20 เทคนิค SEO ขั้นสูง เพื่อการจัดอันดับการค้นหา

“ต้องการอันดับการค้นหาที่ดีขึ้นไหม?”

โลกของ SEO นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กฎหรือเทคนิค SEO ที่เคยใช้ได้ในปีนี้ อาจใช้ไม่ได้แล้วในปีถัดไป หากคุณต้องการอยู่บนจุดสูงสุดของหน้าผลรวมการค้นหา (SERPs) คุณต้องมีการปรับเทคนิคของคุณอยู่เสมอ

ทั้ง Content, Keyword และ Backlinks (ลิงค์ที่เชื่อมโยงกลับมายังเว็บเพจของคุณ) มีตัวชี้วัดมากมายที่คุณต้องคำนึงถึง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณจะต้องใช้ความอดทนและความพยายามเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้ คุณมีเทคนิคการทำ SEO ที่ดีที่สุดแล้ว จึงเป็นเรื่องง่ายที่คุณจะอยู่เหนือคู่แข่งของคุณได้ 

ลองมาดูสุดยอด 20 เทคนิค SEO ที่จะช่วยพัฒนาการจัดอันดับการค้นหาของคุณกันเถอะ

1. เขียนบล็อกที่มีความยาว (long-tail keyword)

สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญ SEO ล้วนทำกันมาอย่างยาวนานคือ การให้ความสำคัญกับคุณภาพของ Content ที่คุณกำลังโพสต์ เพราะนั่นคือหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการปรับปรุงอันดับการค้นหาของคุณ แต่จะอย่างไรก็ตาม คุณก็ไม่สามารถละเลยเรื่องความยาวของ Content ไปได้เช่นกัน

ในเชิงลึกแล้ว หากบล็อกโพสต์ทั้งหลายสามารถครอบคลุมหัวข้อของพวกเขาอย่างละเอียดได้ นั่นก็จะเป็นการทำอันดับการค้นหาให้ดีขึ้นได้ หลังจากวิเคราะห์การค้นหามากกว่าหนึ่งล้านครั้งพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วโพสต์ที่อยู่บนหน้าแรกของผลการค้นหานั้นมีความยาว 1,890 คำ 

แต่เทคนิค SEO ทั้งหลายนั้นก็ไม่ได้รับประกันความสำเร็จเสมอไป อย่าคาดหวังว่าการสร้างบล็อกโพสต์ที่มีความยาวนั้นจะพัฒนาการจัดอันดับของคุณได้ตลอด คุณต้องรักษาความสมดุลระหว่างคุณภาพกับปริมาณด้วย เพื่อให้เทคนิค SEO นั้นใช้ได้ผลดี

2. การใช้เทคนิค Bucket Brigade

การเขียน SEO นั้น ไม่ใช่การให้ความสำคัญกับ Keywords เพียงอย่างเดียว 

เมื่อผู้ใช้เข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณ พวกเขาอาจอ่านบทความของคุณไปเรื่อยๆ หรือออกจากเว็บไซต์ของคุณไปทันทีเลยก็ได้ ซึ่งนั่นอาจส่งผลเสียต่อการจัดอันดับการค้นหาของคุณ

หากคุณต้องการพัฒนาการจัดอันดับของคุณ คุณต้องมั่นใจว่าผู้เข้าชมจะใช้เวลากับเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น วิธีการง่ายๆ ในการเขียนบทความให้ดึงดูดผู้อ่านคือ การใช้เทคนิค Bucket Brigade (เทคนิคการใส่คำเชื่อมให้ดูน่าสนใจ) ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการที่มีผู้ใช้มาอย่างยาวนาน เพื่อการชักชวนให้ผู้อ่านยังคงอยู่ในเว็บเพจของคุณ

เมื่อคุณเขียนบทความใดๆ ขึ้นมา คุณก็มักต้องการให้การเขียนของคุณราบรื่น ซึ่งการเขียนในอุดมคตินั่นคือ การทำให้แต่ละประโยคนั้นนำทางไปสู่ประโยคถัดไป เช่นเดียวกัน ในแต่ละย่อหน้าก็ควรปูทางให้ผู้อ่านได้เห็นถึงแนวคิดของย่อหน้าถัดไปด้วย

Bucket Brigade คือเทคนิคง่ายๆ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างประโยค หรือระหว่างย่อหน้า เป็นวิธีที่ดีในการดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน และสามารถนำทางพวกเขาได้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในบทความของคุณ

คุณจะใช้ Bucket Brigades ในบทความของคุณอย่างไร?
นี่คือวลีที่ใช้กันโดยทั่วไป
– งั้นมาตกลงกัน
– รู้ไหมว่าส่วนที่ดีที่สุดคืออะไร?
– นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด

ประโยคที่สั้นและลงท้ายด้วยเครื่องหมาย colons (เครื่องหมาย ทวิภาค หรือ : ) คือวิธีที่ดีในการใช้ Bucket Brigades ซึ่งมันทำให้ง่ายต่อการอ่าน และทำให้ผู้อ่านใช้เวลากับบทความของคุณมากขึ้น

นี่อาจจะไม่ใช่เทคนิค SEO แต่มันก็สามารถช่วยในการปรับปรุงการจัดอันดับของคุณได้แบบอ้อมๆ

3. ปรับปรุง Content เก่าๆ

เพื่อการต่อยอดจาก Content เก่าๆ ของคุณ ยังมีหัวข้อใดที่คุณยังคงเขียนเกี่ยวกับมันอยู่ไหม

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเคยเขียนเกี่ยวกับเทคนิค SEO ที่ดีที่สุดเมื่อสองปีก่อน แต่หลังจากนั้น Google ได้มีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนวิธีการทำงานของพวกเขา คุณจึงจำเป็นต้องปรับปรุงบทความของคุณ

แต่แทนที่คุณจะเขียนบทความใหม่ขึ้นมา คุณสามารถเพิ่มเติมข้อมูลลงไปในบทความที่คุณมีอยู่ ปรับปรุงหัวข้อเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ล่าสุด นั่นจะทำให้สอดคล้องกับการทำ SEO มากขึ้น

เทคนิค SEO นี้เป็นวิธีที่ง่ายในการเพิ่มเติม Content ในเวลาอันสั้น และช่วยให้บล็อกโพสต์ของคุณเข้าถึงผู้ชมได้กว้างขวางขึ้น รวมถึงโพสต์ยอดนิยมของคุณยังอาจได้อันดับที่สูงขึ้นจากผลลัพธ์การค้นหาอีกด้วย

4. การได้รับ Backlinks ที่มีคุณภาพ

เมื่อมีเว็บไซต์ที่มี Domain คุณภาพสูง สร้างลิงก์ย้อนกลับมาหาเว็บไซต์ของคุณ ความน่าเชื่อถือของคุณจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง Backlinks ที่มีคุณภาพดีจะช่วยให้คุณได้เปรียบคู่แข่งขัน  และสำหรับเครื่องมือค้นหานั้น คุณภาพของ Backlinks เปรียบได้กับความน่าเชื่อถือเลยทีเดียว

ดังนั้น เมื่อคุณมี Backlinks คุณภาพดีเป็นจำนวนมาก คุณก็มีโอกาสที่จะได้รับอันดับที่สูงขึ้นบนหน้าผลลัพธ์การค้นหา (SERPs) นี่คือหนึ่งในเทคนิค SEO ที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณ

คุณสามารถได้ Backlinks มาจากบล็อกของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ และการร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลในโซเชียลมีเดีย บางครั้งเว็บไซต์ต่างๆ อาจสร้างลิงก์กลับไปยังเว็บไซต์ของคุณโดยไม่แจ้งให้ทราบ แต่นั่นไม่เป็นปัญหา หากเว็บไซต์เหล่านั้นไม่ใช่สแปม หรือเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย

หากมีเว็บไซต์ดังที่กล่าวมาสร้างลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของคุณ สิทธิใน Domain ของคุณอาจได้รับผลกระทบที่ไม่ดี ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องวิเคราะห์ลิงก์ทั้งหมดที่เข้ามาหาคุณ และปฏิเสธลิงก์ที่เป็นสแปม วิธีง่ายๆ ในการค้นหาเว็บไซต์เหล่านั้นคือการใช้ Google Search Console

5. วิจัย Keywords ของคุณให้ดี

ก่อนจะสรุปแนวคิดของบล็อกโพสต์ ให้ใช้เวลากับการค้นหา Keywords ที่เกี่ยวข้องด้วย เมื่อคุณรู้ว่าผู้คนทั้งหลายมองหาอะไรอยู่ คุณก็ต้องสร้างโอกาสให้ Content ของคุณเดินไปในทิศทางเดียวกันกับความต้องการของผู้อ่าน

หากคุณเลือกใช้ Keywords ได้ถูกต้อง นั่นเป็นการเพิ่มโอกาสให้ได้รับอันดับที่ดีขึ้นได้ และหากคุณต้องการวิจัย Keywords คุณสามารถใช้เครื่องมือ SEO เช่น KWfinder หรือ Google Keyword Planner ได้เลย

สิ่งที่คุณต้องทำคือ ใส่ Keyword ที่ต้องการลงไป หลังจากนั้น เครื่องมือจะทำการดึงข้อมูล Keyword ที่เกี่ยวข้องมาให้คุณ และคุณยังสามารถดูปริมาณการค้นหาของ Keyword นั้นได้อีกด้วย

เมื่อคุณทำรายการ Keywords ของคุณ ให้ตรวจสอบดูว่าคุณไม่ได้ใช้คำศัพท์ทั่วๆ ไปมากนัก เช่น คำว่า “รถยนต์” หรือ “กล้องถ่ายรูป” นั้นกว้างเกินไปจนอาจไม่ช่วยในการทำ SEO ดังนั้น จะเป็นการดีกว่าถ้าเราเจาะจงและใส่คำอธิบายให้มากขึ้นไปอีก เช่น “สถานที่เช่ากล้อง Sony” อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

คุณควรนำ Keywords แบบนั้นไปใช้กับ Content ของคุณ และควรหลีกเลี่ยงการใส่ Keywords ในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะนั่นจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีสำหรับ Content ของคุณ

6. เขียน Content ที่เข้ากันได้ดีกับ RankBrain

เพื่อปรับปรุงผลลัพธ์การค้นหา Google จะใช้ขั้นตอนวิธีที่เรียกว่า RankBrain เมื่อใดก็ตามที่มีการค้นหาเกิดขึ้น RankBrain จะพยายามทำความเข้าใจ และแบ่งสิ่งที่ค้นหานั้นออกมาเป็นคำๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น

ลักษณะเฉพาะของขั้นตอนวิธีนี้คือ มันไม่ได้สนใจแค่กับการค้นหาปัจจุบันของคุณ หลังจากคุณค้นหาครั้งแรกไปแล้ว ผลลัพธ์อาจจะเปลี่ยนไปได้ในการค้นหาสิ่งเดิมครั้งที่สอง

ในการพัฒนาอันดับของคุณ คุณต้องปรับแต่ง Content ของคุณให้เหมาะกับ RankBrain SEO โดยการใช้ Keywords ที่ไม่ยาวมากนัก และใส่ใจกับความพึงพอใจของผู้ใช้งาน เพื่อให้ได้รับอัตราการคลิกที่มากขึ้น นั่นเป็นสิ่งสำคัญในการประสบความสำเร็จด้วย RankBrain SEO

7. มุ่งเน้นไปที่ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายของคุณกำลังพูดถึงอะไร? ระบบปฏิบัติการใดที่พวกเขาใช้มากที่สุด? คุณจะติดต่อกับพวกเขาได้อย่างไร? นั่นคือคำถามที่คุณควรถามตัวเองเมื่อคุณกำลังวางแผนกลยุทธ์ SEO

เมื่อคุณมีแนวคิดที่ดีเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ คุณก็จะใช้มันสร้างกลยุทธ์ SEO ของคุณได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าพวกเขามองหาตัวเลือกเพิ่มเติมด้านอาหารในละแวกที่พวกเขาพักอาศัยอยู่ ก็ให้เขียนบล็อกเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น และถ้าพวกเขาพูดถึงสินค้าที่เฉพาะเจาะจงขึ้น ทำไมไม่ลองเขียนบทวิจารณ์เกี่ยวกับสินค้านั้นลงในบล็อกของคุณดูล่ะ?

ทำความเข้าใจ และปรับปรุง นั่นจะเป็นดั่งสเน่ห์ของคุณ ลองอ่านความคิดเห็นในโพสต์ของคุณ และดูว่าโพสต์ใดที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยคุณอาจใช้ Google Analytics เพื่อดูผลตอบรับได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

8. วิเคราะห์เว็บไซต์ SEO ของคุณ

วิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนากลยุทธ์ SEO คือการวิเคราะห์เว็บไซต์ของคุณ ใช้เวลาในการทำความเข้าใจจุดด้อยบนเว็บไซต์ และระบุสิ่งที่ต้องการปรับปรุง การวิเคราะห์ SEO บนเว็บไซต์ของคุณอย่างทันท่วงทีสามารถช่วยให้เว็บไซต์ของคุณยังคงอยู่เหนือคู่แข่งขันได้เสมอ

การตรวจสอบ SEO นั้นจะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานะในปัจจุบันของเว็บไซต์ของคุณ แม้ว่านี่จะไม่ใช่เทคนิค SEO ขั้นสูง แต่ก็มักเป็นสิ่งที่หลายๆ เว็บไซต์มองข้ามไป

หัวข้อ, คำอธิบาย, Spam Score (การแยะแยะคุณภาพ Backlinks) และความเร็วของเว็บเพจ มักเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามไป ซึ่งการตรวจสอบ SEO จะช่วยประเมินผลการปฏิบัติงาน และกำหนดเป้าหมายจากสิ่งที่เว็บไซต์ของคุณต้องการ

มีเครื่องมือ SEO มากมายที่สามารถทำให้ขั้นตอนนี้ง่ายขึ้นได้ เพียงแค่คุณใส่ URL ของคุณลงไป เครื่องมือเหล่านั้นจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเว็บไซต์ของคุณออกมา

9. การใช้ลิงก์ภายใน

การนำผู้ใช้งานไปยังเว็บไซต์นั้นยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของคุณ แต่คุณต้องทำให้ผู้ใช้เหล่านั้นใช้เวลาในการอ่านบทความของคุณมากขึ้นด้วย และวิธีง่ายๆ คือการสร้างลิงก์เชื่อมโยงบทความภายใน

หากคุณจัดทำลิงก์เชื่อมโยง Content ภายในของคุณได้ทั้งหมด นั่นจะเป็นการจัดระเบียบเว็บไซต์ และ Content ของคุณ ซึ่งเทคนิค SEO นี้จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่า Google จะสามารถรวบรวมข้อมูลของคุณได้ง่ายขึ้น และบล็อกโพสต์เก่าๆ ของคุณก็จะมีการเข้าชมมากขึ้นด้วย

10. ค้นหา Broken Links (ลิงก์ที่ใช้การไม่ได้) บน Wikipedia

Wikipedia คือศูนย์รวมของโอกาสการได้รับ Backlinks ซึ่งมักถูกมองข้ามไป มีบทความเป็นจำนวนมากในนั้นที่พูดถึงสถิติหรือข้อเท็จจริงโดยที่ไม่มีการอ้างอิง รวมถึงบางครั้งลิงก์ไปถึงเว็บเพจซึ่งไม่มีอยู่แล้ว

คุณสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ ด้วยการสร้าง Content ที่เกี่ยวกับหัวข้อเหล่านั้น เพื่อไปฝากลิงก์ไว้ในบทความบน Wikipedia และหากคุณสามารถเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ คุณก็จะสามารถสร้างยอดการเข้าชมมาจากทาง Wikipedia ได้ด้วย

คุณสามารถรับ Backlinks คุณภาพสูงมาจากเทคนิค SEO นี้ได้ หากต้องการค้นหา Broken Links เหล่านั้น ให้ไปที่เว็บไซต์ wikipedia.org และใช้วลีค้นหาว่า “dead link”

11. โพสต์ Content ของคุณลงบนโซเชียลมีเดีย

อย่าหวังพึ่งการสร้างความน่าเชื่อถือและยอดเข้าชมจากตัวเว็บไซต์เพียงทางเดียว คุณต้องสร้างสถานะของโซเชียลมีเดียให้แข็งแกร่งด้วย ซึ่ง Facebook, Twitter, Instagram และ Pinterest คือตัวเลือกที่ดี ในการปรับปรุงการจัดอันดับการค้นหา คุณต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย

12. เขียนพาดหัวที่ดีขึ้น

วัตถุประสงค์ที่ซ่อนอยู่ของการเขียนบล็อกไม่ใช่เพียงสร้างการมีส่วนร่วมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างอันดับที่ดีด้วย วิธีหนึ่งที่ทำได้คือ การใช้ Keywords ที่ถูกต้องเพื่อให้เครื่องมือค้นหาพบโพสต์ของคุณ การใส่ Keywords ลงไปในพาดหัวเป็นจำนวนมากนั้นทำให้ Content ดูจืดชืด และมันจะเป็นเหมือนการต่อสู้กันระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับการจัดอันดับที่ดีขึ้น

วิธีที่ดีในการหาสมดุลระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับการจัดอันดับนั้นคือ เขียนพาดหัวไว้สองแบบ เริ่มต้นด้วยพาดหัวที่ตรงไปตรงมา และเราจะทำสิ่งที่เหมือนกับ click-baity (การสร้าง Content เพื่อหวังผลประโยชน์จากการโฆษณาออนไลน์) โดยการสร้างพาดหัวแบบที่สามขึ้นมาจากการรวมพาดหัวที่หนึ่ง และพาดหัวที่สองเข้าด้วยกัน สุดท้าย เพื่อให้สามารถทำ SEO ได้ดีขึ้น ให้ทำซ้ำขั้นตอนข้างต้นอีกครั้ง เพื่อใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้อง

ด้วยวิธีนี้ จะดึงดูดเครื่องมือค้นหาได้ดีพอๆ กับการดึงดูดผู้เข้าชมโซเชียลมีเดียทั้งหลายของคุณ อย่าลืมตรวจสอบว่าพาดหัวของคุณน่าสนใจพอที่ผู้อ่านจะเข้ามาชมหรือไม่ และหาก Keywords นั้นใช้งานได้ไม่ดี คุณต้องสร้างการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชมเว็บไซต์ไปด้วยกัน

13. ใช้ Tags ที่เหมาะสมสำหรับ Visual Content (Content รูปภาพหรือวีดีโอ)

เมื่อเครื่องมือค้นหาทำการรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ของคุณ การสแกนรูปภาพและวีดีโอนั้นไม่ใช่สิ่งที่เครื่องมือค้นหาจะทำได้โดยง่าย คุณต้องทำให้แน่ใจว่าซอฟแวร์ที่ใช้ในการสแกนนั้นรู้ว่า Content ของคุณคืออะไร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องใช้ Title Tags (Tags ของหัวข้อ) และ Alt Tags (Tags ของรูปภาพ) ให้ถูกต้อง

Title Tags จะเป็นตัวกำหนด Visual Content บนเว็บเพจของคุณ และ Alt Tags จะให้ข้อมูลแก่เครื่องมือค้นหาว่าอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับ Visual Content ของคุณ ในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Visual Content คุณต้องใส่ Keywords ที่สามารถสื่อถึงมันได้ นั่นจะช่วยสร้างความเกี่ยวข้องเพิ่มเติมให้กับเครื่องมือค้นหา

14. ใช้ Infographics เพิ่มเติม

Infographics หรือ ข้อมูลสารสนเทศ นั้นช่วยให้ทำความเข้าใจหัวข้อที่มีความซับซ้อนได้ง่ายขึ้น จึงสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้อย่างง่ายดาย 

จากการสำรวจพบว่า: นักการตลาด 41.5% กล่าวว่า Infographics และภาพประกอบนั้นได้รับการตอบรับดีที่สุด

และนักการตลาด 25.7% ก็ได้กล่าวไว้อีกว่า พวกเขาสามารถใช้มันเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมที่ดีได้ด้วย

เนื่องจาก Infographics Content ไม่มีกฎตายตัวในการปฏิบัติ คุณจึงสามารถผสมผสานระหว่างข้อความตัวหนังสือและวีดีโอได้ หากคุณต้องการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์เข้าไปอีก ก็ยังทำได้โดยการสร้าง GIFs (แฟ้มภาพเคลื่อนไหว) ส่วนที่ดีที่สุดคือคุณสามารถโพสต์ Infographics ซ้ำได้ทั้งบนเว็บไซต์ และบนโซเชียลมีเดียของคุณ

15. ค้นหา Keywords ที่คู่แข่งของคุณใช้

คุณสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งของคุณได้ด้วยการประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของพวกเขา ซึ่งทำได้โดยการวิจัย Keywords ในขณะที่คนส่วนใหญ่สนใจเพียง Keywords ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของพวกเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประสิทธิผลของกลยุทธ์ SEO นั้นขึ้นอยู่กับว่า จะใช้ Keywords ของคุณในการแข่งขันอย่างไร

การติดตาม Keywords ของคู่แข่งของคุณ สามารถบอกได้ว่าคุณจะหาโอกาสในการเติบโตได้จากที่ใด ไม่เพียงแต่ทำให้คุณเข้าใจกลยุทธ์ของคู่แข่งดีขึ้น แต่คุณสามารถเรียนรู้จากมันได้ด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างแนวคิดใหม่ๆ เพื่อสร้าง Keywords ที่หลากหลายยิ่งขึ้น

การค้นหา Keywords ที่คู่แข่งของคุณใช้ในการทำอันดับเป็นเรื่องง่าย เครื่องมือเช่น Google Keyword Planner สามารถช่วยให้คุณเข้าใจ Keywords ที่คู่แข่งของคุณใช้ได้

16. เพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณเพื่อการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ

หลังจากที่โลกได้เปลี่ยนจากยุค Desktops และ Laptops ไปยังโลกของ Smartphones 

ในปี 2561 นั้น 52.2% ของปริมาณการใช้งานเว็บไซต์ทั่วโลกมาจากโทรศัพท์มือถือ เมื่อโลกเปลี่ยนไป เว็บไซต์ของคุณก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงด้วย

หากต้องการดึงดูดผู้ที่ใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ คุณต้องแน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณถูกออกแบบมาอย่างเหมาะสมสำหรับการใช้งานบนนั้น และนั่นจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณได้บนหน้าจอทุกขนาด

ความสะดวกของผู้ใช้งานคือหนึ่งในเหตุผลที่เว็บไซต์ของคุณควรรองรับการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ

และการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณสำหรับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือยังมีผลต่อการจัดอันดับของคุณอีกด้วย เพราะ Google ตระหนักดีว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่เข้าถึงเว็บไซต์ผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ พวกเขาจึงมีการจัดทำดัชนีเว็บไซต์บนโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเป็นครั้งแรก

นั่นหมายความว่า ในปัจจุบัน Google นำ Content จากการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือมาเพื่อการทำดัชนีและจัดอันดับ หากคุณยังใช้เทคนิค SEO แบบเก่าที่ยึด Desktop เป็นหลักอยู่ ขอให้ทิ้งมันไปได้เลย!

หนึ่งในเกณฑ์การประเมินเว็บไซต์ของ Google คือความพร้อมสำหรับการจัดทำดัชนีเว็บไซต์บนโทรศัพท์มือถือเป็นครั้งแรก นั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า Google ต้องการให้คุณออกแบบเว็บไซต์ที่ตอบสนองต่อการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือด้วย

17. ปรับปรุงความเร็วในการโหลดเว็บเพจของคุณ

เมื่อมีผู้ใช้งานเข้ามาสู่เว็บไซต์ของคุณ เว็บเพจนั้นใช้เวลาโหลดนานเท่าไหร่? นี่คือคำถามสำคัญที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ทุกคนต้องถามตัวเอง หากใช้เวลานานจนเกินไป ผู้ใช้งานก็อาจจะออกจากเว็บไซต์ของคุณไป หากมองโดยรวมแล้ว นั่นคือการให้ประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ดี

เครื่องมือค้นหาก็มองว่านี่คือปัญหาใหญ่เช่นกัน ความเร็วในการโหลดเว็บเพจเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ส่งผลต่อ SEO ของเว็บไซต์อย่างมาก ในปี 2553 เราต่างก็ทราบกันดีว่าความเร็วในการโหลดเว็บเพจคือปัจจัยสำคัญต่อการจัดอันดับการค้นหา และในปี 2561 พวกเขาก็ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของมันมากขึ้นไปอีก

ในเดือน กรกฎาคม 2561 Google ได้ออกมาประกาศว่า ความเร็วของเว็บเพจนั้นเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งในการจัดอันดับการค้นหา ซึ่งรวมถึงการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือด้วย 

และตามข้อมูลจาก Google อีกเช่นกัน ได้ระบุว่าผู้ใช้ 53% ของผู้ใช้งานบนโทรศัพท์มือถือจะออกจากเว็บไซต์ หากต้องใช้เวลาโหลดนานเกินกว่า 3 วินาที

ในการปรับปรุงความเร็วของการโหลดเว็บเพจของคุณ คุณต้องวิเคราะห์ปัจจัยที่อาจมีผลทำให้เว็บเพจของคุณช้าลงก่อน รูปภาพของคุณหนักเกินไปสำหรับหน้านี้หรือไม่? หรือคุณใช้ธีมที่ไม่เหมาะสม? คุณมีสื่อจากภายนอกที่นำมาฝังอยู่ในหน้านั้นมากเกินไปหรือไม่? ปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เว็บเพจของคุณโหลดได้ช้าลงก็ได้

เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก คุณสามารถเริ่มด้วยการใช้เครื่องมือ PageSpeed Insights จาก Google ในการทดสอบความเร็วดูก่อนก็ได้ และสำหรับการสร้างรายงานส่วนบุคคล คุณก็สามารถใช้เครื่องมือ Lighthouse จาก Google ช่วยได้เช่นกัน

18. เพิ่มประสิทธิภาพ Content ของคุณ สำหรับการค้นหาด้วยเสียง

ผลิตภัณฑ์ที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียง เช่น Amazon Echo และ Google Home นั้นทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น คุณสามารถทำความสะอาดห้องครัวไปด้วย และท่องอินเทอร์เน็ตไปด้วยได้ในเวลาเดียวกัน

ตอนนี้คุณไม่จำเป็นที่จะต้องถือหน้าจอเอาไว้เมื่อต้องการค้นหาอะไรบน Google อีกแล้ว

ในปี 2559 20% ของการค้นหาทั้งหมดใน Google เป็นการค้นหาด้วยเสียง และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเมื่อมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกมากขึ้น โดยในปี 2563 การท่องเว็บไซต์โดยไม่ต้องใช้หน้าจอน่าจะมีมากถึง 30% เลยทีเดียว

ยุคแห่งการใช้งานการค้นหาด้วยเสียงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หากต้องการอยู่ในจุดสูงสุดของยุคนี้ คุณต้องปรับ Content และเทคนิค SEO ของคุณให้เหมาะสม เราทุกคนมีการแสดงออกที่ต่างกันระหว่างการเขียนและการพูด สำหรับการค้นหาด้วยเสียง Content ของคุณก็ต้องปรับให้เหมาะสมกับการรับรู้โดยการพูดด้วยเช่นกัน

หากต้องการเพิ่มโอกาสการจัดอันดับการค้นหาจากการสั่งงานด้วยเสียง เว็บไซต์ของคุณต้องเหมาะสมสำหรับการใช้งานด้วยโทรศัพท์มือถือ เพราะการค้นหาด้วยเสียงส่วนใหญ่นั้นมาจากโทรศัพท์มือถือ

นอกจากนี้ คำร้อง 70% ที่มายัง Google Assistant จะเป็นภาษาพูด พวกเขาไม่ได้สนใจ Keywords โดยทั่วไปสำหรับการค้นหาด้วยเสียงจะใช้ Keywords ที่มีความยาวมากกว่า

คำสั่งด้วยเสียงส่วนมากจะมาในรูปแบบคำถาม เช่น อะไร? อย่างไร? ทำไม? และ ที่ไหน?

ดังนั้น Content ของคุณต้องเน้นไปที่การตอบคำถามเหล่านี้ และปรับให้เหมาะสมสำหรับ Keywords จากการสนทนาเหล่านี้

19. สร้าง Video Content ให้มากขึ้น

หากเปรียบว่า Content เป็นดั่งราชา Video Content ก็คงเปรียบเสมือนกฎในการปกครอง ในปี 2564 คาดว่าการรับส่งข้อมูลวีดีโอจะเป็น 82% ของปริมาณการรับส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตทั้งหมด นั่นเป็นเพราะว่า Video Content มีอัตราการเก็บรักษาที่มากกว่า Content ที่เป็นข้อความนั่นเอง

แล้ว Video Content มาเกี่ยวข้องกับเทคนิค SEO ขั้นสูงได้อย่างไร?

นั่นเป็นเพราะ ตอนนี้ Google ได้นำเสนอผลลัพธ์การค้นหาที่เป็นวีดีโอแล้ว และวีดีโอส่วนใหญ่สามารถเปิดดูได้บนหน้าผลลัพธ์ของการค้นหา (SERPs) โดยตรงได้เลย

เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากกลยุทธ์ SEO ของคุณ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้สร้าง Video Content ให้มากขึ้นแล้ว แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด คุณยังต้องมี Keywords ที่เหมาะสมอยู่ในหัวข้อเรื่อง และมีคำอธิบายที่เหมาะสมสำหรับ Content ของคุณด้วย

20. สร้างสถาปัตยกรรมเว็บไซต์ที่ดี

หนึ่งในเทคนิคที่สำคัญที่สุดของ SEO คือ การสร้างสถาปัตยกรรมเว็บไซต์ที่ดี เป็นการดีมากที่จะเริ่มจัดทำโครงสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน ในขณะที่คุณยังมี Content ไม่เยอะ การจัดการ SEO ก็จะทำได้ง่ายขึ้นด้วย

สถาปัตยกรรมเว็บไซต์มีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ

ประการแรก ทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหา Content ที่เกี่ยวข้องได้ง่าย

ประการที่สอง การมีลำดับชั้นที่ชัดเจนภายในเว็บไซต์ ช่วยให้ Google สามารถรวบรวมข้อมูลได้ง่ายขึ้น

การจัดหมวดหมู่ที่ดี และการมีหมวดหมู่ย่อย ช่วยให้บอทที่เข้ามาเก็บข้อมูลเข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์คุณได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้เห็นว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นเกี่ยวกับอะไร และแต่ละเว็บเพจของคุณนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร

เทคนิค SEO มีความสำคัญอย่างยิ่งกับเว็บไซต์ประเภท E-Commerce หากคุณมีสถาปัตยกรรมเว็บไซต์ที่ดี ผู้ใช้งานก็จะค้นหาสินค้าแต่ละชนิดได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจทำได้จากการวางตำแหน่งของปุ่มไว้ในจุดต่างๆ แถบนำทางด้านข้าง หรือการแยกหมวดหมู่สินค้า ทุกสิ่งนั้นส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ และมีผลต่อ Conversion Rates (อัตราการส่วนเข้าชมที่อาจกลายเป็นการกระทำใดๆ ต่อไปได้) ด้วยเช่นกัน

บทสรุป
ผู้ดูแลเว็บไซต์ทุกคนต้องการพัฒนาการจัดอันดับการค้นหา และรองรับปริมาณการใช้งานที่มากขึ้น แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถใช้เทคนิค SEO ที่เหมาะสมเพื่อนำมาปรับปรุงเว็บไซต์ของตนได้ การใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ และการค้นหาด้วยเสียง กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ คุณจึงต้องปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณเพื่อรองรับสิ่งเหล่านั้น และคุณต้องติดตามข่าวสารล่าสุดในโลก SEO เพื่อให้เท่าทันการแข่งขันในยุคปัจจุบันด้วยเช่นกัน

อ้างอิงจาก https://proranktracker.com/blog/20-advanced-seo-techniques-to-improve-your-search-rankings-in-2019