4 ขั้นตอนสร้าง SEO Title Tags แบบภายในที่สมบูรณ์

คนส่วนมากมักจะคิดว่า Title Tags นั้นเป็นอะไรที่ต้องตรงไปตรงมา และไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วเราสามารถทำให้มันมีศักยภาพมากกว่านั้นได้ โดยเฉพาะคุณค่าในทาง SEO โดยที่คนส่วนมากไม่ทันได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เลย 

ตัวอย่างเช่น Title Tags ทั้งสองนี้

และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับยอดการเข้าชมเมื่อเราเปลี่ยน Title Tags เป็นอย่างหลัง

ผลคืออัตราการเข้าชมเพิ่่มขึ้น 37%

เนื่องจากมีตัวแปรหลายอย่างที่สามารถทำให้อัตราการเข้าชมเพิ่มขึ้นได้ จึงไม่สามารถพูดได้อย่างชัดเจนว่าทั้งหมดนั้นเป็นผลมาจาก Title Tags เพียงอย่างเดียว แต่เรามั่นใจว่า Title Tags ต้องมีผลในเชิงบวกอย่างแน่นอน

ในบทความนี้เราจะนำคุณไปพบกับสิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับ SEO Title Tags ซึ่งสามารถทำได้โดยกระบวนการ 4 ขั้นตอนสำหรับการสร้าง Title Tags ที่จะได้ผลในเชิงบวกทุกครั้ง!

SEO Title Tags คืออะไร และสำคัญอย่างไร?

Title Tags คือองค์ประกอบในทาง HTML ที่ใช้ในการระบุชื่อของเว็บเพจ ในหน้า HTML จะปรากฎ ดังนี้

หน้าที่หลักของ Title Tags คือการบอกกับผู้เข้าชมเว็บไซต์และเครื่องมือค้นหาเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาจะได้เจอบนเว็บเพจ ซึ่งจะสั้นและกระชับที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

โดยทั่วไปแล้ว Title Tags จะปรากฎให้เห็นบนหน้าผลรวมการค้นหาในรูปแบบ ดังนี้

และเมื่อแชร์ลงบนโซเชียลมีเดีย จะปรากฎดังนี้

สิ่งที่จะทำให้ Title Tags ของคุณมีความสำคัญมากขึ้น

Title Tags นั้น มีความสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้เข้าชมไปสู่โพสต์ของคุณจากหน้าผลรวมการค้นหา หรือโซเชียลมีเดียนั่นเอง

– ความประทับใจเมื่อแรกเห็น โดยทั่วไป Title Tags ของคุณคือสิ่งแรกที่ผู้เข้าใช้งานจะได้เห็นเมื่อทำการค้นหา ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสของคุณที่จะสร้างความประทับใจในเชิงบวกด้วย Title Tags ที่ดี

– การยกระดับแบรนด์ เพราะผู้คนมีความไว้วางใจในแบรนด์ที่มีชื่อเสียง หากแบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักของผู้คน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ใช้ชื่อแบรนด์ของคุณใน Title Tags ด้วย เพราะนั่นจะนำไปสู่อัตราการเข้าชมที่มากขึ้นได้

และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ Google และเครื่องมือค้นหาอื่นๆ จะดู Title Tags ของคุณเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาของเว็บเพจนั้นด้วย

นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้การใส่ Keywords ไว้ใน Title Tags นั้นสัมพันธ์กับการจัดอันดับจากเครื่องมือค้นหา

Title Tags และ H1 ต่างกันอย่างไร?

กล่าวโดยย่อคือแตกต่างกันทุกอย่าง แต่มักจะเกิดความสับสนขึ้นเพราะ Title Tags กับ H1 มักจะใช้คำที่เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น นี่คือ H1 ของเว็บเพจ

ซึ่งโดยทั่วไปผู้คนมักจะใช้ Title Tags ให้เหมือนกับ H1 เพื่อช่วยให้หัวข้อของเว็บเพจนั้นมีความชัดเจนและสม่ำเสมอเมื่อผู้เข้าชมคลิกผ่านจากหน้าผลรวมการค้นหา เนื่องจากมีหัวข้อเหมือนกันกับสิ่งที่พวกเขาต้องการค้นหา

ซึ่งความแตกต่างกันคือ Title Tags นั้นคือชื่อที่ปรากฎบนหน้าผลรวมการค้นหาหรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่โพสต์นั้นได้ถูกนำไปแชร์เอาไว้ ซึ่งเมื่อคลิกขึ้นมาก็จะปรากฎบนแท็บของเบราว์เซอร์ ดังนี้

และ H1 นั้นคือสิ่งที่ถูกแสดงเป็นหัวข้อในส่วนของเนื้อหาบนหน้าเว็บเพจนั้น ดังนี้

ก่อนจะไปดูเรื่องการสร้าง Title Tags นั้น เราลองมาดูพื้นฐาน 2-3 ข้อกันก่อน ซึ่งนี่เป็นเหมือนกฎและมารยาทในการสร้าง Title Tags

คุณเคยเห็นผลลัพธ์ในหน้าผลรวมการค้นหาที่มีลักษณะแบบนี้หรือไม่?

สิ่งนี้คือการตัด Title Tags ซึ่ง Google จะเริ่มตัด Title Tags จากข้อจำกัดด้าน pixel แต่คิดอย่างง่ายๆ ว่า Google จะเริ่มตัดหลังจากมีความยาวประมาณ 50-60 ตัวอักษร ดังนั้นจึงควรจำกัด Title Tags ของคุณให้มีความยาวไม่เกินนี้

ต่อไป คุณเคยเห็น Title Tags ในลักษณะนี้หรือไม่?

การใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดคือสิ่งที่ไม่ดีในการทำ Title Tags และโดยทั่วไปแล้วเรามักจะไม่เห็น Title Tags ที่ใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดติดอันดับการค้นหาในหน้าแรกอีกด้วย

และนี่คือ 2 วิธีหลักที่เราแนะนำในการจัดรูปแบบ Title Tags
– กรณีที่เป็นประโยค ใช้ตัวอักษรตัวแรกของคำแรกเป็นตัวอักษรพิมพ์ใหญ่เท่านั้น เช่น “Dwell time: is it really a ranking factor? (and if so, should you care?)” 
– กรณีที่เป็นชื่อเรื่อง ใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่กับตัวอักษรแรกของทุกคำในประโยค เช่น “10 Google Sheets Formulas Every SEO Should Know”

แต่การใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่สำหรับการเน้นบางคำก็เป็นสิ่งที่ดี ดังตัวอย่างนี้

เพียงแค่ไม่ใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด แต่ใช้กับแค่บางคำก็จะเป็นการดึงดูดความสนใจได้เช่นกัน

ต่อไปนี้คือสิ่งอื่นๆที่ควรทราบเมื่อต้องการสร้าง SEO Title Tags
– เขียนเพื่อให้คนอ่าน ไม่ใช่เพื่อเครื่องมือค้นหา และอย่าใส่ Keywords ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติลงไปใน Title Tags
– ตรวจสอบให้แน่ใจว่า Title Tags ของเว็บเพจนั้นไม่ซ้ำกับเว็บเพจอื่น 
– ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกเว็บเพจนั้นมี Title Tags 

“เมื่อเข้าใจพื้นฐานเบื้องต้นแล้ว เราไปสู่ขั้นตอนในการสร้าง Title Tags กันเถอะ!…”

ขั้นตอนที่ 1 ค้นหา Keywords เบื้องต้นเพื่อกำหนดเป้าหมาย

โดยทั่วไปเรามักจะสนับสนุนการกำหนดหัวข้อเพื่อเป้าหมายมากกว่าการใช้เพียง Keywords 

เนื่องจากเว็บเพจส่วนใหญ่นั้นไม่ได้รับการจัดอันดับมาจากเพียง Keyword ในส่วนของ Head เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดอันดับจากรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Keywords ที่เฉพาะเจาะจง เป็นต้น

ตัวอย่าง: Keywords “best whey protein powder for women” มีปริมาณการค้นหา 400 ครั้งต่อเดือน

และเว็บเพจ 10 อันดับแรก ได้รับยอดการเข้าชมหลายพันครั้งต่อเดือน

นั่นเป็นเพราะแต่ละเว็บเพจเหล่านี้ได้รับการจัดอันดับจาก Keywords ที่เฉพาะเจาะจงอื่นๆ อีกนับร้อย

และนี่คือ Keywords มากกว่า 700 คำที่หน้าการจัดอันดับสูงสุดในปัจจุบันทำการจัดอันดับเอาไว้

ถึงอย่างนั้นเราก็ยังแนะนำให้คุณเพิ่มประสิทธิภาพ Keywords สำหรับในส่วนของ Head ด้วยเช่นกัน เพื่อการจัดอันดับที่ดีขึ้นของเว็บเพจ

ขั้นตอนที่ 2 ค้นหา Keywords ที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นจาก Keywords เบื้องต้นของคุณ

คุณควรกำหนด Keywords หลักไว้หนึ่งคำ แต่ก็จะเป็นการดีมากยิ่งขึ้นถ้ามีการกำหนด Keywords ที่เฉพาะเจาะจงไว้ด้วย 1-2 คำ

นั่นเป็นเพราะว่าคุณอาจต้องใช้เวลานานในการจัดอันดับจาก Keywords หลักของคุณ แต่คุณสามารถเริ่มต้นการรับส่งข้อมูลจาก Keywords ที่เฉพาะเจาะจงได้รวดเร็วกว่า และ Keywords ที่เฉพาะเจาะจงเหล่านั้นก็มักจะสอดแทรกลงไปใน Title Tags ได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย

David McSweeney ได้อธิบายความหมายของ Keywords ที่เฉพาะเจาะจงไว้ดังนี้

Keywords ที่เฉพาะเจาะจง (Long tail keywords) คือคำค้นหาที่มีปริมาณการค้นหาต่ำมาก แต่มีความต้องการค้นหาคำเหล่านี้เป็นกลุ่ม ซึ่งคำว่า “long tail” นี้มาจากลักษณะของเส้นอุปสงค์การค้นหา (search demand curve) ซึ่งเป็นกราฟที่สร้างมาจาก Keywords ทั้งหมดและปริมาณการค้นหา

และนี่คือกราฟที่ David McSweeney พูดถึง

ดังที่ David McSweeney ได้กล่าวไว้ว่า Keywords เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้กราฟนั้นยาวขึ้นไปเรื่อยๆ และจะเฉพาะเจาะจงกว่า Keywords โดยทั่วไป

ขั้นตอนที่ 3 ร่าง Title Tags พื้นฐานของคุณ

ซึ่งมี กฎของการร่าง Title Tags พื้นฐาน ดังนี้
– ควรอธิบายเกี่ยวกับเนื้อหาในเว็บเพจนั้น และการกำหนดความคาดหวังของผู้เข้าชมเอาไว้อย่างถูกต้อง
– ทำให้กระชับ Title Tags ของคุณควรมีความยาวไม่เกิน 50-60 ตัวอักษร 
– รวม Keywords ของคุณลงไปใน Title Tags และหากเป็นไปได้ให้ใส่ความเฉพาะเจาะจงลงไปด้วย

ต่อไปลองมาร่าง Title Tags สำหรับรายการเคล็ดลับ SEO 75 รายการกันดู การใช้คำแบบง่ายๆ แบบนี้มักจะได้ผลลัพธ์ที่ดี

ซึ่ง Title Tags นี้ได้รวมทั้ง Keywords หลัก คือ “SEO tips” และ Keywords ที่เฉพาะเจาะจง คือ “SEO tips 2018” เอาไว้ด้วยกัน

แม้ว่า Keywords ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งในที่นี้คือคำว่า “SEO tips 2018” จะไม่ได้ถูกใช้ใน Title Tags แบบถูกต้องตรงตามตำแหน่งทุกคำก็ตาม แต่ Google ก็ฉลาดมากเพียงพอที่จะเข้าใจได้ว่าคำว่า “2018” นั้นหมายถึงความเป็นปัจจุบันคือปี 2018 (ปีที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น) จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน Keywords คำว่า “SEO tips 2018” แต่อย่างใด

ขอเพียงคุณจำไว้ว่าเป้าหมายหลักของคุณคือการอธิบาย Content ภายในเว็บเพจอยางถูกต้อง รัดกุม และสอดแทรก Keywords ลงไปในนั้นด้วย

นอกจากนี้ การเพิ่มบางคำหรือลดบางคำจาก Keywords ของคุณก็เป็นการดีเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ถ้า Keywords ของคุณคือ “best protein powder” การเพิ่มคำอื่นๆ บางคำลงไปก็สามารถทำได้ดังนี้

หรืออาจจะใช้คำที่พ้องความหมายกันก็ได้ ดังนี้

Google มีการทำงานอย่างชาญฉลาดในการเข้าใจเจตนาของผู้ใช้งานจากภาษาธรรมชาติ ดังนั้น Google จะเข้าใจถึงสิ่งที่คุณกำลังพูดถึงอยู่

ขั้นตอนที่ 4 ดูว่า Content ของคุณมีลักษณะพิเศษอย่างไร และบอกผู้คนถึงความพิเศษนั้น

ทุกคนที่ทำการค้นหาด้วย Google นั้นล้วนแต่กำลังมองหาบางสิ่งบางอย่าง และสิ่งที่พวกเขากำลังค้นหานั้นจะขึ้นอยู่กับคำค้นหาของพวกเขา และคำค้นหานั้นจะไม่เหมือนเดิมเสมอไป

ซึ่งในแต่ละการค้นหานั้นผู้คนจะมองหาคุณภาพของผลการค้นหา และสิ่งเหล่านั้นจะขึ้นอยู่กับคำค้นหาที่พวกเขาใช้

ดังนั้นหากคุณสร้างโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหานั้นหรือหัวข้อนั้น ก็จะมีความเป็นไปได้ที่ผู้ค้นหาจะพบโพสต์ของคุณ และนั่นอาจเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการค้นหาอยู่

ซึ่งคุณต้องทำให้สิ่งที่พวกเขาต้องการค้นหา หรือสิ่งที่พวกเขาคาดหวังเอาไว้ว่าจะได้รับจากเว็บเพจของคุณนั้นชัดเจนบน Title Tags ของคุณ

สรุป
ขั้นตอนการสร้าง SEO Title Tags ไม่ได้มีความซับซ้อน ขอเพียงแค่ใช้เวลาและความพยายามในการเขียนขึ้นมาอย่างถูกต้อง

มีความเป็นไปได้ว่า Title Tags นั้นจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100% ดังนั้นคุณควรตั้งเป้าหมายที่จะทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หากคุณมีปริมาณการเข้าชมที่มากเพียงพอ คุณก็จะสามารถทำการทดสอบเพื่อเปรียบเทียบได้ว่า Title Tags แบบใดนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ซึ่งคุณต้องทำให้สิ่งที่พวกเขาต้องการค้นหา หรือสิ่งที่พวกเขาคาดหวังเอาไว้ว่าจะได้รับจากเว็บเพจของคุณนั้นชัดเจนบน Title Tags ของคุณ

อ้างอิงจาก : https://ahrefs.com/blog/title-tag-seo/