7 สิ่งที่จะทำให้คุณรู้ทัน Google ก่อนใคร

คงไม่มีใครในทุกวันนี้ที่ไม่รู้จัก Google อย่างน้อยก็ต้องเคยใช้เว็บไซต์ชื่อดังนี้ เพื่อเสิร์ชหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการ แต่สำหรับธุรกิจแล้ว Google เป็นมากกว่าแค่เครื่องมือค้นหา เพราะคือแหล่งทำเงิน และตัวช่วยที่ทำให้ธุรกิจก้าวไกลได้มากขึ้น 

ด้วยเหตุผลนี้ มันก็คงจะดีไม่น้อย ถ้าผู้ที่ทำธุรกิจและมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ได้รู้เกี่ยวกับ Google บ้าง เพราะถ้าเข้าใจเคล็ดลับต่างๆ แล้ว การนำเคล็ดลับเหล่านั้นมาปรับใช้ เพื่อพัฒนาธุรกิจและเว็บไซต์ของตัวเอง ก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

วันนี้เราจึงนำ 7 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Google มาบอกต่อกับคุณ ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อมกันได้เลย

#1 การลงโทษและการแบนของ Google ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เหมือนอย่างที่คนทั่วไปคิด

จุดประสงค์ของ Google คือถูกออกแบบมาเพื่อแสดงข้อมูลที่ผู้ใช้งานต้องการ ไม่ใช่มีไว้เพื่อจับผิดคนที่ทำผิด 

ยกตัวอย่างเช่น มีลิงก์แย่ๆ มากมายที่พุ่งเป้ามาที่ BMW หรือ BMW เองอาจจะเป็นคนสร้างลิงก์ไม่ดีขึ้นมาเองก็ได้ แต่ก็เป็นเรื่องยากที่ Google จะแบนเว็บไซต์ของ BMW เพราะ BMW มีชื่อเสียงโด่งดัง และมีผู้คนหลายล้านเข้าชมเว็บไซต์ในแต่ละปี

Google_Goolge ติดอันดับ_ทำ seo google_วิธีทำให้เว็บติดอันดับ google_รับทำ SEO

รูปภาพด้านบน แสดงค่าเฉลี่ยของบุคคลทั่วไปที่เสิร์ชหา BMW โดยไม่รู้ว่า SEO คืออะไร ไม่สนใจการสร้างลิงก์ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอัลกอริทึมของ Google เป็นยังไง 

พวกเขาคาดหวังแค่เมื่อเสิร์ชไปแล้ว จะต้องเจอผลการค้นหาที่เกี่ยวกับ BMW เท่านั้น และเมื่อเว็บไซต์ BMW ได้รับความนิยม Google ก็จะเชื่อใจเว็บไซต์ของ BMW ไปด้วย เหมือนอย่างที่ Eric Schmidt อดีตผู้บริหารของ Google กล่าวไว้ว่า

“แบรนด์ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นวิธีแก้ไข แบรนด์คือแนวทางว่าคุณจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงยังไง”

จากกรณีนี้สรุปได้ว่า Google รู้ว่าถ้าผู้คนเสิร์ชเว็บไซต์ BMW.com แล้วพบเว็บไซต์อื่นแทน จะทำให้มีโอกาสที่ผู้ใช้งานรู้สึกผิดหวัง แล้วไม่กลับมาใช้ Google อีก 

ซึ่งหมายความว่ารายได้ของ Google ก็จะลดลง Google จึงไม่จับผิดเว็บชื่อดังต่างๆ แต่ทำการปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมให้ปล่อยผ่านลิงก์แย่ๆ เช่น ลิงก์ที่ต้องเสียเงิน หรือ SEO ที่ไม่ดีแทน

ยกตัวอย่างกรณีของ Neil Patel นักการตลาดและผู้เชี่ยวชาญเทคนิค SEO ชื่อดัง เขาเคยได้รับลิงก์เว็บลามกจำนวนมากจากเว็บไซต์หนึ่ง ที่มีผู้เข้าชมมากกว่า 100,000 คนต่อเดือน เมื่อมีเว็บชื่อดังส่งลิงก์อนาจารมาให้ Neil แต่ Google ไม่ได้จัดการอะไรเลย และปล่อยผ่านลิงก์ลามกเหล่านั้นไป

แต่ traffic ของเว็บไซต์ Neil ก็ยังเท่าเดิม ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ไปด้วย เขาจึงได้เรียนรู้ว่า ถ้าเว็บไซต์ของคุณไม่ได้แหกกฎหรือสร้างเรื่องร้ายแรงเกินไป Google ก็จะไม่แบนเว็บไซต์ของคุณอย่างแน่นอน

#2 Google ใช้เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ทำงาน

แน่นอนว่ามีทีมงานที่เป็นมนุษย์ทำงานให้ Google มากมาย แต่ Google ก็ยังชอบการใช้เครื่องจักและหุ่นยนต์มากกว่า โดยจะใช้เทคโนโลยีสร้างเครื่องจักรที่สามารถเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบ และจัดการหาวิธีแก้ไข พร้อมทั้งจดจำเพื่อนำมาใช้อีกครั้งเมื่อเกิดปัญาเดิมในอนาคตอีกด้วย 

เมื่อ Google ชอบระบบเครื่องจักรอัตโนมัติมากกว่า ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องจ้างคนเป็นพันๆ คนมาปรับปรุงอัลกอริทึม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Digg เว็บไซต์เกี่ยวกับข่าวเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ จึงเข้าถึง Google ไม่ได้ เพราะอัลกอริทึมของ Digg นั้นต้องการการทำงานจากฝีมือมนุษย์มากเกินไป

คุณสามารถดูการอัปเดตอัลกอริทึมของ Google ได้ที่ Search Engine Land และ Search Engine Roundtable แต่ถ้าคุณอยากโฟกัสต่อสิ่งที่ดีที่สุดต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ คุณก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเช็กการอัปเดต Google บ่อยขนาดนั้น

หาก traffic ของคุณไม่นิ่งก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะทุกเว็บไซต์ล้วนประสบปัญหานี้ แต่พวกเขาเลือกที่จะเรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลว แล้วจึงนำมาปรับใช้ แน่นอนว่าวิธีที่พวกเขาใช้แก้ปัญหา ก็ล้วนเป็นระบบสั่งการอัตโนมัติทั้งสิ้น

ถ้าคุณอยากทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ประทับใจมากที่สุด คุณควรเช็ก search traffic บ่อยๆ และไม่ต้องวิตกเมื่อเห็นว่า search traffic ของคุณลดลงเนื่องจากการอัปเดตของอัลกอริทึม เพราะมันจะค่อยๆ ดีขึ้นเองตามลำดับ

#3 ไม่ควรเสียเงินให้กับโดเมนหมดอายุ หรือทางลัดอื่นๆ

เมื่อครั้งที่ Neil ยังหนุ่ม ความทะเยอทะยานทำให้เขาคิดว่าเขาเก่งเกินใคร และพยายามขวนขวายในเส้นทางการตลาด จนกระทั่งได้พบทางลัดที่ทำให้เขากลายเป็นตัวท็อป

หนึ่งในทางลัดนั้นคือ การซื้อโดเมนหมดอายุ แล้วนำมาทำให้มันดีขึ้น โดย Neil ได้ซื้อโดเมนที่มี backlink ของ EDU และ GOV และพยายามทะยานขึ้นสู่การติดอันดับ Google ด้วยแนวทางที่เรียกว่า “คาสิโนออนไลน์” หลังจากนั้น เว็บไซต์ของ Neil ก็ติดอันดับดีเกินคาด เช่นเดียวกับที่วิธีลัดวิธีอื่นๆ ช่วยเพิ่มอันดับได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เพียงไม่นานเท่านั้น

โดเมนหมดอายุไม่ได้ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณไปได้ไกลขนาดนั้น เพราะ Google รู้ดีว่ามีผู้คนที่ซื้อโดเมนหมดอายุแบบนี้ แถม Google ยังเชื่อมต่อโดยตรงกับเว็บไซต์ขายโดเมนอย่าง GoDaddy อีกด้วย นั่นเท่ากับว่า Google รู้ว่าเว็บใดบ้างที่ทำการซื้อโดเมน รวมทั้งรู้ข้อมูลของผู้ที่ซื้อด้วย

#4 Google ไม่สนใจลิงก์เชิญชวน (Guest Post)

คุณเคยได้รับอีเมลเชิญชวนให้คุณจ่ายเงินซื้อลิงก์ โดยอ้างชื่อของเว็บไซต์ Entrepreneur Forbes BuzzFeed หรือเว็บไซต์ที่มีโดเมนเป็นที่รู้จักหรือไม่? เราขอเดาว่าหลายๆ คนอาจจะเคยได้รับอีเมลทำนองนี้

Google_Goolge ติดอันดับ_ทำ seo google_วิธีทำให้เว็บติดอันดับ google_รับทำ SEO

เมื่อได้รับอีเมลหนึ่งแล้ว ก็จะมีอีเมลต่อไปเข้ามาเรื่อยๆ

Google_Goolge ติดอันดับ_ทำ seo google_วิธีทำให้เว็บติดอันดับ google_รับทำ SEO

เว็บไซต์ชื่อดังในปัจจุบันนี้ล้วนไม่สนใจลิงก์เหล่านี้แน่นอน แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่คุณจะเสิร์ชหา URL และโปรไฟล์ของกลุ่มคนที่ส่งอีเมลเชิญชวนมาให้ ซึ่งคุณสามารถลองเสิร์ชคำว่า Guest Writer ใน Entrepreneur ได้ แล้วคุณก็จะพบกับบทความในหัวข้อลักษณะนี้ ตามรูปภาพด้านล่าง

Google_Goolge ติดอันดับ_ทำ seo google_วิธีทำให้เว็บติดอันดับ google_รับทำ SEO

เราไม่ได้กำลังกล่าวหาบุคคลในภาพว่าเขาขายลิงก์ แต่เราต้องการสื่อว่า มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่ Google จะค้นหาบทความในลักษณะนี้พบ และทำการลดรายได้ของลิงก์เหล่านั้น นักการตลาดชื่อดังหลายคนก็ไม่สนับสนุนลิงก์พวกนี้ และยังออกมาบอกด้วยว่ามันไร้ประโยชน์มาก

Google_Goolge ติดอันดับ_ทำ seo google_วิธีทำให้เว็บติดอันดับ google_รับทำ SEO
Google_Goolge ติดอันดับ_ทำ seo google_วิธีทำให้เว็บติดอันดับ google_รับทำ SEO

และ Google เองก็ให้ความเห็นกับเรื่องนี้ว่า

“Google จะลดรายได้และเพิกเฉยลิงก์แย่ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเรารับรู้ได้จาก Penguin อัลกอริทึมที่ช่วย Google ให้ลดรายได้ลิงก์ที่ไม่ดี”

หากคุณอยากสร้างลิงก์ผ่าน guest post โดยเฉพาะลิงก์ที่มีหัวข้อว่าเป็น guest post อย่างเปิดเผย ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะมีค่าเกือบเป็นศูนย์ เพราะมันแทบไม่ได้ช่วยเพิ่มอันดับการค้นหาของเว็บไซต์ของคุณเลย

#5 Google ไม่ได้ลดจำนวนคลิกที่ผู้เข้าชมกดมายังเว็บไซต์ของคุณ แต่ Google พยายามสร้างผลงานให้ดีขึ้น

ในระยะหลังมานี้ มีผู้คนมากมายไม่พอใจที่ Google ไม่กระตุ้นยอด traffic ให้กับเว็บไซต์ต่างๆ แต่สนับสนุนให้ผู้ใช้งานเลือกใช้ Google เพียงอย่างเดียว นักการตลาดบางคนไม่พอใจมาก ที่ Google ทำราวกับว่าเอาบทความของพวกเขามาใช้ประโยชน์ แต่พวกเขากลับไม่ได้รับอะไรเลย

แต่ในความเป็นจริงแล้ว Google ก็ยังให้ traffic กับเว็บไซต์ต่างๆ โดยไม่คิดเงินตามเดิม หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า Google จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ที่จริง Google ต้องการหาสิ่งที่ดีที่สุดใหักับผู้ใช้งาน ไม่ใช่เพื่อนักการตลาดหรือเจ้าของเว็บไซต์ที่ไหน

บางคนอาจจะแย้งว่า Google ต้องการแค่ค่าโฆษณาเท่านั้น แต่คุณลองดูรูปด้านล่างแล้วพิจารณาดู ว่า Google เป็นอย่างที่โดนกล่าวหาหรือเปล่า

Google_Goolge ติดอันดับ_ทำ seo google_วิธีทำให้เว็บติดอันดับ google_รับทำ SEO

คำตอบคือ “Google พยายามลดโฆษณาลง โดยเริ่มจากการลบโฆษณาในกรอบสีแดงออกทั้งหมด และมีโฆษณาแค่เล็กน้อยในด้านบนของหน้าผลการค้นหาเท่านั้น แม้ว่าบางคนอาจจะไม่ชอบที่ Google อิงโฆษณามากขนาดนี้ แต่ก็อย่าลืมว่า Google เองก็เป็นบริษัทที่ต้องทำเงินเช่นกัน”

Google ไม่ได้ทำตามใจนักการตลาดหรือเจ้าของเว็บไซต์ใดๆ แต่ทำตามผลการสำรวจจากคนหมู่มาก 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ใช้งานส่วนใหญ่บอกว่าไม่ชอบกราฟแสดงผล Google ก็จะนำกราฟออก หรือถ้าผู้ใช้งาน 99% บอกว่าอยากให้มีลิงก์ต่อหนึ่งหน้ามากกว่านี้ Google ก็จะเพิ่มลิงก์เข้าไปให้

สิ่งที่คุณเรียนรู้ได้จากตรงนี้คือ ไม่ต้องกังวลถ้า Google จะนำบทความของคุณมาใช้ หรือ Google จะลดยอด organic search ของคุณ เพราะจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอนอยู่แล้ว โดยเกิดขึ้นตามเสียงผู้ใช้งานส่วนมากที่ Google ตรวจพบ

#6 เพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ ด้วย YouTube

Google ชอบบทความที่เป็นตัวหนังสือ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแทบทุกบริษัทถึงสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา แต่การติดอันดับในหน้าผลการค้นหาของ Google ในทุกวันนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน ยกเว้นว่าคุณจะเพิ่มโอกาสให้ตัวเอง ด้วยการขยายช่องทางให้เป็นที่รู้จัก 

YouTube คือเส้นทางแห่งโอกาสที่ยอดเยี่ยม ผู้ใช้งานชื่นชอบและนิยมการเสิร์ชใน YouTbe เป็นจำนวนมาก แต่แน่นอนว่าเมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางของโอกาสที่มากขึ้น คู่แข่งก็จะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่คุณควรลองใช้ YouTube มีดังต่อไปนี้

– มีผู้ใช้งานที่แอคทีฟกว่า 19 ล้านคนต่อเดือนใน YouTbe
– มีผู้ใช้งานเพียง 50 ล้านคนเท่านั้นที่เผยแพร่วิดีโอใน YouTube
– เวลาที่ยอดวิวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 40 นาที
– มีการดูวิดีโอประมาณ 5 พันล้านคลิปต่อวัน
– มีผู้ชมผ่านทางโทรศัพท์กว่า 500 ล้านวิวต่อวัน

ซึ่ง YouTube Channel ของ Neil Patel สามารถทำยอดวิวได้ที่ 724,464 วิวต่อเดือน

Google_Goolge ติดอันดับ_ทำ seo google_วิธีทำให้เว็บติดอันดับ google_รับทำ SEO

และมียอดวิวที่มาจากการเสิร์ชกว่า 185,290 วิว

Google_Goolge ติดอันดับ_ทำ seo google_วิธีทำให้เว็บติดอันดับ google_รับทำ SEO

YouTube เป็นตัวช่วยให้คุณมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ และรู้จักคุณมากขึ้นถึงเดือนละ 100,000 วิว ถ้าไม่ใช่ YouTube ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะมีผู้คนคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์มากขนาดนี้ และนั่นก็จะช่วยให้คุณติดอันดับบน Google ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะถ้าคุณรู้เทคนิค YouTube SEO

#7 Google เตรียมพร้อมแล้วสำหรับโลกแห่งอนาคต

ทีมงาน Google กล่าวว่า โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน และ Google เองก็พยายามปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้น 

ยกตัวอย่างเช่น มีผู้ใช้งานมากมายที่ใช้ฟังก์ชันการสั่งงานผ่านเสียง เช่น Alexa และ Google Home และมีผู้ใช้งานจากโทรศัพท์มากถึง 20% ที่เลือกใช้ฟังก์ชันนี้ โดยจำนวนผู้ใช้งานผ่านเสียงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามกราฟแสดงผลด้านล่าง

Google_Goolge ติดอันดับ_ทำ seo google_วิธีทำให้เว็บติดอันดับ google_รับทำ SEO

และไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เพราะโลกแห่งอินเทอร์เน็ตและโลกแห่งความเป็นจริง กำลังถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน จากที่มีรถยนต์ไร้คนขับ ตอนนี้ Google ได้พยายามเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น โดยเริ่มจากคิดค้นของใช้ต่างๆ เช่น เตาอบที่สามารถทำงานอัตโนมัติ ด้วยระบบสั่งการด้วยเสียง

ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างภายในอนาคต Google เองก็ไม่รู้เช่นกัน แต่ Google ก็ได้เตรียมผลิตภัณฑ์ผสานเทคโนโลยี เพื่อมาช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้คนได้

ยกตัวอย่างเช่น Google เข้าใจว่าเด็กๆ มีวิธีการใช้ Google ที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ ดังนั้น เมื่อเวลาที่เด็กๆ ใช้งานผ่านทาง Alexa ก็จะแสดงผลการค้นหาไปยังหน้าจอของผู้ปกครองได้เช่นกัน

สิ่งที่คุณควรทำคือ การปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลคยี เพื่อให้มั่นใจว่าคุณสามารถสร้าง traffic กับ Google ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องปรับเปลี่ยนแค่กลยุทธ์ทาง SEO เท่านั้น คุณควรปรับเปลี่ยนบริษัทและเว็บไซต์ของคุณ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งาน เพื่อให้พวกเขาประทับใจคุณให้ได้มากที่สุด

ในฐานะที่คุณเป็นผู้ผลิต การจับจุด Google ได้ก็อาจทำให้คุณสามารถพัฒนาเว็บไซต์และบริษัทของคุณให้ก้าวไกลได้มากขึ้น แต่สิ่งง่ายๆ ที่คุณควรทำมากที่สุดคือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา หมายความว่า ให้คุณลองคิดภาพว่าถ้าคุณเป็นลูกค้า หรือเป็นผู้ใช้งานเว็บไซต์ต่างๆ สิ่งที่คุณคาดหวังจากการบริการ จากสินค้า หรือจากเว็บไซต์เหล่านั้นคืออะไร 

Google เองก็ใช้หลักการนี้เช่นเดียวกัน ผู้คนถึงยังใช้งาน Google อย่างล้นหลามไม่เปลี่ยนแปลง เพราะ Google ทั้งสำรวจสิ่งที่ผู้ใช้งานส่วนมากต้องการ ทั้งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้คน ที่จะเกิดขึ้นภายในอนาคต รวมทั้งปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมให้เข้ากับผู้ใช้งานส่วนมาก

การใช้กลยุทธ์ SEO และการเข้าใจการทำงาน ของ Google เป็นตัวช่วยส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณพัฒนาบริษัทของคุณ แต่ถ้าคุณเข้าไปอยู่ในใจของลูกค้าได้ นี่ก็อาจจะเป็นวิธีที่ได้ผลดียิ่งกว่าการจับทางของ Google เสียอีก

อ้างอิงจาก https://neilpatel.com/blog/seo-lessons-google/