4 วิธีพื้นฐานในการทำ SEO ด้วยตัวคุณเอง

“ไม่มีงบประมาณมากมายในการทำการตลาดใช่ไหม?”
“ไม่สามารถลงทุนด้วยการจ้างเอเจนซี่มาช่วยทำ SEO ใช่หรือไม่?”

ไม่ต้องกังวล เพราะคุณก็สามารถทำ SEO ด้วยตัวเองได้ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ในตอนที่ Si Quan Ong เริ่มทำงานกับบริษัทที่เปิดใหม่ ที่ทำการตลาดให้กับสิ่งประดิษฐ์ อย่าง เสื้อคลุมนวด

และจากการที่เป็นบริษัทที่เปิดใหม่ พวกเขาก็ไม่ได้มีงบประมาณมากมาย แต่นั่นยังไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด เพราะสิ่งที่แย่ที่สุดคือ การที่ไม่มีใครในบริษัทมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการทำ SEO และการตลาดเลย

ซึ่งในตอนนั้น Si Quan Ong เพิ่งจะจบการศึกษาด้านจิตวิทยา และในช่วงเวลาว่าง เขาได้เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการตลาดมาบ้าง ดังนั้นทำให้ในมุมมองของบริษัท ที่มองว่า Si Quan Ong เป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องการตลาดมากที่สุดแล้ว

บริษัทจึงเลือกให้เขารับผิดชอบเรื่อง กลยุทธ์ทางการตลาด

ด้วยการที่ไม่มีความรู้อะไร และไม่มีเงินลงทุนมากนัก เขาจึงได้เริ่มเข้าไปอ่านบล๊อกเกี่ยวกับการทำ SEO จากนั้นเขาได้พยายามที่จะดำเนินการในการสร้างกลยุทธ์ รวมถึงการจัดการให้เว็บไซต์ของบริษัทได้รับการจัดอันดับจากการใช้คีย์เวิร์ดบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของเขา

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

แต่เนื่องจากปัญหาบางอย่าง ธุรกิจนี้ไม่ได้ดำเนินการต่อแล้วในปัจจุบัน

เราไม่ได้กำลังหาเรื่องราวเพื่อมาทำให้คุณประทับใจ แต่เรากำลังเล่าเรื่องราวเหล่านี้เพื่อให้คุณได้รู้สึกว่า คุณได้มาถูกทางแล้ว ในการที่เลือกเข้ามาอ่านคำแนะนำที่ใช้ได้ผลจริง และใครๆ ก็ทำได้

คุณแค่ต้องการ “กลยุทธ์ที่ใช่” ซึ่งสุดท้ายแล้ว SEO ยังคงเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหัวข้อต่อไปนี้
– ทำความเข้าใจว่าลูกค้าเป้าหมายของคุณกำลังค้นหาอะไร
– ลงมือเขียนเนื้อหาบทความที่เกี่ยวข้อง (ลงในบล๊อก หน้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือสื่ออื่นๆ)
– ใส่ใจกับ “เทคนิค” ต่างๆ ในการผลักดันให้หน้าเว็บไซต์ ได้รับการจัดอันดับในหน้าผลการค้นหา (นั่นรวมถึงการสร้างลิงก์ด้วย)

และต่อไปนี้จะเป็นคำแนะนำ ที่จะให้คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับ 4 วิธีพื้นฐานในการทำ SEO ด้วยตัวคุณเอง
1. ค้นหาคีย์เวิร์ด
2. สร้างเว็บเพจที่เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการค้นหา
3. ปรับปรุงเว็บไซต์ที่มีปัญหาทางเทคนิคต่างๆ
4. ทำการสร้างลิงก์

เรามาเริ่มกันเลย…

1. ทำการค้นหาคีย์เวิร์ด

การทำ SEO ส่วนใหญ่จะต้องเริ่มต้นด้วยการค้นหาคีย์เวิร์ดก่อน จริงๆ แล้วการค้นหาคีย์เวิร์ดถือเป็นกระบวนการหนึ่งในการทำ SEO ที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาคำ หรือกลุ่มคำ ที่ยอดฮิตที่สุดในการค้นหาของลูกค้าเป้าหมายของคุณใช้ในการค้นหาสิ่งที่คุณกำลังทำ

และเมื่อคุณเลือกคำ หรือกลุ่มคำคีย์เวิร์ดได้แล้ว คุณก็สามารถเริ่มลงมือเขียนเนื้อหาบทความ (หรือเว็บเพจ) เพื่อที่จะช่วยในการจัดอันดับ

ซึ่งกระบวนการที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้คือ
– ค้นหากลุ่มคำคีย์เวิร์ดแบบกว้างๆ
– ป้อนคำเหล่านั้นลงในเครื่องมือในการค้นหาคีย์เวิร์ด เพื่อทำการวิเคราะห์ให้ละเอียดมากขึ้น
– ทำการจัดอันดับความสำคัญให้กับคำเหล่านั้น

1.1 ระดมค้นหาคีย์เวิร์ดแบบกว้างๆ (Seed Keywords)
คีย์เวิร์ดแบบกว้างๆ คือ การค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณ ซึ่งคุณจะต้องใช้คำเหล่านี้มาใช้เป็นไอเดียในการสร้างคีย์เวิร์ดของคุณ

การรวบรวมคีย์เวิร์ดแบบกว้างๆ เป็นเรื่องที่ไม่ยาก เพียงแค่คุณคว้ากระดาษ หรือปากกาขึ้นมาแล้วลงมือคิดและรวบรวมคีย์เวิร์ดขึ้น ด้วยการตอบคำถาม 2 ข้อนี้
– ผู้คนจะทำการค้นหาเว็บไซต์ของคุณ (หรืออาจจะเป็นเว็บไซต์อื่นที่คล้ายกัน) ได้อย่างไร?
– ผู้คนให้คำนิยามและอธิบายผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณอย่างไร?

เช่น ในตอนที่ Si Quan Ong ต้องการที่จะรวบรวมคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับ AiraWear เขาอาจจะต้องคิดถึงคำต่อไปนี้
– การบรรเทาอาการปวดหลัง
– การนวดด้วยตัวเอง
– การนวดตัวเอง
– การบรรเทาอาการปวดไหล่หรือบ่า

เคล็ดลับแบบมืออาชีพ: คุณจะต้องทำการจัดหมวดหมู่ของคีย์เวิร์ดแบบกว้างๆ จากคีย์เวิร์ดที่คุณได้เคยทำการจัดอันดับมาก่อนหน้าแล้ว

คุณสามารถใช้ประโยชน์จาก Google Search Console หรือจาก Organic keywords ของ Ahrefs Site Explorer

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

1.2 สร้างไอเดียเพิ่มเติมจากคีย์เวิร์ด
เมื่อคุณรวบรวมคีย์เวิร์ดแบบกว้างๆ ได้แล้ว คุณจะต้องทำการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด และสร้างไอเดียจากคีย์เวิร์ดเหล่านั้นเพิ่มเติม

สิ่งที่คุณต้องทำคือ ทำการเชื่อมต่อคีย์เวิร์ดเหล่านี้ลงในเครื่องมือที่ช่วยเลือกคีย์เวิร์ด เช่น หากลองป้อนคำว่า “back pain” ลงไปในเครื่องมืองแบบไม่มีค่าใช้จ่ายอย่าง AnswerThePublic 

ซึ่ง AnswerThePublic จะทำการจัดสร้างรายการคีย์เวิร์ดให้เป็นหมวดหมู่จากการคำถาม การเปรียบเทียบ บุพบท ตัวอักษร และการค้นหาที่เกี่ยวข้อง

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

คุณจะได้เห็นไอเดียมากมาย ที่สามารถนำไปใช้งานได้ AnswerThePublic เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของเครื่องมือที่คุณสามารถเลือกใช้งานได้แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 

หาคุณต้องการที่ดูไอเดียของคีย์เวิร์ดเพิ่มมากขึ้นอีก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราการใช้งาน) คุณสามารถเลือกใช้เครื่องมืออย่าง Ahrefs’ Keywords Explorer เพียงการป้อนกลุ่มคีย์เวิร์ดที่คุณมีอยู่แล้วลงไป และลองสำรวจคีย์เวิร์ดจากผลลัพธ์ที่คุณได้รับ

1.3 การกรองรายการคีย์เวิร์ด
มีกว่า 8,000 คีย์เวิร์ดแนะนำที่ดูยอดเยี่ยม แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะเลือกใช้งานทั้งหมด เนื่องจากคุณมีงบประมาณ เวลา รวมถึงทรัพยากรที่จำกัด

ดังนั้นคุณควรจะตั้งเป้าไปยังคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการที่จะเข้าถึงไปยังผู้ใช้เป้าหมายของคุณ

คุณสามารถทำได้ด้วยการตรวจสอบอัตราการเข้าถึงหลักๆ 2 อย่าง
– การเลือกจากจำนวนผู้ใช้ ซึ่งปริมาณการใช้เป็นเรื่องที่จำเป็นในการเลือกคีย์เวิร์ด หรือหมายถึงมีการใช้คีย์เวิร์ดนี้ในการค้นหากี่ครั้งใน Google ในแต่ละเดือน ในแต่ละประเทศ
– ความยาอกของคีย์เวิร์ด ซึ่งการจัดอันดับความยากของคีย์เวิร์ด จะแสดงให้คุณเห็นเป็นตัวเลขการจัดอับดับตั้งแต่ 0 – 100

เครื่องมือที่ใช้ในการค้นหาแต่ละอัน จะทำการคำนวนความยากของคีย์เวิร์ดจากกระบวนการที่แตกต่างกัน ซึ่งตัวเลขความยากของคีย์เวิร์ด (KD) ที่ Ahrefs ใช้จะวัดจากอัตราการมีลิงก์ย้อนกลับ จากหน้าเว็บที่ได้รับการจัดอันดับใน 10 อันดับสูงสุด 

และยิ่งในหน้าเว็บมีจำนวนลิงก์ย้อนกลับที่มีคุณภาพมากเท่าไหร่ หน้าเว็บเหล่านี้ก็จะยิ่งยากกว่าหน้าเว็บอื่นๆ 

นี่เป็นวิธีการที่ดีที่คุณจะใช้ในการเลือกคีย์เวิร์ดเพื่อช่วยให้คุณได้รับอัตราการเข้าชมเพิ่มมากขึ้นจำนวนมาก แต่นั่นไม่ได้หมายถึงการแข่งขัน

ด้วยเครื่องมือ Ahrefs’ Keywords Explorer จำทำให้การค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณง่ายขึ้น เพียงแค่ตั้งค่าตัวกรองจำนวนการค้นหา และความยากของคีย์เวิร์ด

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณสามารถจัดการกับรายการคีย์เวิร์ดได้ง่ายขึ้น แต่คุณจะต้องแน่ใจว่าคุณได้ทำการรีวิวเพื่อที่จะตรวจสอบว่าคีย์เวิร์ดเหล่านี้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ (จากตัวอย่างด้านบน ดูเหมือนว่าคีย์เวิร์ดคำว่า “relieving” และ “back muscles” สามารถเป็นเป้าหมายของคุณได้)

จากคุณต้องการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดเพิ่มขึ้น คุณสามารถเลือกตั้งค่าตัวกรองอื่นๆ ได้จนกว่าคุณจะสามารถเลือกคีย์เงิร์ดที่คุณพอใจได้

2. เขียนหน้าเว็บที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการค้นหา

เมื่อคุณเลือกคีย์เวิร์เป้าหมายได้แล้ว คุณจะต้องสร้างหน้าเว็บไซต์ที่จะใช้ในการจัดอันดับโดยการใช้คีย์เวิร์ดนั้น หน้าเว็บไซต์เหล่านี้สามารถถูกสร้างขึ้นได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณ ซึ่งอาจจะอยู่ในหน้าโฮมเพจ หน้าผลิตภัณฑ์หรือในบล๊อกโพสต์

คุณจะต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าหน้าเว็บไซต์เหล่านี้จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาได้ หรือที่เรียกว่า on-page SEO 

ซึ่ง on-page SEO หมายถึงกระบวนการในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ด้วยการปรับปรุงหน้าเว็บไซต์เอง เช่น การปรับปรุงเนื้อหาบทความ โครงสร้างเว็บไซต์เป็นต้น เพื่อช่วยให้หน้าเว็บไซต์ของคุณได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้น

ผู้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการใช้คีย์เวิร์ดจำนวนมาก ในหนึ่งหน้าเว็บไซต์เป็นเรื่องที่ผิด

ซึ่งการใช้คีย์เวิร์ด ในทางปฏิบัติแล้วหากมีการใช้แบบไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้เป็นการทำ SEO ที่ดี เพราะ ปัจจุบัน Google สามารถทำความเข้าใจคำพ้องและคำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกันได้

อยากจะพิสูจน์ไหม? ด้านล่างเป็นตัวอย่าง เว็บไซต์ที่ได้รับการจัดอันดับที่ 1 ในหน้าผลการค้นหาจากการค้นหาคำว่า “best break dance song”

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

คุณรู้ไหมว่าเว็บไซต์นี้ใช้คำที่กล่าวถึง “best break dance song” คำตอบคือ “ศูนย์” แต่ Google ยังสามารถเข้าใจว่าคำเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับคำที่คุณใช้ในการค้นหา

คุณพร้อมที่จะเริ่มเขียนเนื้อหาแล้วยัง?… คุณสามารถทำตามเคล็ดลับด้านด้านล่างนี้ได้

2.1 เขียนเนื้อหาบทความที่มุ่งเน้นไปยังความตั้งใจในการค้นหา
เพราะ Google มักต้องการให้ผู้ใช้ได้รับความพึงพอใจ นั่นหมายถึงสำหรับ Google การมองหาสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ หรือที่เรียกว่าเจตนาในการค้นหา และนำเสนอผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นั่นหมายถึง หากคุณต้องต้องการที่จะได้รับการจัดอันดับใน Google คุณจะต้องมีการเขียนเนื้อหาบทความให้ตรงกับเจตนาของผู้ค้นหา

โชคดีที่นั่นก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะตั้งแต่ Google เริ่มที่จะแสดงเนื้อหาบทความที่มีความเกี่ยวข้องกับความต้องการมากที่สุด เราก็สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้

ด้วยการลองดูที่การจัดอันดับผลลัพธ์ที่จะสามารถบอกคุณได้ว่า ผู้คนต้องการอะไร เช่น คุณสามารถดูที่ SERP Overview จากคำว่า “back pain relief” ตามตัวอย่างด้านล่ง

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

หรือคุณสามารถทำโดยใช้ คีย์เวิร์ดเป้าหมายในการค้นหาบน Google แต่อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่คุณได้จะมีการอ้างอิงจากการค้นหาในประเทศนั้นๆ โดยอัติโนมัติ

นั่นดูเหมือนผลลัพธ์ทีได้รับการจัดอันดับสูงสุดจะเป็นการโพสต์บล๊อก ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องการคำตอบในเรื่องของการรักษาและการบรรเทาอาการปวดหลังด้วย

นั่นหมายถึง หากคุณต้องการใช้คีย์เวิร์ดนี้ คุณอาจจะได้รับการจัดอันดับมากขึ้นหากเนื้อหาบทความมีการพูดถึง เคล็ดลับในการรักษาและการบรรเทาอาการปวดหลัง

2.2 ต้องมั่นใจว่าเนื้อหาบทความของคุณสามารถอ่านและเข้าใจได้ง่าย
ผู้เชี่ยวชาญในการทำ SEO ส่วนใหญ่มักจะเชื่อว่า Google มักจะประเมิณจากสัญญาณของผู้ใช้ (เช่น จากการใช้เวลาในหน้าเพจ) ในการจัดอันดับ

หากคุณมีเนื้อหาบทความที่สามารถอ่านหรือเข้าใจได้ยาก ผู้ใช้จะทำการย้อนกลับออกจากหน้าเว็บไซต์ของคุณอย่างรวดเร็ว นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าสัญญาณจากผู้ใช้

อย่าให้ความสนใจเฉพาะการทำ SEO แต่ควรมุ่งเป้าไปยังหน้าหลักในการเข้าถึง หน้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการ ซึ่งหน้าเว็บไซต์เหล่านี้จะเป็นหน้าเว็บที่จะช่วยดึงดูดผู้ใช้ได้ ซึ่งหากหน้าเว็บไซต์มีความซับซ้อนและเข้าใจได้ยาก นั่นถือเป็นการทำ SEO ที่ไม่ดี และอาจจะส่งผลที่ไม่ดีให้กับธุรกิจของคุณได้

ดังนั้นคุณจะสามารถดึงดูดผู้คนจากการส่งอีเมล หรือทำการซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณได้อย่างไร หากผู้คนไม่สามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ของคุณได้

ดังนั้นควรทำให้เนื้อหาบทความของคุณเข้าใจง่าย และใช้เคล็ดลับเหล่านี้
– หลีกเลี่ยงการใช้คำยากๆ เพราะการใช้คำยากๆ อาจจะส่งผลให้คุณใช้คำผิดได้ ดังนั้นจงเลือกใช้คำง่าย
– เลือกการใช้รูปแบบคำอย่างเช่น ตัวหนา ตัวเอน และลำดับความเป็นข้อๆ 
– เพิ่มการใช้สื่อต่างๆ เช่นรูปภาพ วีดีโอ และ GIFs เพื่อแสดงคำอธิบายหัวข้อของคุณเพิ่มเติม และช่วยไม่ให้บทความของคุณเต็มไปด้วยตัวหนังสืออย่างเดียว
– ใช้เครื่องมือตัวอักษร Hemingway เพื่อช่วยให้บทความของคุณอ่านง่ายขึ้น

2.3 สร้างแท็กชื่อและคำอธิบายหัวข้อ
หากเราพูดถึงหน้าเว็บไซต์หน้าแรก ซึ่งหน้านี้ก็เปรียบได้กับครึ่งหนึ่งของความสำเร็จ และอีกครึ่งก็จะเป็นในส่วนของการพยายามชักจูงให้ผู้ค้นหาเลือกคลิกเข้ามายังหน้าเว็บไซต์ของคุณแทนที่เว็บไซต์อื่นๆ 

แล้วคุณจะทำแบบนั้นได้อย่างไร? ซึ่งการเขียนหัวข้อแท็กและคำอธิบายหัวข้อ เป็นเหมือนแรงจูงใจให้ผู้ค้นหาทำการคลิก

ยิ่งคุณได้รับคบิกมากเท่าไหร่ คุณก็จะมีการเข้าชมมากเท่านั้น (และการเข้าชมจำนววนมากขึ้นก็หมายถึงคุณมีโอกาสในการขายมากขึ้นด้วย)

ยิ่งไปกว่านั้นอัตราการคลิก (CTR) สามารถช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีการจัดอันดับที่สูงขึ้นด้วย

เราลองมาดู เคล็ดลับในการเขียนคำอธิบายหัวข้อคำอธิบายเนื้อหา (Meta titles) และคำอธิบายหัวข้อกัน
ต้องเขียนให้กระชับ เพราะ Googe จะทำการตัดทอนทั้งคำอธิบายเนื้อหาและคำอธิบายหัวข้อตามความยาวที่กำหนด คุณสามารถใช้ SERP ช่วยในการตรวจสอบได้ ว่าคำอธิบายของคุณมาความยาวเกินกำหนดหรือไม่
ใช้คำที่ดูมีพลังอย่างว่า ยอดเยี่ยม ดีที่สุด เรื่องจริง หรือคำอื่นๆ เพราะคำเหล่านี้ส่งผลกับอารมณ์ของผู้อ่านและสามารถดึงดูดให้พวกเขาทำการคลิกได้
แทรกคีย์เวิร์ดไว้ด้วย นี่อาจจะไม่ได้เป็นการบังคับ เพราะในบางครั้งอาจจะดูไม่เข้าท่าเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม นี่ก็ยังคงเป็นวิธีการที่ดีที่คุณจะได้แสดงให้ผู้ใช้หน้าเว็บไซต์ของคุณเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาค้นหาอย่างไร

2.4 ใช้คำอธิบายแทรกใน URLs
คำอธิบาย URLs  จะบอกให้รู้ได้ว่าคุณมีความคาดหวังอย่างไรจากหน้าเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น https://ahrefs.com/blog/local-seo/ 

ซึ่งคุณไม่ต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญมากมาย คุณก็สามารถบอกได้ว่าหน้าเว็บไซต์นี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ “local SEO” ซึ่งคุณจะสามารถรู้ได้ทันทีเพียงแต่การดูจาก URL และนั่นส่งผลให้มีอัตราการคลิกเพิ่มขึ้นด้วย เพราะผู้ใช้งานจะรู้ได้ทันทีว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

ไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากหากมีการสร้างลิงก์ย้อนกลับจากข้อความตัวอักษร (Anchor text) ก็จะมีการเชื่อมโยงไปยังคีย์เวิร์ดของคุณด้วย

2.5 เพิ่มลิงก์ภายใน
ลิงก์ภายในจะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างหน้าเว็บไซต์ของคุณ ภายในเว็บไซต์ของคุณเอง เพราะอะไรสิ่งนี้จึงสำคัญ

เนื่องจากลิงก์ภายในสามารถช่วยให้มีการคลิกผ่านหน้าเว็บไซต์ที่มีการจัดอันดับ และเป็นการแสดงสิทธิ์ในหน้าเว็บไซต์ แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะGoogle จะสามารถมองเห็นลิงก์ภายใน และจะช่วยให้ Googleสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น

โชคร้ายที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่ละเลยการสร้างลิงก์ภายใน แต่พวกเขามักจะมุ่งเน้นไปยังการสร้างหน้าเว็บไซต์ แต่ลืมที่จะทำการเชื่อมโยงแต่ละหน้าเข้าด้วยกัน

อย่าทำสิ่งที่ผิดพลาดนี้อีก จงเริ่มทำลิงก์ภายในตอนนี้เลย คุณจะต้องมีหน้าเว็บไซต์ของคุณที่ต้องการลิงก์ ที่มีการแทรกคีย์เวิร์ดไว้ด้วย

หากคุณลองไปยัง Google ป้อน เว็บไซต์: โดเมนของคุณ.com + “คีย์เวิร์ด” ในช่องค้นหา หน้าแสดงผลการค้นหาจะแสดงให้คุณเห็นหน้าเว็บไซต์ของคุณที่มีการใช้คีย์เวิร์ดเป้าหมายนี้ เช่น หากเราต้องการเพิ่มลิงก์ภายในไปยังโพสต์ “WordPress SEO” คุณจะได้เห็นผลลัพธ์ตามด้านล่าง

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

จากนั้นเข้าผ่านไปยังหน้าเว็ยไซต์เหล่านี้ เพื่อที่จะค้นหาจุดที่คุณสามารถเพิ่มลิงก์ายในเข้าไปได้

หากคุณเลือกใช้เครื่องมือ Ahrefs’ SEO Toolbar คุณจะสามารถทำการดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์เหล่านี้จาก SERP ได้

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

จากนั้นในไฟลล์ CSV คุณสามารถทำการค้นหาหน้าที่มีผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่จะสร้างลิงก์ภายใน

3. ปรับปรุงหน้าเว็บไซต์ที่มีปัญหาทางเทคนิคต่างๆ

วิธีการที่รวดเร็วที่สุดในการระบุปัญหาทางเทคนิคของเว็บไซต์คือการตรวจสอบผ่านเครื่องมือที่ชื่อว่า Site Audit ทันทีที่เครื่องมือเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณ เครื่องมือจะแสดงปัญหาทางเทคนิคทั้งหมดของเว็บไซต์ของคุณ

สิ่งที่คุณต้องทำคือตรวจสอบความผิดพลาดของ URLs และทำตามคำแนะนำที่เครื่องมือได้ให้ไว้ (ซึ่งปัญหาต่างๆ จะถูกจัดเรียงตามลำดับความสำคัญ)

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

ต่อจากนี้เราจะทำการแนะนำเทคนิคการแก้ปัญหาทางเทคนิค SEO ทั้ง 2 แบบที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมักจะต้องเผชิญ

3.1 ทำให้เว็ยไซต์ของคุณปลอดภัยด้วยการใช้ HTTPS
ลองดูที่ล๊อคตามรูปด้านล่าง

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

เว็บไซต์ของคุณจะปลอดภัย หากคุณมีการตั้งค่าการใช้งานผ่าน HTTPS นั่นหมายถึงเว็บไซต์ของคุณมีการเข้ารหัสแล้ว ดังนั้นเฉพาะคอมพิวเตอร์และเซิฟเวอร์ของคุณเท่านั้นที่จะสามารถมองเห็นข้อมูลที่ส่งจากเบราเซอร์ของคุณ

และความปลอดภัยนับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่ Google ได้เคยเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2014 ว่า HTTPS ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ Google ใช้พิจารณาในการจัดอันดับ

แม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การจัดอันดับเพียงเล็กน้อย แต่คุณยังคงต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าคุณมีการตั้งค่าใช้มี HTTPS ทั่วทั้งเว็บไซต์

3.2 ต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าเว็บไซต์ของคุณสามารถดาวน์โหลดได้อย่างรวดเร็ว
คุณก็คงไม่ชอบ หากคุณต้องใช้เวลานานในการดาวน์โหลดหน้าเว็ยไซต์ของคุณใช่ไหม? ลูกค้าของคุณก็คงไม่ชอบเช่นเดียวกัน

หากคุณต้องการที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า คุณจะต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าหน้าเว็บไซต์ของคุณสามารถดาวน์โหลดได้รวดเร็ว

ยิ่งไปกว่านั้น การที่หน้าเว็ยไซต์ของคุณสามารถดาวน์โหลดได้อย่างรวดเร็วยังส่งผลดีให้กับคุณด้วยเพราะเมื่อปี 2010 ได้มีการประกาศจาก Google ว่าความเร็วในการดาวน์โหลดก็ส่งผลกับการจัดอันดับเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ที่ Google ได้ให้ความสนใจกับการจัดอันดับจากการใช้งานบนมือถือมากขึ้น

ซึ่งเครื่องมือจะสามารถทำการตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณหน้าไหนมีอัตราการดาวน์โหลดช้าเช่นกัน

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

แต่หากคุณไม่ได้ทำการรวบรวมข้อมูลข้อผิดพลาด คุณสามารถใช้งาน Page Speed Insights ของ Google เพื่อตรวจสอบความเร็วของหน้าเว็บไซต์ของคุณ

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

อย่างไรก็ตามเครื่องมือ Page Speed Insights จะสามารถช่วยตรวจสอบความเร็วของแต่ละหน้าเว็บไซต์ของคุณได้ และนั่นถือเป็นเรื่องง่ายหากเว็บไซต์ของคุณมีขนาดเล็ก เนื่องจากใช้เวลาไม่นานในการตรวจสอบ

ลองดู เคล็ดลับด้านล่างที่จะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มความเร็วหน้าเว็บไซต์ ได้
1. เลือกเว็บโฮสติ้งที่ดี ซึ่งโฮสติ้งที่คุณเลือกใช้จะส่งผลกับความเร็วของหน้าเว็บไซต์คุณได้ 
2. ลดขนาดรูปภาพ ซึ่งหากคุณใช้ WordPress คุณสามารถเลือกใช้ปลั๊กอินที่ชื่อว่า ShortPixel เครื่องมือนี้จะช่วยลดขนาดภาพที่คุณอัพโหลดขึ้นไปบนหน้าเว็บไซต์ให้คุณอัตโนมัติ โดยยังคงรักษาคุณภาพของเว็บไซต์ไว้
3. เปิดการใช้งานแคชเบราว์เซอร์ เพราะหากคุณมีการเปิดใช้งานแคชเบราว์เซอร์ ผู้เช้าชมเว็บไซต์ของคุณจะสามารถทำการจัดเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของคุณลงในหน่วยความจำของพวกเขาได้ 

และในทางกลับนั่นจะช่วยให้พวกเขาสามารถดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์ของคุณได้โดยไม่ต้องร้องขอการเชื่อมต่อไปยัง HTTP ในการเข้าชมครั้งต่อไป (นั่นจะช่วยให้หน้าเว็บไซต์ของคุณดาวน์โหลดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น) 

ซึ่งด้วยโปรแกรม WordPress คุณสามารถเลือกใช้ปลั๊กอินที่ชื่อว่า W3 Total Cache ที่จะสามารถช่วยให้คุณเปิดใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น

แต่หากคุณไม่ได้ใช้งาน WordPress? ลองดูคำแนะนำตามเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อมองหาเคล็ดลัพธ์ ที่จะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มความเร็วให้กับเว็บไซต์ของคุณได้

4. การสร้างลิงก์

ลิงก์ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณถูกจัดให้อยู่ใน 3 อันดับแรกของหน้าผลการค้นหาของ Google 

ดังนั้นการสร้างลิงก์ถือเป็นเหตุผลสำคัญในการทำ SEO และนั่นหมายถึงการใช้กลยุทธ์ในการสร้างสรรค์ เพื่อทำให้เว็บไซต์อื่นๆ มีการลิงก์กลับมายังหน้าเว็บไซต์ของคุณ

มีกลยุทธ์ในการสร้างลิงก์มากมายที่ถูกพิสูจน์แล้ว ว่าใช้ได้ผลในการเพิ่มลิงก์ย้อนกลับมายังเว็บไซต์ของคุณ และนี่คือ 2 เคล็ดลับตัวอย่างที่คุณสามารถเลือกใช้งานได้

4.1.  การสร้างลิ้งก์จากเว็บไซต์โซเชียล 
ซึ่งในเว็บไซต์โซเชียลส่วนใหญ่มักจะเต็มไปด้วยผู้เข้าชมเป้าหมายของคุณที่กำลังพูดถึง แลกเปลี่ยน และถามคำถาม ที่เกี่ยวกับหัวข้อของคุณ ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้รวมถึงกลุ่มต่างๆ ใน Reddit, Quora, Facebook และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ต้องจำไว้ว่าหากคุณมีการสร้างลิงก์ในกลุ่มเหล่านี้ คุณมักจะไม่ได้รับการติดตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่ได้รับประโยชน์จากเว็บไซต์โซเชียลเหล่านี้ เพราะการที่คุณได้ทำการโปรโมทบนหน้าเว็บไซต์ของคุณจะช่วยให้มีการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณได้

และคุณก็สามารถทำแบบเดียวกันนี้ได้ใน Quora

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

ซึ่งการมีส่วนร่วมในชุมชนออนไลน์ การเป็นเพื่อน หรือการมอบประโยชน์ให้กับผู้เข้าชม จะช่วยให้คุณมีโอกาสในการโปรโมทเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น

และหากคุณสามารถให้คำตอบที่ดีกับคำถามที่ถูกถามไว้ใน Quora นั่นนับว่าเป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้คุณได้รับกรจัดอันดับ และได้มีโอกาสในการเชื่อมต่อมากขึ้นได้ไดยวิธีต่อไปนี้

โดยการเชื่อมต่อไปยัง Site Explorer > ป้อน quora.com > เลือก Top pages > ตั้งค่าตัวกรองโดยการใช้คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของคุณ

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

4.2 พยายามแทนที่ลิงก์ย้อนกลับของคู่แข่ง ด้วยลิงก์ของคุณ
หากคู่แข่งของคุณมีลิงก์มากกว่าของคุณ คุณไม่ต้องกังวล! เพราะคุณสามารถทำการแทนที่ลิงก์พวกนี้ได้ เพียงแค่คุณจะต้องตรวจสอบว่าใครกำลังทำการเชื่อมโยงกับคู่แข่งของคุณ และพยายามแทนที่ลิงก์เหล่านั้น

ซึ่งหากพวกเขามีการลิงก์ไปยังคู่แข่งของคุณ พวกเขาก็มีโอกาสที่จะทำการลิงก์ไปเว็บไซต์ของคุณได้

และวิธีที่รวดเร็วที่สุดคือการใช้งานเครื่องมือที่ชื่อว่า Link Intersect ที่จะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบได้ว่าใครได้ทำการลิงก์ไปยังคู่แข่งของคุณ แต่ไม่ได้ลิงก์ไปยังคุณ

อย่างเช่นตามตัวอย่างด้านล่าง ที่เราได้ป้อน URLs ของลิงก์คู่แข่งลงไป

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

คลิกเลือกที่ “Show link opportunities” ที่จะช่วยแสดงผลการลิงก์ทั้งหมด

การทำ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_ทำ seo Google_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก_การทํา seo wordpress_ขั้นตอนการทำ SEO ติดอันดับ google_เทคนิคการทำ SEO_เทคนิค SEO_Page Speed Insights

ที่เหลือที่คุณต้องทำคือ การวิเคราะห์ผลและค้นหาว่าทำไมพวกเขาถึงทำการลิงก์ไปยังคู่แข่งของคุณ แต่ไม่มีการลิงก์ไปยังคุณ 

บทสรุป
คำแนะนำในการทำ SEO ด้วยตัวเองนี้ ครอบคลุมไปถึงพื้นฐานในการทำ SEO ด้วย

ซึ่งคุณสามารถทำตามคำแนะนำนี้ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ของคุณ และช่วยให้มีการจัดอันดับจากคีย์เวิร์ดที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณได้

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ คุณก็จะได้รับการเชื่อมโยงมากขึ้นเท่านั้น และนั่นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายได้ด้วย

ซึ่งสิ่งที่คุณจะได้รับคือ โอกาสที่คุณจะมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงมีเงินในการลงทุนในการทำ SEO มากขึ้นด้วย จากนั้นคุณอาจจะเลือกจ้างเอเจนซี่ หรือที่ปรึกษาเพื่อยกระดับการทำ SEO ของคุณขึ้นไปอีกขั้น

อ้างอิงจาก: https://ahrefs.com/blog/diy-seo/
รูปภาพจาก: https://ahrefs.com/blog/diy-seo/