หัวใจสำคัญ 30 ประการ ที่ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ไม่รู้ไม่ได้แล้ว

ในแวดวงธุรกิจออนไลน์ ผู้ที่มีความสามารถ คิดวิเคราะห์ และวางแผนได้มักจะประสบความสำเร็จ แต่ที่จริงแล้ว ยังมีกลุ่มคนอีกส่วนหนึ่งที่นอกจากจะเก่ง พวกเขายังมีตัวช่วยที่พาธุรกิจก้าวไปได้ไกลเหนือคู่แข่ง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสร้างตัวช่วยนี้ขึ้นมาได้ เพราะตัวช่วยนี้มีชื่อว่า “ประสบการณ์”

Neil Patel เป็นอีกคนหนึ่งที่มีธุรกิจออนไลน์เป็นของตัวเองและประสบความสำเร็จ เขาเป็นเจ้าของบริษัท NP Digital ซึ่งเป็นบริษัทเอเจนซีโฆษณา โดย Neil นั้นถือว่าเป็นนักการตลาดและนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง และเป็นต้นแบบให้กับใครอีกหลายคน 

อย่างไรก็ตาม Neil เผยว่า สิ่งที่ทำให้เขามาได้ไกลอย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะว่าเขาเก่ง แต่เป็นเพราะเขาอยู่ในแวดวงธุรกิจออนไลน์มามากกว่า 18 ปีแล้ว ซึ่งนั่นทำให้เขารู้เคล็ดลับ วิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ และวิธีแก้ไขปัญหา 

Neil เล่าว่าในช่วง 4 ปีแรกที่ทำธุรกิจออนไลน์นัันมันแย่มากทีเดียว เขาผิดพลาดหลายครั้ง ผิดซ้ำซากจนแทบท้อใจ ด้วยเหตุผลนั้น เขาจึงสร้าง “หัวใจสำคัญ 30 ประการ” ขึ้นมา แล้วบอกตัวเขาเองให้ทำตามหัวใจสำคัญเหล่านี้ เพื่อจะได้ไม่ทำผิดซ้ำสอง

หลังจากที่ได้ทำตาม เขาพบว่าหัวใจสำคัญทั้ง 30 ประการนี้ ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จทั้งในด้านการเป็นนักธุรกิจและเจ้าของกิจการ

และบทความนี้ Blacksheep จะเผยแพร่หัวใจสำคัญทั้ง 30 ประการนั้นให้คุณ เพื่อเป็นแนวทางในการทำให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณไปได้ไกลเช่นกัน

#1 อย่าพยายามเป็นที่หนึ่งมากเกินไป

มีธุรกิจออนไลน์ใหม่ๆ มากมายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้  แต่อย่าเพิ่งพยายามไปแข่งกับพวกเขา โดยเฉพาะถ้าธุรกิจเหล่านั้นยังเป็นหน้าใหม่ และยังไม่มีผลงานโดดเด่น เพราะมันจะทำให้คุณเสียเวลามากกว่าได้ประโยชน์จากการแข่งขัน

คุณไม่ควรอยากเป็นที่หนึ่งมากเกินไป แต่ก็ต้องไม่เป็นที่โหล่เช่นเดียวกัน กุญแจสำคัญคือ คุณต้องปรับตัวให้ไว หากธุรกิจออนไลน์ของคุณเริ่มพัฒนาหรือมีสัญญาณของความก้าวหน้าบ้างแล้ว คุณควรรีบวิเคราะห์ต่อทันทีว่า คุณจะพัฒนาบริษัทของคุณได้ยังไงอีกบ้าง

#2 ลงมือทำก่อนสายเกินไป

ทุกธุรกิจย่อมมีจุดเปลี่ยน บ้างค่อยๆ ซบเซา บ้างค่อยๆ โดดเด่น บางวิธีที่เคยใช้แล้วได้ผล ก็อาจจะไม่มีประโยชน์อีกต่อไป

ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มเพื่อนใน Facebook โดยการส่งคำเชิญผ่านทางอีเมลที่เคยเป็นที่นิยม ก็กลายเป็นสิ่งที่แทบไม่มีใครทำกันแล้วในทุกวันนี้ Digg เคยเป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากกว่า 100,000 คนต่อวัน แต่ในปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว Google ที่เคยให้บริการทางโฆษณาและการกระตุ้นยอดขายที่แสนถูก ก็กลายเป็นมีราคาแพงมาก

เมื่อคุณพบอะไรก็ตามที่ทำให้ธุรกิจของคุณไปได้ไกล หรือพบตัวช่วยต่างๆ ที่พัฒนาธุรกิจออนไลน์ของคุณได้ ก็ขอให้คุณรีบคว้าโอกาสนั้นก่อนที่จะสายเกินไป ถ้าคุณรู้ว่า Facebbok เป็นสื่อโซเชียลมีเดียที่เพิ่มยอดขายได้ดี คุณก็ควรมีเพจใน Facebook เพื่อตีตลาดลูกค้า เพราะวันหนึ่ง Facebook อาจจะไม่ได้รับความนิยมแล้วก็เป็นได้ ดังนั้น คุณจึงควรลงมือทำทันทีเมื่อมีโอกาส แล้วธุรกิจออนไลน์ของคุณก็จะไปได้สวย

#3 ผู้ที่ดูแลเรื่องการขายและการตลาดควรเป็นคนเดียวกัน

การจะประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ คุณต้องมองภาพรวมออกเสียก่อน ต้องเข้าใจว่าคนๆ หนึ่งจะเข้าชมเว็บไซต์ของคุณได้ยังไง เขาต้องการอะไร ควรจะมีวิธีขายสินค้าให้เขายังไง รู้วิธีดึงดูดใจเขา และต้องรู้วิธีรักษาลูกค้าด้วย

พูดง่ายๆ ก็คือ คุณต้องเข้าใจวงจรของลูกค้า ว่าพวกเขามีวิธีนึกคิดและความต้องการในการซื้อยังไงบ้าง

บางบริษัทอาจต้องการคนดูแลที่เรียกว่า CRO หรือ Chief Revenue Officer ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลและจัดการทั้งทางด้านการขายและการตลาด เวลาที่ CRO ต้องรายงาน คุณก็จะได้รู้สถานการณ์ของทั้งการขายและการตลาดในคราวเดียว แต่ CRO เองก็ต้องการเจ้านายแค่คนเดียวเช่นกัน เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาดระหว่างรายงาน คุณเองก็ไม่ควรแต่งตั้งหัวหน้างานหลายคนเกินไป

#4 เก็บเกี่ยวในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

ธุรกิจดำเนินเป็นวงกลม เมื่อทุกอย่างตกต่ำลง นักธุรกิจก็จะไม่ลงทุน หรือทำอะไรที่อาจเป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจได้ แต่เราขอแนะนำคุณว่า ถ้าเลือกที่จะพัฒนาธุรกิจออนไลน์ อย่าพัฒนาแค่ระยะสั้น แต่ให้ทำในระยะยาว

เมื่ออยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ คุณควรลงมือพัฒนาธุรกิจของคุณในด้านใดด้านหนึ่ง ลองเสี่ยงลงทุนสิ่งที่ทำให้ได้ผลประโยชน์สักทางหนึ่ง เพราะมันจะทำให้คุณอยู่เหนือคู่แข่งได้ทันทีที่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำนั้นจบลง

#5 ถ้ามองการณ์ไกลไม่เป็น การเอาชนะคู่แข่งก็เป็นเรื่องยาก

บริษัทโดยส่วนมากมักจะได้ทุนคืนภายใน 1 ปี และคาดการณ์ทิศทางรายได้ของบริษัทไว้ภายใน 1-3 ปี หากคุณอยากเอาชนะบริษัทเหล่านี้ คุณจะต้องมองการณ์ไกลมากกว่าพวกเขาไปอีก 3 ปี ซึ่งจะเป็นวิธีที่ทำให้คุณได้เห็นช่องทางทางธุรกิจมากกว่าบริษัทอื่นๆ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อลงทุนมากกว่าคู่แข่ง คุณแค่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เช่น Neil ที่รู้ว่าค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจออนไลน์นั้นมากขึ้นทุกปีเป็นธรรมดา เขาจึงลงทุนซื้อซอฟต์แวร์มาช่วยเพิ่มยอดจำนวนผู้เข้าชมในเว็บไซต์ ซึ่งทำให้เขาจ่ายน้อยกว่าการซื้อโฆษณา

ในการทำวิธีนี้ คุณจะต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก เพราะมันอาจใช้เวลาเป็นปีในการค้นหาหนทางที่สร้างสรรค์กว่าบริษัทอื่น

#6 อย่าเชื่อในเทคนิคธุรกิจออนไลน์เพียงช่องทางเดียว

ทุกเทคนิคและกลยุทธ์ต่างๆ ย่อมมีจุดอิ่มตัว บริษัทของคุณจะมีความเสี่ยงทันที ถ้าคุณยิดตึดกับการใช้เทคนิคเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้น หากเทคนิคที่คุณยึดถือมาตลอดใช้ไม่ได้ผล ธุรกิจของคุณก็จะล่มไปด้วย 

เช่นเดียวกับการทำธุรกิจออนไลน์ ถ้าคุณใช้ตัวช่วยแค่แฟลตฟอร์ม โปรแกรมเดียว หรือเครื่องมือเพียงอย่างเดียว คุณก็จะกู้เว็บไซต์ได้ยาก เพราะคุณจะปรับแก้อัลกอริทึมไม่ได้ และประเมินเงินทุนไม่ได้ ดังนั้น การประยุกต์หลายเทคนิคและหลายเครื่องมือ จึงเป็นสิ่งที่คุณควรทำ

หรืออธิบายอีกอย่างหนึ่งก็คือ คุณไม่ควรยิดตึดแค่การทำ SEO แต่ควรโฟกัสที่กลยุทธ์เพิ่มยอดขาย หรือผู้เข้าชมเว็บไซต์อื่นๆ ด้วย

#7 อะไรก็ตามในธุรกิจออนไลน์ล้วนแพงขึ้นเป็นธรรมดา

แทบเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะมีค่าใช้จ่ายน้อยลงในการทำธุรกิจออนไลน์ และเป็นเรื่องที่คุณควบคุมไม่ได้ คุณจึงต้องจ่ายแพงเสมอ มีหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ธุรกิจของคุณดำเนินต่อไปได้ท่ามกลางค่าใช้จ่ายที่สูง นั่นก็คือ การโฟกัสที่การพัฒนา

คุณควรทดสอบเพื่อค้นหาว่าจะทำยังไงให้บริษัทของคุณไปได้ไกลขึ้น เช่น ทดสอบสินค้า หรือทดสอบการบริการ แต่การทดสอบเหล่านี้ต้องวัดที่คุณภาพและปริมาณตามเกณฑ์ อย่าได้วัดตามใจคุณเอง

#8 อย่าทำให้คอนเซ็ปต์ของบริทษัทคุณสูญเปล่า

ไม่ว่าคุณจะเก่งเรื่องการเพิ่ม traffic แค่ไหน แต่คุณก็เอาชนะใจผู้คนไม่ได้ ถ้าพวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องซื้อสินค้าของคุณ แทนที่จะเป็นสินค้าของบริษัทคู่แข่ง ตัวอย่างที่ดีในกรณีคือ Airbnb ที่เอาชนะคู่แข่งอย่าง Home Away เพราะคุ้มค่ากว่า Home Away กว่าสิบเท่า

ทั้งสองบริษัทนี้มีคอนเซ็ปต์ที่คล้ายกัน แต่ Airbnb ประสบความสำเร็จในการทำให้ผู้คนเข้าใจตอนเซ็ปต์ได้มากกว่า

คุณเองก็ควรมีวิธีเล่าเรื่องราวและคอนเซ็ปต์ของบริษัทคุณที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจ และเลือกซื้อสินค้าของคุณให้ได้ ซึ่งสิ่งที่คุณจะสื่อกับลูกค้า ก็ควรเป็นข้อมูลที่มีคุณภาพ และคุณก็ควรทำการตรวจสอบทุกปีว่าข้อมูลเหล่านั้นยังมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

#9 ตัวเลขไม่เคยโกหก

ในการทำธุรกิจออนไลน์นั้น ทุกข้อมูลและทุกรายงายจะต้องทำการตรวจสอบได้ว่าจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะมีใครแย้งคุณยังไง แต่คุณก็ควรไว้ใจในตัวเลขและบัญชี ปัจจัยภายนอกต่างๆ เป็นสิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้ ตัวเลขจากบัญชีบริษัทของคุณเองจึงน่าไว้ใจเสียกว่า

ยกตัวอย่างเช่น มีผู้เข้าชมเว็บไซต์แจ้งมาว่า พวกเขาไม่ชอบป๊อบอัพที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอเลย แต่เมื่อคุณลองเช็กสถิติดู ปรากฏว่า ป๊อบอัพทำรายได้ให้คุณถึง 10% ต่อเดือน ถ้าเป็นแบบนี้ คุณก็ไม่ควรลบป็อบอัพทิ้ง

#10 การสร้างแบรนด์คือสิ่งที่ควรทำที่สุด

ผู้คนและสิ่งต่างๆ ในโลกมักเชื่อมต่อกับแบรนด์ทั้งสิ้น ในเมื่อผู้คนชื่นชอบแบรนด์ คุณก็ควรสร้างแบรนด์จากธุรกิจออนไลน์ของคุณเช่นกัน

อย่าทำให้วันเวลาเสียเปล่าเพียงแค่คิดว่าบริษัทของคุณยังไม่ดีพอ การสร้างแบรนด์นั้นสามารถทำได้ทุกวัน ค่อยๆ คิด ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ แม้ว่ามันอาจจะยังไม่เห็นผลชัดเจนในช่วงแรก แต่ขอให้คุณอดทนลองทำไปก่อน

เวลาที่ผู้คนจะซื้อของ สมมุติว่าจะซื้อรองเท้า พวกเขาแทบไม่จำเป็นต้องเสิร์ชหาด้วยซ้ำว่าแบรนด์ไหนดัง หรือแบรนด์ไหนดี เพราะพวกเขาต่างรู้กันอยู่แล้ว และนี่แหละคือพลังของแบรนด์ที่คุณควรสร้างให้ได้

#11 ปกป้องแบรนด์ของคุณเสมอ

คุณอาจจะมีโอกาสในการสร้าง traffic และยอดขายที่น่าพอใจอย่างรวดเร็ว แต่ต้องแลกมาด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ ถ้าคุณเจอสถานการณ์แบบนี้ คุณไม่ควรเสี่ยงเด็ดขาด

มันจะดีกว่าถ้าคุณมี traffic และยอดขายที่ไม่ได้มากมาย แต่แบรนด์ของคุณยังใสสะอาดและผู้คนยังกล่าวถึงในทางที่ดี เพราะถ้าภาพลักษณ์ของแบรนด์ถูกทำลายไปแล้ว คุณจะรู้ว่ามันยากมากในการกู้ชื่อเสียงคืนมา

#12 อย่าใช้วิธีลัดที่ไม่ดี

คุณอาจจะได้คำแนะนำให้ใช้วิธีลัดที่ไม่ดีทางโซเชียลมีเดีย หรือ SEO แต่วิธีเหล่านั้นมักเห็นผลเพียงชั่วครู่ และอาจทำให้เว็บไซต์ของคณถูกจับตามองจาก Google หรืออาจถูกแบนเว็บไซต์ไปเลยก็ได้ ทางที่ดี คุณควรปฏิเสธทุกวิธีลัด เพราะทางลัดในธุรกิจออนไลน์มักไม่เห็นผลได้นาน

#13 อย่าทำอะไรลวกๆ

เว็บไซต์แย่ การบริการห่วย และสินค้าไม่มีคุณภาพนั้นมีอยู่ทุกที่ แต่คุณต้องไม่เป็นหนึ่งในสิ่งเหล่านี้ และเพื่อเป็นการตัดคู่แข่ง คุณจึงต้องใส่ใจว่าเว็บไซต์และสินค้าของคุณนั้นมีคุณภาพดีที่สุด

การเสนอสิ่งที่ผู้คนชื่นชอบ ง่ายกว่าการเสนอสิ่งผู้คนเกลียดเป็นสิบเท่า  ดังนั้น คุณควรใส่ใจทุกรายละเอียดเพื่อซื้อใจลูกค้า

#14 จ้างผู้จัดการที่มาจากเครือบริษัทเดียวกันกับคุณหรือคนใกล้ตัวตั้งแต่เริ่มแรก

มักจะมีคนใกล้ตัวคุณที่ไม่ได้เป็นคู่แข่ง และรู้วิธีสร้างฐานผู้ใช้งาน รวมทั้งมีแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และช่วยหาคู่หูทางธุรกิจที่ดีได้ หากมีคนเหล่านี้ที่คุณรู้จัก คุณควรรับเขาไว้ในตำแหน่งผู้จัดการ เพื่อเป็นการลดรายได้ในส่วนของการจ้างพนักงานนั่นเอง

#15 ก้าวไกลเหนือตลาดทั่วไป

ทำตามสิ่งที่คนทั่วไปทำนั้นไม่ก่อให้เกิดผล ความแตกต่างต่างหากล่ะคือคำตอบ

มันอาจจะดูเสี่ยงที่จะต้องทำอะไรสวนทางกับคนอื่น แต่ก็เป็นหนทางที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโต ยกตัวอย่างเช่น ช่วงที่ Gmail ให้ใช้งานแรกๆ นั้น จะต้องเจอกับคู่แข่งอย่าง Space ที่มีผู้ใช้งานอย่างล้นหลาม Gmail จึงใช้วิธีการจูงใจคือ ถ้าหากใครอยากได้นามกสกุลอีเมล @gmail.com แล้วล่ะก็ พวกเขาจะต้องไปเชิญเพื่อนให้มาใช้ Gmail ด้วยกัน เป็นต้น

#16 กลัวบ้างก็ไม่เป็นไร

มันจะผิดปกติมาก หากคุณทำธุรกิจออนไลน์แล้วไม่มีความกลัวหรือความวิตกเลย บางครั้งคุณอาจเกิดความกลัวทุกครั้งที่ต้องปล่อยสินค้าใหม่ และจะต้องก้าวข้ามอารมณ์ต่างๆ ของตัวเองให้ได้โดยไม่กระทบกับธุรกิจ

การทดสอบว่าอะไรดีกับธุรกิจของคุณก็เป็นสิ่งที่ควรทำเช่นกัน แม้ว่าจะเกิดความสี่ยงจนทำให้คุณกลัว แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะการทดสอบคือหนทางสู่ความสำเร็จอีกทางหนึ่ง จำไว้ว่ายิ่งเสี่ยงมาก ผลตอบแทนที่จะได้รับก็ยิ่งมาก 

#17 อย่าไร้จรรยาบรรณ

มีโอกาสมากมายที่จะทำให้คุณสร้างยอดขายได้ไว และได้ทุนคืนจากลูกค้า บางคนอาจเลือกวิธีผิดๆ เช่น เสนอลูกค้าว่าสามารถสั่งสินค้าโดยไม่ต้องเสียค่าส่ง ลูกค้าจึงยอมรับข้อเสนอนั้น โดยไม่รู้เลยว่าจะได้รับสินค้าชนิดเดียวกันในทุกเดือน และจะต้องเสียเงินเพิ่ม

แม้ว่าการสร้างยอดขายไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การไม่มีจรรยาบรรณก็ไม่ใช่เรื่องดี

#18 ดีลกับผู้มีอิทธิพลทางการตลาดให้ถูกคนและรวดเร็ว

ผู้มีอิทธิพลทางการตลาด เช่น Youtuber หรือ Blogger ต่างๆ เป็นตัวช่วยที่ดีในการเรียกความสนใจจากลูกค้าได้เร็วขึ้น คุณจึงควรเลือกดีลกับผู้มีอิทธิพลที่เหมาะกับสินค้าของคุณตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเพิ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทของคุณเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ B2B คุณก็ไม่ควรจ้างผู้มีอิทธิพลใน Instagram ให้โปรโมทให้หรอกเพราะมันไม่ได้ผล แต่ถ้าคุณขายเสื้อผ้า หรือสินค้าแฟชั่นต่างๆ ผู้มีอิทธิพลใน Instagram จะตอบโจทย์คุณที่สุด

#19 วิดีโอ คือ อนาคต

การทำธุรกิจออนไลน์นั้น คุณต้องให้คนภายนอกเชื่อมต่อกับบริษัทของคุณให้ได้ ถ้าคุณไม่ผลิตวิดีโอออกมาเลย นั่นเท่ากับว่าคุณทำผิดมหันต์แล้ว ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ แต่วิดีโอควรเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของคุณตั้งแต่แรกเริ่ม

เวลาที่คุณเผยแพร่วิดีโอ คุณไม่ควรเผยแพร่แค่ในเว็บไซต์ของคุณ แต่ควรเผยแพร่ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นทางโซเชียลมีเดีย หรือขอให้เว็บไซต์อื่นๆ ช่วยฝังโค้ดวิดีโอของคุณลงในเว็บไซต์ของพวกเขาด้วย

นอกจากนี้ คุณยังลองทำโฆษณาทางวิดีโอได้อีกด้วย แม้ว่าจะต้องจ่ายแพงไปสักหน่อย แต่ผลลัพธ์ก็คุ้มค่า

#20 คุณไม่ได้เก่งทุกเรื่อง

โลกของธุรกิจออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่ว่าคุณจะชำนาญกลยุทธ์หรือเทคนิคใดก็ตาม จงอย่าหยุดที่จะเรียนรู้ ความคิดที่ว่าคุณเจ๋งที่สุดนั้นเป็นความคิดที่ทำร้ายคุณมาก คุณควรเปิดใจรับฟังความรู้ใหม่ๆ จากคนอื่น แม้กระทั่งเหล่านักธุรกิจหน้าใหม่ อย่างน้อยคุณก็จะได้รู้ว่าผู้ที่เพิ่งเริ่มลงทุนเขาคิดอะไรกันบ้าง

#21 อย่าจ้างพนักงานจอมอวดดี

ถ้าคุณมีพนักงานที่ชอบอวดดีอยู่ในบริษัทตอนนี้แล้วล่ะก็ คุณควรคิดหาคนใหม่มาแทนเขาได้แล้ว พนักงานที่อวดดีหรือมีอีโก้สูงมักจะยึดติดอยู่ในกรอบเดิมๆ และไม่รับฟังใคร ซึ่งผลที่ตามมาคือ เขาอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณแย่ลง เพราะแทนที่ทุกคนจะช่วยกันพาบริษัทก้าวไปข้างหน้า กลายเป็นว่ามีคนหนึ่งคอยฉุดรั้งไว้เสมอ

#22 สิ่งเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญต่อผู้คนในทุกวันนี้เป็นอย่างมาก แม้ว่าทุกคนในโซเชียลมีเดียไม่ได้ซื้อสินค้าของคุณ แต่ก็ไม่ได้เสียเปล่าเสียทีเดียว เพราะถ้าคุณทำผลงานออกมาดี ตั้งใจบริการ และใส่ใจลูกค้า แม้ว่าพวกเขาจะไม่ซื้อ แต่กระแสในโซเชียลมีเดียของคุณก็จะดีตามมาด้วย

#23 หมั่นทดสอบว่าอะไรดีกับธุรกิจออนไลน์ของคุณ

คุณควบคุมปัจจัยภายนอกบริษัทไม่ได้ แถมปัจจัยเหล่านั้นยังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คุณจึงควรหมั่นทดสอบว่ากลยุทธ์ที่คุณใช้อยู่นั้น ยังใช้ได้ผลหรือเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น พ่อค้าคนกลางเคยช่วยเพิ่มยอดขายให้คุณได้อย่างมหาศาล แต่ตอนนี้ผู้คนต่างกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวที่จะต้องซื้อขายผ่านคนกลางเช่นนี้

คุณจึงควรหมั่นทดสอบทุกๆ 6 เดือน เพื่อดูผลว่ากลยุทธ์ที่ใช้ยังส่งผลดีหรือไม่ เพราะถ้าคุณไม่ทดสอบเลย คุณก็จะไม่มีวันรู้ว่าธุรกิจออนไลน์ของคุณกำลังเข้าสู่จุดเสี่ยงหรือเปล่า

#24 ผู้คนไม่ชอบอ่าน

หากคุณสร้างบทความที่ยอดเยี่ยม แต่ผู้คนก็ยังอ่านไม่มาก หรือเลือกที่จะอ่านผ่านๆ นั่นไม่ได้หมายความว่าบทความของคุณยังอ่อนไป จนทำให้คนอื่นๆ คิดว่าเลื่อนอ่านผ่านๆ ก็พอ แต่เป็นเพราะผู้คนไม่ชอบอ่านเป็นธรรมดาอยู่แล้ว

ไม่ว่าจะสร้างสรรรค์ตัวอักษรให้ออกมาวิบวับ เล่นสีหลากสีสัน หรือทำหน้าเว็บให้สวยงามแค่ไหน แต่คนส่วนใหญ่ก็เลือกอ่านผ่านๆ กันทั้งนั้น ต่อให้การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญในการซื้อขาย แต่ก็เป็นความจริงที่ว่า มีโอกาสสูงมากที่ลูกค้าจะมองข้ามส่วนที่สำคัญไป

#25 ชื่อเรื่องสำคัญกว่าเนื้อหา

8 คนจากใน 10 คน มักจะอ่านชื่อเรื่องของบทความ แต่มีแต่ 2 คนเท่านั้น ที่คลิกเข้าไปอ่านเนื้อหา ดังนั้น การคิดชื่อเรื่องให้โดดเด่นและเข้าใจง่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะต่อให้คุณเขียนบทความได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าชื่อเรื่องไม่ดึงดูด ยังไงก็ไม่มีใครคลิกเข้าไปอ่าน

#26 ขยายตลาดไปยังต่างประเทศเมื่อคุณค้นพบตลาดหลักของคุณแล้ว

เอเชียและลาตินอเมริกาคือแหล่งทำเงินที่ดี เพราะคู่แข่งน้อยและลูกค้ามีกำลังซื้อมากพอ คุณสามารถแปลบทความในเว็บไซต์ของคุณให้เป็นภาษาต่างๆ ได้ หลังจากที่รู้แล้วว่าจะเจาะตลาดไปยังประเทศใด ยิ่งแปลได้หลายภาษา โอกาสก็จะยิ่งมีมากขึ้น

เวลาที่คุณเลือกตลาดต่างประเทศ คุณอย่ามองแค่ GDP เพียงอย่างเดียว แต่ให้ดูที่จำนวนประชากรของประเทศนั้นๆ ด้วย หากพื้นที่ที่คุณสนใจมี GDP ต่ำ แต่ประชากรสูง คุณก็ไม่ควรทิ้งตัวเลือกนี้ของคุณไป

#27 เต็มใจที่จะเริ่มใหม่ในทุกปี

ถ้าคุณคาดหวังว่าธุรกิจออนไลน์ของคุณจะเติบโตได้ด้วยแนวทางเดิมๆ เพียงอย่างเดียว ธุรกิจของคุณก็จะโตได้ช้ามาก แต่ถ้าคุณเตรียมใจและเตรียมพร้อม ที่จะเริ่มต้นธุรกิจบนเส้นทางใหม่ในทุกปี ธุรกิจของคุณก็จะโตได้เร็วขึ้น

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้คุณละทิ้งวิธีเดิมที่ทำมาตลอดหนึ่งปีทิ้งไป แต่มันหมายความว่า คุณควรเลือกเก็บบางอย่างที่ดีไว้ แล้วเปิดใจรับสิ่งใหม่ที่ดีกว่า

#28 มีไอเดียแต่ไม่มีทีม พยายามเท่าไรก็อยู่ที่เดิม

หากคุณมีไอเดียบรรเจิดที่มั่นใจว่าจะพัฒนาบริษัทได้แน่นอน แต่คุณไม่มีใครมาร่วมขัดเกลาไอเดียนี้เลย การเปลี่ยนแปลงก็คงเกิดขึ้นได้ยาก หากคุณอยากเติบโตไว คุณจำเป็นต้องมีทีม เพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แบ่งปันความคิดสร้างสรรค์ และร่วมกันหาวิธีแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณได้ไอเดีย คุณอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจจ้างพนักงานใหม่ทันที ให้คุณใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ลองพิจารณาดูก่อนว่าควรจัดการกับไอเดียนี้ยังไง เพราะถ้าคุณจ้างคนที่ไม่ตอบโจทย์ ไอเดียของคุณก็สูญเปล่าอยู่ดี

#29 อย่าปล่อยให้เทรนด์สูญเปล่า

ถ้าคุณเห็นว่าทิศทางธุรกิจออนไลน์กำลังมุ่งหน้าไปยังไง แม้ว่าคุณจะรู้อยู่เต็มอกว่ามันเป็นแค่กระแสเพียงชั่วครู่ แต่คุณก็ไม่ควรเมินเฉย ในเมื่อลูกค้าไหลไปตามกระแส คุณเองก็ไม่ควรเอาตัวเองไปขวางกระแสเหล่านั้น

คุณสามารถใช้ Google Trends เป็นตัวช่วยในการดูว่าเทรนด์ใดกำลังมาแรงได้แบบเรียลไทม์ และยังดูได้อีกด้วยว่าตลาดกำลังเป็นเป็นยังไงแล้ว

#30 ทำตามกฎเลข 7 

มีการกล่าวไว้ว่า ถ้าผู้คนได้ยินหรือเห็นสิ่งไหนเป็นจำนวน 7 ครั้ง พวกเขาจะจำสิ่งเหล่านั้นได้ขึ้นใจ ด้วยเหตุผลนี้ คุณจึงควรเผยแพร่เว็บไซต์ สินค้า และบริการของคุณให้ทั่วทุกที่เท่าที่ทำได้ ทำยังไงก็ได้ให้ผู้คนรับรู้แบรนด์ของคุณให้ได้มากที่สุด เพื่อทำให้พวกเขาจดจำคุณได้

ต่อให้มีอีกหลายบริษัทที่มีสินค้าคล้ายกับของคุณ แต่ถ้าคุณทำให้ลูกค้าจดจำคุณได้ เวลาที่พวกเขาเลือกซื้อสินค้า เขาก็จะหยิบของคุณก่อนเป็นอันดับแรก

และทั้งหมดนี้คือ หัวใจสำคัญ 30 ประการในการทำธุรกิจออนไลน์ แม้ว่าบางประการอาจจะฟังดูเสี่ยง หรืออาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ แต่คุณอย่าลืมว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ ถ้าไม่เสี่ยงเลยก็คงไม่รู้ผลลัพธ์ หรือถ้าคุณไม่เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ บ้าง ธุรกิจออนไลน์ของคุณก็จะวนอยู่ที่เดิม ลองทำตาม Neil Patel ผู้ที่ทำผิดพลาดมานับไม่ถ้วน ก่อนจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ คุณเองก็ทำได้เหมือนเขา ผิดพลาดเพื่อเรียนรู้และแก้ไข แล้วธุรกิจออนไลน์ของคุณจะไปได้ไกลอย่างแน่นอน

อ้างอิงจาก https://neilpatel.com/blog/marketing-principles/