เริ่มแบบเริดๆ กับวิธีเริ่มทำ SEO ของ Startup

เราขออธิบายแบบง่ายๆ โดยใช้ SEO พีระมิด ที่หลายคนคงเคยเห็นมาบ้างแล้ว โดยเริ่มไล่จากฐานพีระมิดอย่าง Website structure ไปจนถึงยอดบนสุดของพีระมิดอย่าง Conversion

แค่ลำพังการทำ Startup อย่างเดียวก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมากพอแล้ว แต่ถ้าเอา Startup + SEO เข้าไป เรื่องมันก็จะค่อนข้างวุ่นวายนิดหน่อย

ดังนั้นตอนนี้เราเลยขอสมมติว่าทุกคนคือ Startup ที่ค่อนข้างลงตัว มีการทำเว็บไซต์และคอนเทนต์ของตัวเองออกมาแล้ว แต่ดันลืมให้ความสำคัญกับ SEO และเหตุผลง่ายๆ ที่ควรหันมาใส่ใจกับการทำ SEO ก็คือ

1.จากสถิติ 28-29% ของ Traffic มาจาก Search engines ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งที่ดึงดูด Traffic ได้มากที่สุด

2. 90% ของคลิกที่เข้ามาในเว็บไซต์มาจากการค้นหา มีแค่ 10% เท่านั้นที่มาจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องเสียเงิน ดังนั้นการทำ SEO จึงเป็นวิธีที่ใช้ดูดยอด Traffic ได้แบบฟรีๆ

3. เมื่อมีการค้นหาก็เท่ากับว่ามีความต้องการ เมื่อมีความต้องการก็มีโอกาสที่จะเกิดการขาย สิ่งที่เราต้องทำก็คือการทำให้เว็บไซต์ของเราอยู่ในอันดับต้นๆ ของการค้นหา

SEO Startup_รับทำ seo_seoblacksheep.com

ขั้นที่ 1 ของพีระมิด Crawling, Indexing และ Website structure

ถ้าให้พูดถึงเรื่องโครงสร้างของเว็บไซต์แล้วสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือ

1. เว็บไซต์ที่ดีต้องมีโดเมนเป็นของตัวเอง ไม่กระจายคอนเทนต์ลงแยกหลายๆ เว็บไซต์ ถ้าต้องการจะแชร์สามารถทำได้แต่ต้องลิงค์กลับมาที่เว็บไซต์หลักของตัวเอง

2. ใช้ Google Search Console บริการดีๆ แบบฟรีๆ ที่ช่วยให้คุณหาจุดผิดพลาดต่างๆ ในเว็บไซต์ของคุณ

3. กำจัดความซ้ำซ้อนของเว็บไซต์, หลีกเลี่ยงการลิงค์ Search engines อื่นที่ไม่ใช่ google เข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ สุดท้ายตัดหน้าที่มีเนื้อหาน้อยออกไปถึงแม้ว่าหน้านั้นจะมีคีย์เวิร์ดอยู่มากมายก็ตาม เพราะตามหลักการแล้ว Google จะดูภาพรวมของเว็บไซต์มากกว่าดูแยกเป็นหน้าๆ

ดังนั้นถ้ามีหน้าที่มีเนื้อหาน้อยหรือที่เรียกอีกอย่างว่า Thin pages เป็นจำนวนมาก หน้าอื่นๆ ที่มีคอนเทนต์ดีๆ ก็จะถูกจัดอันดับต่ำไปด้วย ส่วนภาพรวมของเว็บไซต์ทั้งหมดก็จะดูแย่ไปตามๆ กัน

ขั้นที่ 2 ของพีระมิด คีย์เวิร์ดในการค้นหา และกลุ่มเป้าหมาย

1. ใช้คีย์เวิร์ดให้หลากหลายและครอบคลุม Keyword Explorer, SEMrush, KeyCompete, SpyFu และ Answer The Public คือ เครื่องมือที่สามารถช่วยคุณได้ในเรื่องนี้

อีกเทคนิคง่ายๆ ที่เราคิดว่ามันจะช่วยให้คำค้นหาของคุณกว้างและครอบคลุมขึ้นก็คือการใช้คำหรือประโยคที่เกี่ยวข้องกันส่วนใหญ่ Google จะมีแนะนำให้หลังจากที่คุณกดค้นหาแล้ว

2. สิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนที่จะเลือกกลุ่มเป้าหมายและคีย์เวิร์ด คือ
– คุณต้องรู้ว่าจำนวนการค้นหาของแต่ละคีย์เวิร์ดมีมากน้อยขนาดไหน ข้อนี้ทำไม่ยากแค่จ่ายเงิน Google’s AdWords ก็จะแสดงผลออกมาได้ทันที

– ความยากง่ายในการจัดอันดับของแต่ละคีย์เวิร์ด อันนี้ต้องประเมินจากคู่แข่งแต่ไม่สามารถใช้ Google’s AdWords ได้เพราะผลที่ได้จาก Google’s AdWords  จะเกิดจากการค้นหาที่จ่ายเงินเท่านั้น

– จำนวนคลิก สามารถประเมินได้จากโฆษณาต่างๆ ที่ขึ้นหลังจากที่กดค้นหา รวมถึงกล่องคำตอบที่มีอยู่ด้านบน ถ้ามีพวกนี้อยู่เยอะจำนวนคลิกก็อาจจะไม่เยอะมาก

3. จัดอันดับความสำคัญของสิ่งที่คุณและบริษัทของคุณต้องการ ก่อนที่จะเลือกคีย์เวิร์ดและกลุ่มเป้าหมาย

ขั้นที่ 3 ของพีระมิด คอนเทนต์เข้าถึงง่าย และถูกใจคนที่ค้นหา

เวลาคิดคีย์เวิร์ดและคอนเทนต์ต้องไม่เอาแต่ความต้องการของตัวเอง ให้คิดถึงใจของคนที่ค้นหาให้มาก

ขั้นที่ 4 ของพีระมิด ประสิทธิภาพในการใช้คีย์เวิร์ดและการบริหารหน้าเพจ

ให้ความสำคัญกับชื่อเรื่อง, URL, การบรรยายและเนื้อหาของคอนเทนต์ ควรใส่คีย์เวิร์ดคล้ายๆ กันไว้ในหน้าเดียวกันและลิงค์เข้าไปใน URL เดียวกัน

ขั้นที่ 5 ของพีระมิด Snippet, Markup และ Schema 

ควรให้ความสำคัญกับทุกส่วนที่โชว์บนหน้าค้นหา เพราะอย่าลืมว่าตอนนี้ไม่ได้มีเพียงลิงค์สีฟ้าหน้าตาธรรมดาๆ ขึ้นแสดงเป็นตัวแทนของเว็บไซต์ในหน้าค้นหาอีกต่อไป 

1. ใช้ Schema.org เข้ามาช่วยในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเว็บไซต์และคอนเทนต์ที่ดีของเราในหน้าค้นหา

2. ศึกษาจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในหน้าค้นหา เมื่อคุณใส่คีย์เวิร์ดที่ต้องการ เลียนแบบวิธีการที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการใช้รูปภาพ, ข่าวสาร, หรือวีดีโอ เพิ่มเติมเข้าไปในคอนเทนต์ของคุณ

3. ใช้ Answer box หรือกล่องคำตอบเป็นตัวช่วยเพื่อเพิ่มพื้นที่บนหน้าค้นหา เพราะ 15% ของการค้นหาบน Google จะมี Answer box แสดงขึ้นมา

ขั้นที่ 6 ของพีระมิด ทางเลือกอื่น

1. YouTube เป็นเครื่องมือที่คนคิดถึงเป็นอันดับสองรองจาก Google เมื่อต้องการค้นหาอะไรสักอย่าง ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับวีดีโอ แต่คุณก็ควรจะเช็คดูหน่อยว่าสิ่งที่เว็บไซต์ของคุณพูดถึงมีปริมาณการค้นหามากน้อยขนาดไหนใน YouTube

2. นอกจาก YouTube ที่เด่นในเรื่องวีดีโอแล้วรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถใช้เป็นทางเลือกได้ก็มีรูปภาพ, ข่าวสาร และแอพพลิเคชั่น 

ตัวอย่างเช่น ถ้าเว็บไซต์ของคุณเกี่ยวข้องกับเรื่องการตกแต่งภายใน บ้านและสวน รูปภาพคือทางเลือกที่ดีที่ควรนำมาใช้ แต่ถ้าหากเป็นเรื่องเทคโนโลยีและการเมืองข่าวสารดูจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า

3. Google maps คือตัวช่วยที่ดีที่จะช่วยดึงดูดผู้คนสำหรับธุรกิจท้องถิ่น

4. เว็บไซต์ Amazon และ Etsy คือเครื่องมือที่เหมาะสำหรับการขายของ

ขั้นที่ 7 ของพีระมิด ลิงค์

1. ก่อนจะทำคอนเทนต์ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าใครคือคนที่เข้ามาดูและเข้ามาด้วยเหตุผลอะไร? ถ้ายังตอบไม่ได้อย่าเพิ่งทำ เพราะไม่มีเหตุผลที่จะสร้างคอนเทนต์ที่ไม่มีคนสนใจ

2. สร้างคอนเทนต์ที่ทำงานได้ด้วยตัวเอง ลงแค่ครั้งเดียวแต่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ข่าว, แคมเปญทางการตลาด, คอนเทนต์ที่ทำร่วมกับพันธมิตร หรือคอนเทนต์ที่มีลิงค์อื่นๆ ของเว็บไซต์เราแทรกอยู่

ขั้นที่ 8 ของพีระมิด Conversion

จุดสูงสุดของพีระมิดก็คือยอดขาย สิ่งที่คุณต้องจำไว้ก็คือการขายจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยเวลาและผู้เข้าชมเว็บไซต์ เพราะจากสถิติพบว่าการขายส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเข้าชมเว็บไซต์ครั้งแรก แต่จะเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ชมเข้ามาแล้ว 2 หรือ 3 หรือ 4 ครั้งไปแล้ว 

หลังจากที่อธิบายจนครบ 8 ขั้นของพีระมิดแล้ว เราขอสรุปง่ายๆ ไว้แบบนี้ละกันนะคะ

“Startup ควรเริ่มต้นการทำ SEO ด้วยการคิดถึงความต้องการของผู้ที่จะเข้ามาในเว็บไซต์เป็นหลัก เมื่อสร้างคอนเทนต์ที่ตรงความต้องการได้ ผู้คนก็จะหลั่งไหลเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพมากพอก็จะสามารถเปลี่ยนผู้ชมเป็นลูกค้าได้ในที่สุด”

อ้างอิงจาก https://moz.com/blog/seo-audit-startup-whiteboard-friday