ตัดสินใจก่อนสร้างเว็บไซต์ ด้วยเทคนิค SEO ที่ไม่ควรพลาด!

ลองคิดดูว่าถ้าลูกค้าถามคุณถึงวิธีการทำให้เว็บไซต์ของพวกเขาติดอันดับโดยไม่ผ่านการโฆษณา คุณจะตอบพวกเขายังไงดี? แต่ก่อนอื่นเลย หากคุณได้รับคำถามนี้ สิ่งแรกที่ควรจะทำคือ ตรวจสอบเทคนิคต่างๆ วิเคราะห์การตลาด และพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด

หลังจากนั้น จึงจะถึงเวลาแห่งการตอบคำถาม และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ยกตัวอย่าง เช่น แนะนำให้ลูกค้าลองปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเว็บไซต์ ย้ายเว็บไซต์ หรือให้ลูกค้าทบทวน Business Model เสียใหม่ หากลูกค้ายังมี Business Model ที่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ

แต่ก่อนที่เทคนิค SEO เหล่านี้จะเกิดขึ้น จะต้องมีการเคลื่อนไหวของเว็บไซต์และธุรกิจของลูกค้าเสียก่อน ที่จริงแล้ว เป้าหมายทางการตลาดจะประกอบไปด้วยส่วนสำคัญที่เรียกว่า Market Mix ได้แก่ ทำเล ราคา โปรโมชั่น ผู้ซื้อ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ กระบวนการ และสินค้า แต่ในโลกปัจจุบันที่ได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำให้ SEO กลายเป็นอีกส่วนสำคัญหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าทั้งหมดของการทำ SEO จะเหมาะสมกับธุรกิจทุกประเภท เราจึงต้องเลือกทำ SEO เฉพาะจุดที่สามารถช่วยเสริมการวิเคราะห์ SWOT หรือจุดแข็ง และโมเดลของคุณในส่วนที่คุณต้องการพัฒนาให้ดีขึ้นได้นั่นเอง

เทคนิค SEO หรือ “สิ่งจำเป็นที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจทำเว็บไซต์” เพราะถ้าคุณตัดสินใจสร้างหรือปรับปรุงเว็บไซต์ไปแล้ว การแก้ไข SEO ในอนาคตก็จะกลายเป็นเรื่องยากทันที

ซึ่ง Blacksheep จะเรียกเทคนิค SEO น่ารู้เหล่านี้ว่า “Area” หรือ “พื้นที่” ที่คุณควรสร้างมันขึ้น โดยมีพื้นที่ดังต่อไปนี้

1. พื้นที่ขยายกลยุทธ์ เพื่อสร้างคำถาม
2. พื้นที่ทางเทคนิค เพื่อเอาไว้ปรึกษากับทางผู้พัฒนา
3. พื้นที่ของการออกแบบ มีไว้เพื่อปรึกษากับนักออกแบบเว็บไซต์

เอาล่ะ มาถึงตรงนี้ คุณก็คงอยากรู้รายละเอียดแบบเจาะลึกกันแล้วใช่ไหมล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ตาม Blacksheep ไปดูกันเลยดีกว่า…

พื้นที่ขยายกลยุทธ์ – พื้นที่แห่งการสร้างคำถาม

1. คุณจะทำยังไงให้ผู้คนเห็น Mission Statement แบบออนไลน์?
หลังจากที่คุณสร้างคุณค่าที่เอาไว้ชนะคู่แข่ง หรือ “Value Proposition” แล้ว คราวนี้ก็ถึงความท้าทายว่าคุณจะส่งผ่านมันในรูปแบบออนไลน์ได้ยังไง

มีตัวช่วยอะไรไหมที่จะทำให้คำอธิบายเกี่ยวกับปัญหาของลูกค้า และวิธีแก้ไขของคุณจะถูกเสิร์ชพบได้บ้าง? คำตอบก็คือ เป็นไปได้ยากที่ Value Proposition ของคุณจะถูกค้นพบ ในกรณีนี้ คุณจะต้องหาความเชื่อมโยงของแบรนด์ด้วยปัญหาและวิธีแก้ไข ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะ

คุณอาจจะคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่มีการแข่งขันสูง ดังนั้น คุณจึงควรเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ลูกค้า โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับธุรกิจของคุณมากขึ้น

2. คุณเข้าใจในกลุ่มลูกค้าหรือไม่?
คำถามด้านล่างต่อไปนี้ คือคำถามที่คุณควรหาคำตอบให้ได้ เพื่อเป็นการทำความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

– การตลาดของคุณใหญ่แค่ไหน? กลุ่มลูกค้าของคุณกำลังเติบโตหรือกำลังถดถอย?
– หัวใจสำคัญของกลุ่มลูกค้าคืออะไร? อายุเฉลี่ย? แรงจูงใจ? บทบาทหน้าที่? หรือความต้องการของพวกเขา?
– พฤติกรรมของลูกค้าระหว่างออนไลน์และออฟไลน์เป็นอย่างไร? อะไรคือจุดสัมผัสบริการ (Touch Point) ของพวกเขา?

หากคุณเข้าใจกลุ่มลูกค้าด้วยการตอบคำถามเหล่านี้ได้ คุณก็จะสามารถสร้างเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างตอบสนองความต้องการของลูกค้านั่นเอง แต่คุณก็ยังต้องคำนึงถึงคีย์เวิร์ดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มลูกค้าของคุณในการสร้างเนื้อหาด้วยเช่นกัน

3. คู่แข่งดิจิทัลของคุณคือใคร?
การรู้ว่าคู่แข่งของคุณคือใครหรือเป็นแบบไหน จะช่วยทำให้คุณตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้างเว็บไซต์ ประสบการณ์ผู้ใช้งาน และการขยายบริการ โดยคู่แข่งหลักๆ ของคุณอาจมีดังต่อไปนี้

– คู่แข่งในการเสิร์ช: กลุ่มธุรกิจที่มีสินค้าหรือบริการแบบเดียวกับคุณ พวกเขาอาจจะมีคีย์เวิร์ดและกลุ่มเป้าหมายแบบเดียวกันกับคุณ แต่อาจจะมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน
– คู่แข่งด้านธุรกิจ: กลุ่มธุรกิจที่พยายามแก้ปัญหาของลูกค้าแบบเดียวกับที่คุณกำลังทำอยู่
– คู่แข่งด้านนวัตกรรม: กลุ่มธุรกิจที่แก้ปัญหาของลูกค้าแบบเดียวกับคุณในลักษณะทางอ้อม

หลังจากที่รู้แล้วว่าคู่แข่งของคุณเป็นยังไง คุณก็ควรวิเคราะห์รายละเอียดอื่นๆ และประเมินคู่แข่งของคุณเสียหน่อย โดยอาจจะตั้งคำถาม เช่น

– ธุรกิจของคู่แข่งใหญ่แค่ไหน? ผลประกอบการเป็นยังไง?
– พวกเขามีความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ อย่างไร?
– แบรนด์ของพวกเขามีชื่อเสียงมากหรือไม่?
– โปรไฟล์ของพวกเขาเป็นยังไง?
– โครงสร้างเว็บไซต์ของพวกเขาแตกต่างจากคนอื่นมากแค่ไหน?

เครื่องมือที่จะช่วยคุณในพื้นที่ขยายกลยุทธ์นี้ ได้แก่ Open Site Explorer, Majestic SEO, แลt Ahrefs เพื่อวิเคราะห์ลิงก์ของคู่แข่ง รวมทั้ง SEM rush เพื่อระบุว่าใครเป็นคนจัดอันดับคีย์เวิร์ดในกลุ่มเป้าหมายของคุณ

พื้นที่ทางเทคนิค – พื้นที่แห่งการตัดสินใจเพื่อหลีกเลี่ยงการออกแบบเว็บไซต์ใหม่ในอนาคต

1. HTTP หรือ HTTPS
คุณควรตัดสินใจว่าจะใช้ HTTP หรือ HTTPS หรือไม่ แต่ต้องตัดสินใจให้ดี เพราะเจ้าสิ่งนี้คือหนึ่งในตัวประกอบการจัดอันดับของ Google ถ้าหากว่าคุณมีแผนที่จะรองรับการชำระค่าใช้จ่ายผ่านเว็บไซต์ของคุณ HTTP ก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม

2. เลือกใช้ URL ที่เป็นที่ยอมรับ
เนื้อหาซ้ำอาจเกิดขึ้นได้หาก Google เข้าถึงเนื้อหาจากหลากหลาย URL หาก URL ของคุณเป็นเวอร์ชันที่ไม่ดี คู่แข่งก็จะกลบเว็บไซต์ของคุณทำให้ไม่มีใครสนใจได้เลย

เว็บไซต์ที่ดีควรมีความเป็นเอกลักษณ์ เริ่มด้วย ID ที่แตกต่างในฐานข้อมูลของเว็บไซต์ นักพัฒนาเว็บของคุณควรคำนึงว่าแต่ละเนื้อหาควรมี URL เดียว

3. ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ (Page Speed)
หลายคนอาจให้ความสำคัญกับโค้ดต่างๆ จนลืมนึกถึงความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ ดังนั้น คุณควรกำชับผู้พัฒนาเว็บไซต์ของคุณในเรื่องนี้ด้วย เพราะความเร็วในการโหลดหน้าเว็บคือปัจจัยหลัก ที่จะทำให้ผู้ใช้งานเกิดความประทับใจในเว็บไซต์ของคุณ

4. ภาษาและโลเคชัน
หากคุณตั้งใจว่าจะดึงกลุ่มเป้าหมายจากหลายประเทศ การตั้งค่าภาษาและโลเคชันในเว็บไซต์ของคุณให้หลากหลายจึงสำคัญมาก คุณควรวิจัยคีย์เวิร์ด พิจารณาแท็กที่จะใช้ และป้องกันการเกิดเนื้อหาซ้ำก่อนที่จะดำเนินการสร้างเว็บไซต์

การใช้โดเมนตามแต่ละประเทศถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้คุณดึงกลุ่มเป้าหมาย และเลือกภาษาได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น แต่คุณก็ยังจำเป็นต้องเน้นการสร้างเนื้อหาที่เป็นเอกลักษณ์ และการโปรโมทแต่ละโดเมนให้สม่ำเสมอด้วย

ถ้าคุณอยากเพิ่มกลุ่มเป้าหมายในหลายประเทศ แต่ต้องการใช้แค่เว็บไซต์เดียว เราแนะนำให้คุณสร้างเว็บแบบโฟลเดอร์ย่อย เช่น “ชื่อเว็บ.com/uk” หรือ “ชื่อเว็บ.com/de” เป็นต้น ซึ่งโฟล์เดอร์ย่อยเหล่านี้จะใช้แพลตฟอร์มหรือ CMS เดียว นั่นหมายความว่าเว็บไซต์คุณก็อาจจะช้าลง

5. เตรียมพร้อมสำหรับการแก้ไขและความยืดหยุ่นในแพลตฟอร์ม
Google อัปเดตการแนะนำและสิ่งจำเป็นอื่นๆ ตลอดเวลา ดังนั้น แพลตฟอร์มของคุณจึงควรมีความยืดหยุ่น เตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขต่างๆ ในเว็บไซต์จะได้เป็นไปอย่างราบรื่นนั่นเอง

พื้นที่ของการออกแบบ – ออกแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการออกแบบซ้ำในอนาคต

1.  รูปแบบและลิงก์ภายใน
รูปแบบที่มีประสิทธิภาพมาจากการคิดวิเคราะห์ที่รอบคอบ เพื่อให้ Search Engine ตรวจพบเนื้อหาและเซิร์ฟของคุณ แล้วแสดงให้ผู้ใช้งานต่อไป หาก Crawler หรือโปรแกรมเก็มรวบรวมข้อมูล ไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณได้ คุณก็จะไม่มีทางติดอันดับได้เลย รูปแบบของเว็บไซต์จึงสำคัญมาก เพื่อตอบสนองผู้ใช้งานในสิ่งที่พวกเขาต้องการค้นหา

ทางที่ดีคือ คุณควรออกแบบเว็บไซต์ที่มีหน้าโฮมเพจให้คลิกได้ไม่เกิน 4 ครั้ง เพื่อที่ Search Engine จะได้เข้าถึงเนื้อหาได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องกดคลิกหลายครั้งเกินไป นอกจากนี้ ควรใช้คีย์เวิร์ดและศึกษาคู่แข่ง เพื่อนำมาเป็นแนวทางในเว็บไซต์ของคุณด้วย

2. การออกแบบเนื้อหาหลัก
สิ่งที่คุณควรคิดเป็นอย่างแรก คือ ตัดสินใจว่าเนื้อหาหลักของเว็บไซต์คุณคืออะไร ไกด์ไลน์ของเว็บดีไหม? หรือเป็นแค่หน้าสีขาวธรรมดาๆ? หรือควรเป็นวิดีโอแนะนำ? คุณต้องวางแผนว่าเนื้อหาของคุณจะเป็นรูปแบบไหน หากคุณเข้าใจคอนเซ็ปต์ของตัวเอง คุณก็จะสื่อสารกับนักออกแบบเว็บไซต์ให้พวกเขาสร้างเว็บที่ตรงใจคุณได้มากยิ่งขึ้น

3. ข้อมูลที่เครื่องสามารถอ่านได้ (Flash, JavaScript, iFrame) และโครงสร้างข้อมูล
JavaScript, Flash และ Ajax เป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญของเว็บไซต์ที่ Crawler อาจเข้าไม่ถึง แม้ว่าจะสำคัญแต่ถ้าโปรแกรมอ่านเว็บเพจอ่านข้อมูลของคุณไม่ออก คุณก็จะเสียประโยชน์มากทีเดียว เพื่อแก้ไขปัญหานี้ คุณจึงควรลงลึกไปที่โครงสร้างของข้อมูล เพื่อพัฒนาข้อมูลที่เครื่องสามารถอ่านได้

4. Responsive Web Design
Responsive Web Design คือ เทคนิคการออกแบบ ที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถปรับขนาด ให้เหมาะสมกับการแสดงผลบนหน้าจอของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ผู้ใช้งานเลือกใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก หรือโทรศัพท์มือถือ คุณควรวางแผนระยะยาว เพื่อให้ผู้ใช้ได้ประสบการณ์ที่ดีจากการใช้งานในเว็บไซต์ของคุณ

หากคุณอยากสร้างเว็บไซต์ เราอยากให้คุณนำเทคนิค SEO เหล่านี้ไปใช้ประกอบการตัดสินใจ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องปวดหัวกับการแก้ไขเว็บไซต์ หรือต้องสร้างเว็บไซต์ใหม่ในอนาคตอีกต่อไป…

อ้างอิงจาก https://moz.com/blog/strategic-seo-decisions-before-website-design-build