่โครงสร้างของเว็บไซต์ เนื่องจากเป้าหมายของ Google คือการลดขั้นตอนให้กับผู้ใช้งาน ดังนั้นยิ่งคุณทำให้เนื้อหาของคุณถูกจัดความสำคัญได้ง่ายเท่าไหร่ Google ก็จะยิ่งชอบมากขึ้นเท่านั้น

คีย์เวิร์ด (Keywords)

เมื่อโปรแกรมสามารถเข้าถึงเนื้อหาของคุณได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ คุณจะต้องแน่ใจว่าคุณกำลังให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เครื่องมือในการค้นหา เพื่อจะช่วยให้โปรแกรมสามารถเข้าใจถึงความต้องการในผลลัพธ์ของการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับหน้าเพจของคุณ และนี่ก็เป็นตอนที่คีย์เวิร์ดจะถูกนำมารวมกัน

เราใช้คีย์เวิร์ดเพื่อที่จะบอกกับเครื่องมือค้นหาว่าหน้าเพจแต่ละหน้าของคุณมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร นั่นจะทำให้โปรแกรมสามารถจัดอันดับเนื้อหาในการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณมากที่สุด คุณอาจจะเคยได้รับคำแนะนำให้ใช้คีย์เวิร์ดที่ซ้ำไปซ้ำมาบนหน้าเว็บไซต์เพื่อให้ได้ผลการจัดอันดับที่ดี

แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือ เนื้อหาเหล่านั้นอาจไม่ให้ประโยชน์อะไรแก่ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ และนั่นจะทำให้ Google หยุดการจัดอันดับให้กับหน้าเพจของคุณเพราะมองว่ามีเนื้อหาที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน

เลือกที่จะแทนที่คำที่ไม่มีประโยชน์เหล่านั้นด้วยคำที่ Google มองว่าเป็นประโยชน์กับการใช้งานได้แก่

  1. คำตอบของคำถามที่ผู้คนมักจะมีเกี่ยวกับเนื้อหาของคุณ
  2. ใช้คำที่คนทั่วไปมักจะเลือกใช้ (โดยเฉพาะคนในกลุ่มเป้าหมายของคุณ) มาตั้งป็นหัวข้อของเนื้อหา
  3. ใช้คำที่ Google คิดว่าคนทั่วไปใช้ในการค้นหาจริงๆ (หรือที่มักถูกเรียกว่า “ความตั้งใจของผู้ใช้ หรือ user intend” และ “เจตนาในการค้นหา หรือ searcher intend”) 

คุณควรจะมีคำหรือวลีหลักเพียงคำเดียวในแต่ละเพจ คุณอาจจะเลือกรวมคีย์เวิร์ดหลักกับ “คีย์เวิร์ดรอง” ที่เกี่ยวข้องกัน (ให้ลองคิดถึงว่าเป็นหมวดหมู่หลักและหมวดหมู่ย่อย)

แต่บางทีฉันสังเกตว่า คนส่วนใหญ่มักจะมีคีย์เวิร์ดมากเกินไปในหน้าเพจเดียวกัน เพื่อพยายามขยายขอบเขตการค้นหา แต่จะดีกว่าหากคุณเลือกใช้คีย์เวิร์ดเพียงคำเดียว และกระจายคำอื่นๆ ไปยังหน้าเพจอื่น เพื่อมุมมองที่แตกต่างภายในเนื้อหาเดียวกัน

วิธีคิดแบบนามธรรมง่ายๆ ก็คือ กระบวนการทำงานของเครื่องมือค้นหาจะเหมือนกับทะเบียนรายการบรรณานุกรมของห้องสมุด และเราสามารถจินตนาการภาพว่า Google ก็ทำงานแบบเดียวกับการจัดหมวดหมู่ของห้องสมุด

เช่นคุณอาจจะมีหนังสือมากมายที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องโรแมนติก และมีหัวข้อย่อยเป็นเรื่องโรแมนติกของเยอรมันในชั้นเดียวกัน แต่คุณไม่สามารถจัดหนังสือเกี่ยวกับเรื่องโรแมนติกกับสยองขวัญไว้ด้วยกันได้

แม้ว่าจะมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกัน รวมถึงคุณไม่สามารถเก็บหนังสือฟิสิกส์แบบเดียวกันแยกกันคนละชั้นในห้องสมุด เป้าหมายของการมีคีย์เวิร์ดก็เป็นแบบเดียวกัน ดังนั้นควรจะมี 1 คีย์เวิร์ดต่อ 1 หน้าเพจ

ลิงค์ย้อนกลับ (Backlinks)

อีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยให้เว็บเพจของคุณถูกจัดอันดับและสามารถรักษาอันดับให้ได้ยาวนานได้แก่ จำนวนเว็บไซต์ที่ลิงค์จากเว็บไซต์อื่นมายังหน้าเพจของคุณ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าลิงค์ย้อนกลับ

แม้ใครๆจะมองว่า เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นั่นก็เหมือนกับตอนที่คุณจะต้องเลือกหมอคนใหม่ แน่นอนว่าคุณจะไม่ตัดสินใจแค่เพียงหมอคนนั้นบอกว่า ตัวเองเป็นหมอที่ดีที่สุดในโลก แต่คุณจะเลือกที่จะเชื่อเพื่อนหรือคนรอบข้างที่บอกว่าพวกเขาพอใจกับการรักษาของหมอคนนี้ และแนะนำให้แก่คุณ นั่นจะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจมากกว่า

เมื่อเว็บไซต์อื่นเลือกลิงค์มายังหน้าเพจของคุณ นั่นก็จะตอบโจทย์ที่ว่า “คนอื่นๆเห็นด้วยและมั่นใจว่าเนื้อหาของคุณน่าเชื่อถือ” แน่นอนว่า Google ก็ต้องการที่จะนำเสนอข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ดังนั้นยิ่งเนื้อหาของคุณน่าเชื่อถือมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งบ่งบอกว่าข้อมูลของคุณมีประโยชน์และจะอาจถูกเลือกให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในห้วข้อนั้น

หาก Google มองเห็นลิงค์ย้อนกลับ โปรแกรมก็จะทำตัวเหมือนกับคนทั่วไปคือ การอ่านรีวิวและคำยืนยันก่อนที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ เลือกชมภาพยนต์ หรือเลือกร้านอาหารสักแห่งสำหรับมื้อเย็น แต่หากคุณไม่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ หรือธุรกิจนี้ ความคิดเห็นของคนอื่นๆ จะเป็นตัวบ่งบอกว่าอะไรดีหรือไม่ดี ในกรณีของ Google จำนวนลิงค์จากเว็บไซต์อื่น จะเป็นตัวบ่งบอกว่าเนื้อหาของคุณน่าเชื่อถือหรือไม่

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ลิงค์ย้อนกลับแต่ละอันจะถูกตัดสินไม่เหมือนกันในแต่ละครั้งที่มีการปรับปรุงวิธีการจัดอันดับ รวมถึงความน่าเชื่อถือจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสิ่งที่ Google สามารถรับรู้ได้ถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูล และการถูกเชื่อมโยงของเว็บไซต์ นี่อาจจะฟังดูน่าสับสนเล็กน้อยแต่หากคุณเปรียบเทียบสิ่งนี้ในแง่ของคำแนะนำ อาจจะทำให้ฟังดูง่ายขึ้นในการทำความเข้าใจว่าลิงค์ที่ย้อนกลับไปยังเว็บไซต์ของคุณมีประโยชน์หรือไม่

ลองจินตนาการไปถึงภาพยนต์ที่คุณเลือกดูครั้งล่าสุด คุณใช้วิธีไหนในการตัดสินใจ คุณอาจจะเลือกที่จะไปดูคำวิจารณ์ภาพยนต์จากแหล่งที่มีชื่อ ตรวจสอบใน Rotten Tomato (เว็บไซต์วิจารณ์ภาพยนต์ที่โด่งดัง) สอบถามจากเพื่อนๆ ดูรายละเอียดคำแนะนำจาก Netflix หรืออ่านจากโพสต์ของคนทั่วไปตามโซเชียลมีเดีย (Social Media)

เมื่อต้องตัดสินใจว่าใครดูน่าเชื่อถือ ในมุมของมนุษย์ทั่วไป เราจะต้องเลือกลำดับความน่าเชื่อถือดังนี้

  1. ความคิดเห็นส่วนบุคคล เพราะเพื่อนสนิทที่รู้จักฉันดีก็จะเข้าใจว่าฉันชอบอะไร
  2. คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาพยนต์หรือศิลปะมักจะมีความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์แม้ว่าจะไม่ค่อยตรงกับรสนิยมของฉันมากเท่าไหร่
  3. ความนิยมจากคนส่วนใหญ่ เพราะหากภาพยนต์เรื่องนั้นๆได้รับเปอร์เซ็นต์ความนิยมจากผู้เข้าชมสูง นั่นหมายถึงว่าภาพยนต์เรื่องนั้นสามารถดึงดูดผู้ชมจำนวนมากและอาจรวมถึงตัวฉันด้วย
  4. ความคิดเห็นในแง่ลบ เพราะหากมีใครสักคนที่ให้คำชื่นชมภาพยนต์เรื่องนั้นๆบนโซเชียลมีเดีย แต่ฉันรู้ว่าเขาเป็นคนที่น่ากลัวและมีรสนิยมที่ค่อนข้างแย่ แน่นอนว่าคำนิยมของคนที่ไม่ได้อยู่ในแง่บวก อาจจะทำให้ฉันเลือกที่จะไม่ดูภาพยนต์เรื่องนั้น

หากลองมองย้อนกลับมายังเรื่องการทำ SEO คุณจะเข้าใจว่าลิงค์ย้อนกลับในมุมของการตรวจสอบของ SEO เพื่อการจัดลำดับความน่าเชี่อถือได้อย่างไร

1. ความคิดเห็นส่วนบุคคล หรือบริบท สำหรับธุรกิจในท้องถิ่นหรือการเลือกกลุ่มเป้าหมาย เว็บไซต์เฉพาะกลุ่ม เช่นเว็บไซต์การท่องเที่ยวของแต่ละท้องถิ่น สารบัญธุรกิจท้องถิ่นหรือรายละเอียดเชิงลึก เว็บไซต์ของแฟนคลับ นั่นจะเปรียบได้กับ “คำแนะนำของเพื่อนที่ดีที่สุด”

แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอย่างที่หลายๆคนต้องการ แต่สุดท้ายพวกเขาก็รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีสำหรับคุณ เนื่องจากความคิดเห็นของคนเฉพาะกลุ่มถือว่าเป็นประโยชน์มาก

2. คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ด้วยเว็บไซต์ที่โด่งดังและได้รับความเชื่อถือจากคนจำนวนมาก เช่น สำนักข่าว BBC หรือ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ( Harvard University ) ที่เป็นเหมือนกับสถาบันที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อการวิจารณ์ภาพยนต์

เป็นที่กล่าวกันอย่างกว้างขวางว่าสถาบันเหล่านี้น่าเชื่อถือ แต่อาจจะขาดบริบทเฉพาะเจาะจงที่จำเป็น และหากขาดเนื้อหาหรือข้อมูลที่ตรงเป้าหมาย คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญอาจจะต้องมีลิงค์สนับสนุนจากหน้าเพจของคุณ

3. คำแนะนำจากคนส่วนใหญ่ เนื่องจากลิงค์ทุกลิงค์มีคุณค่าเท่าๆกัน และการมีลิ้งค์ย้อนกลับจากเว็บไซต์จำนวนมากถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าคุณมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์เหล่านั้นและเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์

4. ความคิดเห็นที่เป็นลบ สืบเนื่องมากจากลิงค์จำนวนมากเลือกที่จะใช้เทคนิคสแปมช่วยในการไต่อันดับ โดยคุณสามารถซื้อเป็นกลุ่มได้ หรือไปอยู่บนเว็บไซต์ที่เปรียบได้กับขยะ นั่นเทียบได้กับคุณเลือกบุคคลที่มีนิสัยแย่ๆมาแนะนำให้คุณ จงเลือกปิดภาพยนต์เรื่องนี้ไปซะ!

หากเว็บไซต์ของคุณถูกลิงค์จากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือมากเกินไป และดูเหมือนลิงค์เหล่านี้ถูกซื้อมา มากกว่าที่จะได้รับคำแนะนำว่าเป็นประโยชน์ (เปรียบได้กับธุรกิจที่จ้างผู้คนมาให้คำวิจารณ์ในเชิงบวก) Google จะมองว่าการซื้อลิงค์เหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่สุจริต

และ เป็นวิธีที่เหมือนจะเข้ามาโกงในระบบ รวมถึงนั่นทำให้ระบบเชื่อว่าคุณมีเจตนาที่จะทำแบบนั้น ถึงแม้เว็บไซต์ขยะเหล่านี้จะไม่ได้รับโทษ แต่คุณก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากลิงค์พวกนี้เช่นกัน ดังนั้นเว็บไซต์เหล่านี้ไม่เหมาะจะเป็นเป้าหมายของคุณ เพราะการทำแบบนี้ทำให้หลายคนมีความเสี่ยงในการเลือกลิงค์ย้อนกลับ หรือแม้แต่การเลือกลิงค์ที่จะนำมาไว้บนหน้าเพจ

แต่ตราบใดที่เว็บเพจของคุณได้รับเลือกจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถืออย่างสูง และเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือเหล่านี้ก็ได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก แต่มีเพียงไม่กี่เว็บไซต์ที่เหมือนเป็นขยะที่มาเชื่อมโยงกับเว็บเพจของคุณ จงมั่นใจว่านั่นจะไม่มีผลให้เว็บเพจของคุณถูกปิดกั้นจากการได้รับผลประโยชน์จากเว็บไซต์คุณภาพสูงเหล่านั้น

การทำ SEO มีการเปลี่ยนแปลงจริงหรือ?

หากการทำ SEO เป็นเรื่องง่ายๆ ทำไมผู้คนมากมายถึงบอกว่า SEO มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่เราจะต้องแยกส่วนของทฤษฎีการทำ SEO ออกจากกลยุทธ์ที่เราใช้ทำ SEO กันแบบมืออาชีพ เพื่อที่จะคงประสิทธิภาพในการใช้งานและผลักดันการติดอันดับให้ดีขึ้น

หลักการพื้นฐานจะประกอบไปด้วย ความสามารถในการเก็บข้อมูล คีย์เวิร์ด ลิงค์ย้อนกลับ และโครงสร้างของเว็บไซต์ ซึ่งถือว่าเป็นไปตามทฤษฎีของการทำ SEO แต่ในการทำงานจริงนั้นคุณจะต้องใช้กลยุทธ์ร่วมด้วย และกลยุทธ์นี่เองที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะ Google และเครื่องมือค้นหาอื่นๆ มักจะเปลี่ยนขั้นตอนและวิธีการในการเข้าถึงเพื่อประมวลผลข้อมูลจาก 4 ส่วนประกอบพื้นฐานเพื่อพิจารณาว่าจะจัดอันดับอย่างไรในหน้าเพจแสดงผลการค้นหา

สิ่งที่สำคัญที่คุณต้องรู้ไว้คือ แม้ว่าผู้คนจะทำการเปลี่ยนกลยุทธ์ในการทำ SEO ไปขนาดไหน แต่เป้าหมายของเครื่องมือค้นหาจะยังคงเหมือนเดิม คือเพื่อทำให้ผู้ที่เข้ามาค้นหาได้รับข้อมูลที่พวกเขาต้องการอย่างสะดวกและรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นหมายถึงไม่ว่าคุณจะใช้กลยุทธ์

หรือวิธีการใดก็ตามที่คุณเลือกใช้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเครื่องมือค้นหาจะต้องสามารถเข้าถึงคีย์เวิร์ดหลัก และโครงสร้างของเว็บไซต์คุณได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นคุณจะต้องทำให้เว็บไซต์ของคุณให้สามารถเข้าถึงและมีลิงค์ย้อนกลับเพิ่มขึ้นจากเว็บไซต์อื่นๆ พร้อมทั้งรักษาคุณภาพของเว็บไซต์และจำนวนลิงค์ย้อนกลับไว้ตลอดเวลา

การตรวจสอบคุณภาพ (EAT)

เนื่องจากเป้าหมายของ Google คือ การให้ผลการค้นหาที่มีคุณภาพสูง ทำให้การเปลี่ยนแปลงของ “วิธีการ” มักจะถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาความสามารถในการระบุเนื้อหาที่มีคุณภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นเมื่อกลยุทธ์เดิมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป (หรือที่แย่กว่านั้นคือได้รับการลงโทษจากลิงค์ย้อนกลับ) ซึ่งมักเกิดขึ้นจากความจริงที่ว่ากลยุทธ์นั้นๆ ไม่ได้ทำให้เกิดผลลัพท์ที่มีคุณภาพสูงอีกต่อไป

นอกจากหลักพื้นฐานตามทฤษฎีของ SEO ที่เราได้กล่าวถึงไปแล้ว เกณฑ์ที่ Google ใช้ในการพิจารณาว่าเว็บไซต์หรือเว็บเพจนั้นๆ มีคุณภาพดีหรือไม่นั้น อาจไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปมากมายนับตั้งแต่แรกเริ่ม แต่เครื่องมือการค้นหาได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อที่จะสร้างข้อกำหนดให้กับเว็บไซต์ต่างๆ นั่นหมายความว่าคุณสามารถใช้เกณฑ์เหล่านี้ให้เหมือนกับ “การดมกลิ่น” ว่ากลยุทธ์นั้นๆสามารถใช้เป็นแนวทางที่ได้ผลยาวนานหรือไม่

ในขณะที่ Google เองมักจะใช้เกณฑ์ในการจัดการคุณภาพการค้นหาโดยใช้ตัวย่อว่า EAT ซึ่งได้แก่

  • ความเชี่ยวชาญ หรือ Expertise
  • การเป็นเจ้าของ หรือ Authoritativeness
  • ความน่าเชื่อถือ หรือ Trustworthiness

เพื่อที่จะตรวจสอบว่าหน้าเพจของคุณมีเนื้อหา (ในเว็บเพจของคุณเอง) หรือลิงค์ (จากเว็บไซต์อื่นไปยังหน้าเพจของคุณ) ที่มีคุณภาพสูงหรือไม่ เนื้อหาของคุณจะต้องมีหนึ่งในคุณสมบัติตามด้านล่างนี้ ได้แก่

ความเชี่ยวชาญ

เนื้อหาของคุณตอบโจทย์ผู้ค้นหาขนาดไหน? และเป็นการให้คำตอบที่ดีหรือไม่? หรือคุณมีความรู้ในเนื้อหาลึกกว่าคนอื่นมากแค่ไหน?

นี่คือเหตุผลที่คุณมักจะเคยได้ยินว่า Google ได้ทำการลงโทษเนื้อหาที่ดู “เบาบาง” นั่นหมายถึงเนื้อหาที่ไม่คุ้มค่าที่จะมีเว็บเพจเป็นของตัวเอง เพราะไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่าน

การเป็นเจ้าของ

คุณเป็นคนที่ได้รับความเคารพและถูกผู้อื่นใช้อ้างอิงว่ามีความชำนาญกว่าในหัวข้อนั้นๆ หรือไม่?

นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ลิงค์ย้อนกลับมีคุณค่า เพราะนั่นเป็นวิธีที่จะแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นเจ้าของหัวข้อนี้ และทำให้ Google มองเห็นว่าเนื้อหาของคุณน่าเชื่อถือ เพราะมีข้อมูลจำนวนมากได้ใช้เนื้อหาของคุณมาอ้างอิง 

ความน่าเชื่อถือ

คุณเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือเป็นนักธุรกิจหรือไม่? คุณดูน่าเชื่อถือพอที่จะสามารถรับผิดชอบต่อผู้อ่าน และต่อข้อมูลหรือไม่?

เนื่องจากความน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยหลักที่จะกำหนดคุณภาพของเว็บไซต์ ซึ่ง Google ได้รวบรวมรายละเอียดตัวบ่งชี้ที่จะระบุว่าเว็บไซต์นั้นๆ ดูน่าเชื่อถือหรือเป็นแค่สแปม นั่นรวมไปถึงรายละเอียดต่างด้วยเช่น พฤติกรรมที่มีสัดส่วนของโฆษณาที่มากเกินปกติ หรือโกงผู้ใช้งานด้วยการบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ การปิดบังเนื้อหาบางอย่างและแสดงเฉพาะคีย์เวิร์ดเพื่อให้เครื่องมือในการค้นหาใช้ในการจัดอันดับเท่านั้น และไม่ได้ใช้วิธีการที่ปลอดภัยเพื่อรับข้อมูลในการรับชำระเงิน เป็นต้น

เป้าหมายมักจะเหมือนเดิมเสมอ

เป็นเรื่องจริงที่จะกล่าวว่า SEO เป็นเรื่องของเทคนิค และแน่นอนว่าเทคนิคการทำ SEO สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ไม่เคยถูกเปลี่ยนคือ “เป้าหมาย” เนื่องจาก Google และเครื่องมือค้นหาอื่นๆสร้างรายได้จากการโฆษณา ด้วยการที่มีผู้เข้าชมโฆษณา (และทำการคลิก) ที่มากขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามที่จะให้ผู้ที่เข้ามาใช้งานได้รับประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งให้ข้อมูลที่ดีที่สุดด้วยวิธีการทำงานที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้มีความต้องการใช้งานต่อไปเรื่อยๆ

เมื่อคุณเข้าใจทฤษฎีพื้นฐานของการทำ SEO แล้ว ที่เหลือก็แค่ทำให้เว็บเพจของคุณสามารถตอบคำถามเหล่านี้แก่ Google ในแบบง่ายๆได้

  1. เว็บไซต์ของคุณเกี่ยวกับอะไร
  2. Google จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีคำตอบ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการใดๆที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้
  3. เนื้อหาของคุณแสดงให้เห็นถึง ความเชี่ยวชาญ ความเป็นเจ้าของ และความน่าเชื่อถือหรือไม่

นี่คือเหตุผลพื้นฐานที่ทำให้การทำ SEO เกิดการเปลี่ยนแปลงแค่เพียงเล็กน้อย แต่จะมีเพียงความจริงที่ว่าอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และกลยุทธ์เท่านั้นที่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ส่งท้าย

ทาง Blacksheep หวังว่าบทความนี้จะช่วยคลายข้อสงสัยและทำให้เจ้าของธุรกิจออนไลน์หลายๆ คน รู้สึกว่าเรื่องที่ยุ่งยากนี้ เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้และมีความมั่นใจมากขึ้นในการเข้าถึงกลยุทธ์ของ SEO ต่อไปในอนาคต

และเพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้ไม่เห็นความสำคัญของการทำ SEO แบบมืออาชีพ เพราะในการขับเคลื่อนในการผลักดันกลยุทธ์ยังคงต้องมีการพัฒนา และมีการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับช่องทางการค้นหาให้มากที่สุด

สุดท้ายนี้ แม้เบื้องหลังในการทำ SEO ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่การนำไปใช้งานจริงยังคงมีความซับซ้อนและเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่คุณจะต้องเข้าใจในเรื่องของทฤษฎี เพื่อให้คุณได้ทำความเข้าใจข้อมูลอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น และตัดสินใจในการเลือกผู้เชี่ยวชาญสักคนมาให้คำแนะนำ เมื่อใดที่คุณได้เข้าใจแนวคิดพื้นฐานรวมถึงเป้าหมายอย่างดีแล้ว คุณจะสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างมั่นใจ และเราขอให้คุณโชคดี!

อ้างอิงจาก https://moz.com/blog/seo-back-to-basics