เทคนิค SEO กับวิธีสร้างแท็ก H1 ที่สมบูรณ์แบบ!

ในการสร้าง Content ที่ดีนั้น หนึ่งในสิ่งสำคัญหลายประการที่ควรทำคือการแบ่ง Content ออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน และสิ่งที่ใช้ในการแบ่ง Content รวมถึงเป็นเครื่องเน้นย้ำความสำคัญของข้อความนั้นคือ หัวเรื่อง (Heading)

ในหนึ่งโพสต์นั้นสามารถมีได้หลายหัวเรื่อง โดยปกติแล้วแท็ก <H1> ของ HTML จะใช้สำหรับชื่อเรื่องของโพสต์นั้น และเป็นส่วนหัวอันแรกที่สามารถเห็นได้บนเว็บเพจ การจัดรูปแบบของ H1 มักจะแตกต่างจากแท็กหัวเรื่องอื่นๆ ในส่วนที่เหลือของเว็บเพจ เช่น H2, H3 หรือ H4

แท็ก H1 คืออะไร?

แท็ก <H1> ของ HTML เป็นแท็กหัวเรื่องอันแรกที่จะมองเห็นได้บนเว็บเพจ ใช้สำหรับหัวเรื่องหลักของโพสต์ เมื่อดูในส่วนของโค้ด HTML จะเห็นอยู่ในรูปแบบของแท็ก <h1></h1>

เพื่อทำให้ข้อความโดดเด่น H1 จึงมักจัดรูปแบบแตกต่างจากแท็กอื่นๆ ในเว็บเพจนั้น

ดังเช่นตัวอย่างนี้ หากใช้แท็ก H1 กับคำว่า “On-Page SEO” คุณก็จะเห็นในส่วนของโค้ด HTML ว่า <h1>On-Page SEO</h1>

Tag H1_สร้างแท็ก H1_เทคนิค SEO_การทำ SEO_รับทำ SEO_บริษัทรับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิคเพิ่ม traffic_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_การสร้าง Content_เครื่องมือ SEO_เครื่องมือ SEO Google_วิธีทำ SEO

วิธีที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจในการใช้แท็ก H1 คือ จินตนาการว่าคุณกำลังร่างเอกสารชิ้นหนึ่งอยู่ หัวข้อหลักของคุณก็คือ <H1> ประเด็นหลักคือ <H2> และประเด็นย่อยคือ  <H3>

แท็ก H1 และ หัวข้อของเว็บเพจ (Page Title) หนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำ SEO นั่นคือ แท็ก Title (<title></title>) และไม่ควรเข้าใจสับสนกับแท็ก H1

ลองมาดูกันว่า 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร และทำไมคุณจึงควรใส่ใจกับมัน

ความแตกต่างระหว่าง แท็ก H1 และ แท็ก Title 
– แท็ก Title จะแสดงบนหน้าผลลัพธ์การค้นหาของเครื่องมือค้นหา มักถูกใช้เป็นหัวเรื่องหลักของตัวอย่างบนหน้าผลรวมการค้นหา
– แท็ก Title จะไม่ปรากฎให้เห็นใน Content บนเว็บเพจของเรา แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของหัวเรื่องของเว็บเพจ  <header></header> และปรากฎในหัวเรื่องของเบราว์เซอร์
– แท็ก H1 จะปรากฎในส่วนของ Content ของเว็บเพจ
– ในขั้นตอนการการรวบรวมข้อมูลของเครื่องมือค้นหา แท็ก Title เป็นสิ่งที่บอกว่า Content ของเว็บเพจนี้เกี่ยวข้องกับอะไร

เมื่อพูดถึงปัจจัยภายในของการทำ SEO แท็ก Title นั้นมีความสำคัญมากกว่าแท็ก H1 แต่เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คุณควรทำการเพิ่มประสิทธิภาพทั้งสองอย่าง

ทำไมแท็ก H1 จึงสำคัญสำหรับ SEO 

หนึ่งในหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเครื่องมือค้นหาคือการทำความเข้าใจความหมายของเว็บเพจ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เครื่องมือค้นหานั้นจะใช้ข้อมูลจากหลายด้านประกอบกัน ซึ่งตัวบ่งบอกความหมายของเว็บเพจนั้นคือ แท็ก Title และ แท็ก H1

เมื่อมีการรวบรวมข้อมูลเกิดขึ้น ซอฟต์แวร์ของเครื่องมือค้นหาจะอ่านโค้ด HTML และพยายามจะระบุว่าประโยคใดคือแท็กหัวเรื่องบ้าง เช่น H1, H2 และอื่นๆ และเครื่องมือค้นหาจะคิดว่านั่นคือสิ่งที่บ่งบอกความหมายของ Content 

และหากคุณใส่ Keywords ลงไปในแท็ก H1 นั่นจะเป็นการช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจได้ดีขึ้นว่าเว็บเพจของคุณนั้นเกี่ยวข้องกับอะไร

อีกเหตุผลที่ทำให้หัวเรื่องนั้นมีความสำคัญกับ SEO คือการทำให้ผู้ใช้งานสามารถสำรวจเว็บเพจของคุณได้ง่ายขึ้นด้วย

ผู้ใช้งานสามารถมองภาพรวมของเว็บเพจได้โดยการดูที่แท็ก H1 ส่วนหัวเรื่องถัดไป เช่น H2 หรือ H3 จะเป็นตัวบ่งบอกว่าในแต่ละส่วนนั้นเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง

แนวทางปฏิบัติในการทำ SEO สำหรับการใช้แท็ก H1

ต่อจากนี้จะเป็นวิธีการใช้หัวเรื่องสำหรับบทความ หรือ Content ของคุณโดยทั่วไป

– แท็ก H1 ควรเหมือน หรือแตกต่างจากแท็ก Title เพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่แล้วแท็ก Title กับแท็ก H1 นั้นจะเหมือนกัน นั่นเป็นเพราะระบบการจัดการ Content (เช่น WordPress) กำหนดให้เป็นแบบนั้น

แต่ในบางกรณีที่ แท็ก Title กับแท็ก H1 นั้นไม่เหมือนกัน ซึ่ง Google ได้อธิบายไว้ดังนี้

Tag H1_สร้างแท็ก H1_เทคนิค SEO_การทำ SEO_รับทำ SEO_บริษัทรับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิคเพิ่ม traffic_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_การสร้าง Content_เครื่องมือ SEO_เครื่องมือ SEO Google_วิธีทำ SEO

และจากตัวอย่างนี้

Tag H1_สร้างแท็ก H1_เทคนิค SEO_การทำ SEO_รับทำ SEO_บริษัทรับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิคเพิ่ม traffic_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_การสร้าง Content_เครื่องมือ SEO_เครื่องมือ SEO Google_วิธีทำ SEO

จะเห็นได้ว่าแท็ก Title นั้นคือ “On-Page SEO Techniques” ในขณะที่แท็ก H1 เป็น “On-Page SEO”

เพราะแท็ก Title นั้นมีความหมายกับการทำ SEO มากกว่า เนื่องจากจะถูกแสดงบนหน้าผลรวมการค้นหา แต่ในส่วนของแท็ก H1 นั้นต้องการแสดงสิ่งที่เรียบง่ายมากกว่า

เราจะใช้แท็ก Title และ แท็ก H1 ที่แตกต่างกันได้อย่างไร?

ดังที่กล่าวไว้ในข้างต้นว่า ธีมและแพล็ตฟอร์มส่วนใหญ่ของซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์นั้นกำหนดให้ใช้ประโยคเดียวกันสำหรับแท็ก Title และ แท็ก H1 

หากคุณต้องการใช้ประโยคที่แตกต่างกัน คุณสามารถแก้ไขในส่วนของโค้ด HTML ได้ หรือหากคุณใช้ WordPress คุณสามารถติดตั้งปลั๊กอิน เช่น Yoast SEO เพื่อใช้งานได้

ดังที่คุณจะเห็นในตัวอย่างด้านล่าง เมื่อคุณติดตั้ง Yoast SEO คุณจะเห็นช่องว่างด้านล่างสำหรับทุกโพสต์ เพื่อให้สามารถใส่แท็ก Title ลงไปในช่องนั้นได้

Tag H1_สร้างแท็ก H1_เทคนิค SEO_การทำ SEO_รับทำ SEO_บริษัทรับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิคเพิ่ม traffic_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_การสร้าง Content_เครื่องมือ SEO_เครื่องมือ SEO Google_วิธีทำ SEO

ใช้ Keywords ในส่วนของหัวเรื่อง

ขอแนะนำให้ใส่ Keywords ลงไปในหัวเรื่องของคุณด้วย เพราะ Keywords นั้นควรมีอยู่ทั้งในส่วนของแท็ก Title และแท็ก H1

หากคุณเลือกที่จะใช้ข้อความที่แตกต่างกันระหว่างแท็ก Title และแท็ก H1 คุณควรใส่ Keywords หลักลงไปในส่วนของแท็ก Title และใส่ Keywords ที่เกี่ยวข้องลงไปในแท็ก H1 

โดยทั่วไป Keywords ที่มีความเฉพาะเจาะจงจะเป็นตัวเลือกที่ดีในการใช้งานสำหรับ H1 และหัวเรื่องอื่นๆ ของคุณ

หลีกเลี่ยงหัวเรื่องที่มีความยาวมาก

อย่าทำให้หัวเรื่องของคุณมีความยาวมากจนเกินไป ควรใช้คำสั้นๆ แต่สามารถอธิบายความหมายได้ ให้ใช้กฎเดียวกับการตั้งชื่อหัวข้อเรื่อง คือมีความยาวไม่เกิน 65 ตัวอักษร

หากคุณต้องการคำอธิบายที่มีความยาวมากขึ้น ให้คุณใช้หัวเรื่องสั้นๆ แล้วสร้างคำอธิบายเพิ่มเติมไว้ด้านล่าง ดังตัวอย่าง

Tag H1_สร้างแท็ก H1_เทคนิค SEO_การทำ SEO_รับทำ SEO_บริษัทรับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิคเพิ่ม traffic_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_การสร้าง Content_เครื่องมือ SEO_เครื่องมือ SEO Google_วิธีทำ SEO

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแท็ก H1 ของคุณนั้นสามารถมองเห็นได้ และไม่ถูกซ่อนไว้

ธีมของ WordPress ส่วนใหญ่จะมีแท็ก H1 อยู่ในส่วนของ HTML แต่มักจะถูกซ่อนไว้ไม่ให้ผู้ใช้งานเห็น 

วิธีการแก้ไขอย่างง่ายคือ ดูแหล่งที่มาของเว็บเพจโดยการคลิกขวา และเลือก view source แล้วค้นหา H1

และข้อความที่คุณเห็นอยู่ในโค้ด <h1></h1> ควรจะปรากฎให้เห็นได้บนเว็บเพจ

ควรทำให้ H1 ของคุณแตกต่างจากหัวเรื่องอื่นๆ โดยการทำให้ตัวอักษรมีขนาดใหญ่กว่าและทำเป็นตัวหนา

Tag H1_สร้างแท็ก H1_เทคนิค SEO_การทำ SEO_รับทำ SEO_บริษัทรับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิคเพิ่ม traffic_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_การสร้าง Content_เครื่องมือ SEO_เครื่องมือ SEO Google_วิธีทำ SEO

ใช้หัวเรื่องในลักษณะของการเป็นลำดับขั้น

ดังที่ได้กล่าวไปในช่วงต้นของบทความว่า ให้ลองคิดว่าการเขียนหัวเรื่องนั้นเป็นเหมือนการร่างหนังสือหรือเอกสารที่มีความยาว

สิ่งสำคัญสำหรับการทำ SEO คือ ต้องใช้แท็กของคุณในลักษณะเป็นลำดับขั้น มิฉะนั้นคุณอาจสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้งานหรือเครื่องมือค้นหาได้

กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า <h1> ของคุณ ควรอยู่ด้านบนสุดของโค้ด HTML และตามมาด้วย H2, H3 ตามลำดับ

Tag H1_สร้างแท็ก H1_เทคนิค SEO_การทำ SEO_รับทำ SEO_บริษัทรับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิคเพิ่ม traffic_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_การสร้าง Content_เครื่องมือ SEO_เครื่องมือ SEO Google_วิธีทำ SEO

สังเกตได้ว่า ขนาดของตัวอักษรมีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับขั้นของหัวเรื่อง

ใช้เพียง H1 เดียวต่อหนึ่งหน้าเอกสาร

แนวทางการทำ SEO ได้ระบุไว้ว่าจะเป็นการดีที่สุดหากมีแท็ก H1 เพียงแท็กเดียวต่อหนึ่งหน้าเอกสาร และคุณควรยึดสิ่งนี้เป็นแนวทางปฏิบัติของคุณ

ในกรณีที่คุณมี H1 หลายแท็กในหนึ่งหน้าเอกสารก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยสามารถศึกษาได้จากวีดีโอด้านล่างนี้

Tag H1_สร้างแท็ก H1_เทคนิค SEO_การทำ SEO_รับทำ SEO_บริษัทรับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิคเพิ่ม traffic_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_การสร้าง Content_เครื่องมือ SEO_เครื่องมือ SEO Google_วิธีทำ SEO

อ้างอิงจาก https://youtu.be/WsgrSxCmMbM

แท็ก H1 ควรตรงกับเจตนาของผู้ใช้งาน

อย่าลืมเรื่องเจตนาของผู้ใช้งานเมื่อคุณทำการเขียน H1 ของคุณ หากคุณเขียน H1 ของคุณไม่ตรงกับเจตนาในการค้นหาของผู้ใช้งาน พวกเขาอาจจะออกไปจากเว็บไซต์ของคุณโดยที่ไม่อ่านอะไรเลยก็ได้

คุณไม่เพียงสูญเสียลูกค้าหรือผู้อ่านเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อ SEO ของคุณอีกด้วย

พฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เข้าชมเว็บไซต์แล้วกดกลับไปยังหน้าผลรวมการค้นหาใหม่อีกครั้งเพราะรู้สึกไม่ชอบใจกับเว็บไซต์ที่เรียกดูขึ้นมานั้นเรียกกันในชื่อ “pogo-sticking” และสิ่งนี้สามารถสร้างผลเสียให้กับการจัดอันดับของคุณในระยะยาวได้

ตรวจสอบให้แน่ใจว่า H1 ของคุณ สามารถตอบเจตนาของผู้ค้นหาได้เมื่อพวกเขาคลิกเข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณ

ตัวอย่างการใช้แท็ก H1: ลองทบทวนจากตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีการใช้แท็ก H1 ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจว่าหลักการที่ได้ศึกษาไปนั้นสามารถนำมาปฏิบัติจริงได้อย่างไร

ตัวอย่างที่ 1: แท็ก H1 ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมโดยการใช้แท็ก Title ที่สั้น และถูกหลัก SEO

Tag H1_สร้างแท็ก H1_เทคนิค SEO_การทำ SEO_รับทำ SEO_บริษัทรับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิคเพิ่ม traffic_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_การสร้าง Content_เครื่องมือ SEO_เครื่องมือ SEO Google_วิธีทำ SEO

ตัวอย่างที่ 2: สำหรับแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก H1 สามารถใช้เป็นชื่อของแบรนด์ได้ และแท็ก Title สามารถใช้เป็น Keywords ได้

Tag H1_สร้างแท็ก H1_เทคนิค SEO_การทำ SEO_รับทำ SEO_บริษัทรับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิคเพิ่ม traffic_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_การสร้าง Content_เครื่องมือ SEO_เครื่องมือ SEO Google_วิธีทำ SEO

ตัวอย่างที่ 3: เป็นเรื่องที่ดีถ้าใช้ประโยคเดียวกันทั้งส่วนแท็ก H1 และแท็ก Title

Tag H1_สร้างแท็ก H1_เทคนิค SEO_การทำ SEO_รับทำ SEO_บริษัทรับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิคเพิ่ม traffic_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_การสร้าง Content_เครื่องมือ SEO_เครื่องมือ SEO Google_วิธีทำ SEO

หลักการที่อธิบายมาทั้งหมดข้างต้น สามารถนำมาใช้กับแท็ก H2, H3 หรือ H4 ได้เช่นเดียวกัน

ข้อควรทราบ
– อย่าใช้แท็กหัวเรื่อง หากการใช้ตัวหนาหรือตัวเอียงมีความเหมาะสมมากกว่า
– อย่าใช้แท็กหัวเรื่องมากจนเกินไป ใช้เฉพาะในส่วนที่สำคัญกับโครงสร้าง ใช้ในการนำทางผู้อ่าน และใช้เพื่อแยกส่วนของ Content เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน
– ไม่จำเป็นต้องมีแท็กหัวเรื่องย่อยมากจนเกินไป คุณสามารถใช้แค่ H1 และ H2 เท่านั้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับความยาวและประเภทของ Content
– จัดให้มีความเหมาะสมระหว่างการใช้หัวเรื่องและองค์ประกอบการจัดรูปแบบอื่นๆ 

แท็กหัวเรื่องในส่วนของ HTML คืออะไร?

HTML หรือ HyperText Markup Language คือภาษาที่ใช้แสดงเว็บเพจบนเบราว์เซอร์ ซึ่งมีแท็กต่างๆ ที่สามารถใช้ในการสร้างหัวเรื่องของเอกสาร

ซึ่งคล้ายกับการสร้างหัวเรื่องบน Microsoft Word เมื่อคุณต้องการให้ประโยคไหนโดดเด่น คุณก็สามารถกำหนดรูปแบบให้เป็นหัวเรื่อง 1 หัวเรื่อง 2 และอื่นๆ ได้

หัวเรื่องใน Microsoft Word สามารถใช้เพื่อแยกเอกสารให้เป็นส่วนๆ หรือเป็นแนวทางในการสร้างสารบัญได้

โดยทั่วไปแล้ว การทำให้เอกสารอ่านง่ายขึ้นจะทำได้โดยการแบ่งเอกสารนั้นออกเป็นส่วนเล็กๆ และในแต่ละส่วนจะมีหัวเรื่องที่มีการจัดรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น ข้อความขนาดใหญ่ ตัวหนา หรือรูปแบบอื่นๆ 

แท็กหัวเรื่องในส่วนของ HTML ก็มีลักษณะเดียวกัน

เมื่อคุณต้องการเน้นความสำคัญให้กับประโยคใดๆ ใน WordPress และตั้งให้ประโยคนั้นเป็นหัวเรื่อง ระบบจะเพิ่มโค้ดต่อไปนี้ลงในส่วนของ HTML

<h1>This is an H1 heading</h1>

โค้ดนั้นจะบอกให้เบราว์เซอร์จัดรูปแบบประโยคนั้นให้แตกต่างจากข้อความส่วนอื่นๆ ดังตัวอย่างด้านล่าง

Tag H1_สร้างแท็ก H1_เทคนิค SEO_การทำ SEO_รับทำ SEO_บริษัทรับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิคเพิ่ม traffic_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_การสร้าง Content_เครื่องมือ SEO_เครื่องมือ SEO Google_วิธีทำ SEO
Tag H1_สร้างแท็ก H1_เทคนิค SEO_การทำ SEO_รับทำ SEO_บริษัทรับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิคเพิ่ม traffic_เพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์_การสร้าง Content_เครื่องมือ SEO_เครื่องมือ SEO Google_วิธีทำ SEO

และถ้าคุณตั้งค่าหัวเรื่องเป็น H2 หรือ H3 โค้ดของ HTML ก็จะเปลี่ยนเป็น

<h2>This is an H2 heading </h2>

<h3>This is an H3 heading </h3>

ดังนั้น หัวเรื่องในส่วนของ HTML ก็คือชิ้นส่วนหนึ่งของโค้ด HTML ที่ใช้ในการระบุหัวเรื่องของหน้าเอกสารนั้น

คุณสามารถทำอะไรเพื่อเป็นการปรับปรุงการทำ SEO ของคุณได้บ้าง?

โดยปกติแล้ว ในการทำ SEO คุณอาจจะพยายามแก้ไขสิ่งที่ดูเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งดูเหมือนไม่มีความสำคัญ แต่เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้วมันสามารถพัฒนาการจัดอันดับการค้นหาของคุณได้

ดังนั้น นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพให้แท็ก H1 แล้ว นี่คือรายการสิ่งต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการทำ SEO ด้วยเช่นกัน

– ตรวจสอบเทคนิค SEO ของคุณเพื่อให้แน่ใจว่า เครื่องมือค้นหานั้นสามารถเข้าถึง รวบรวมข้อมูล และจัดทำฐานข้อมูลให้กับเว็บไซต์ของคุณได้
– กำหนดค่าเว็บไซต์ของคุณเพื่อใช้ URL ที่เหมาะสมกับการทำ SEO สำหรับเว็บเพจของคุณ
– สร้างเว็บไซต์คุณภาพสูงที่มอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน
– เขียน Content ที่เหมาะสำหรับการทำ SEO เพื่อมอบคุณค่าที่ดีให้กับผู้ใช้งาน|
– เชื่อมต่อ Content ของคุณเข้าด้วยกันด้วยลิงก์ภายใน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาเว็บเพจอื่นๆ ของคุณได้ง่าย
– โปรโมตเว็บไซต์ของคุณโดยมีเป้าหมายเพื่อการรับลิงก์จากเว็บไซต์อื่นๆ บนอินเทอร์เน็ต

สรุป
การทำ SEO ของคุณไม่ได้เริ่มต้นหรือสิ้นสุดแค่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแท็ก H1 นั่นเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่คุณต้องทำ และมันยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด

แท็ก H1 ไม่เหมือนกับปัจจัย SEO อื่นๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้ และหากได้รับการปรับแต่งอย่างเหมาะสม คุณสามารถสร้างความแตกต่างในการจัดอันดับการค้นหาของคุณได้

หากขั้นตอนที่ได้กล่าวมาข้างต้นทำให้คุณรู้สึกมั่นใจในการทำ SEO ของคุณ ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจสอบ H1 ของคุณ และปรับแต่งให้เหมาะสมสำหรับการจัดอันดับการค้นหาของคุณต่อไป

อ้างอิงจาก https://www.reliablesoft.net/h1-tag/