7 ขั้นตอนง่ายๆ ทำ SEO สำหรับผู้เริ่มต้น

หากว่าคุณกำลังเริ่มต้นทำธุรกิจเว็บไซต์และกำลังหาข้อมูล แน่นอนว่าสิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ คือ “การทำ SEO” และหากคุณพิมพ์ค้นหาคำว่า “ทำ SEO” ผ่าน Google คุณก็จะได้รับข้อมูลมากมายแบบไม่มีสิ้นสุดเกี่ยวกับการทำ SEO

ทว่าอาจมีข้อมูลบางอย่างหรือคำศัพท์เกี่ยวกับการทำการตลาดออนไลน์ หรือภาษาคอมพิวเตอร์ที่คุณไม่เข้าใจ อย่างเช่น Backlinks, Search Engine หรือ Crawling และอีกสารพัดคำศัพท์ที่ทำให้คุณเริ่มกุมขมับ

ทำใจเย็นๆ ก่อน เราขอบอกว่าคุณมาถูกทางแล้ว เพราะวันนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการทำ SEO ง่ายๆ ฉบับมือใหม่ เพื่อให้คุณสามารถเรียนรู้และนำขั้นตอนเหล่านี้ไปปรับใช้ได้จริง ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันเลย

เริ่มตั้งแต่คุณต้องรู้ว่า Search Engines คืออะไร?

Search Engines คือโปรแกรมค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ที่จะแสดงข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆ เมื่อเราพิมพ์ Keywords หรือคำค้นหาใดๆ ลงบนเว็บ Search Engines 

สำหรับเว็บ Search Engines ที่ผู้คนทั่วโลกนิยมใช้ในการสืบค้นข้อมูล ได้แก่ Google, Yahoo, Bing, Naver, Baidu และ Yandex โดยพื้นฐานการทำงานของเว็บ Search Engines คือ เก็บรวบรวมรายชื่อของเว็บไซต์ต่างๆ ไว้เป็นหมวดหมู่ ทำให้ง่ายต่อการค้นหาข้อมูล 

ตามรายงานเดือนพฤศจิกายน ปี 2019 โดยเว็บไซต์ netmarketshare พบว่า 75% ของการค้นหาทั้งหมดผ่าน Google Search Engine อันดับที่สองคือ Bing Search Engine ที่มี 9.97% และอันดับที่สามคือ Baidu Search Engine โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 9.34%

จากรายงานจะเห็นได้ว่า มันเป็นความแตกต่างที่น่าตกใจไม่น้อย สำหรับเปอร์เซ็นต์การถูกใช้งานของเว็บ Search Engines ระหว่างอันดับที่ 1 และ 2 ดังนั้น อะไรคือสิ่งที่ Google ต่างจากเครื่องมือการค้นหาอื่นๆ และคำตอบ คือ

1. ขนาดของฐานข้อมูล
2. วิธีที่พวกเขากำหนดหน้าที่เกี่ยวข้องหรือหน้าที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงกัน
3. ความเชี่ยวชาญด้านตลาดของ Contents แต่ละประเภท (วิดีโอ บทความ อินโฟกราฟิก)

นอกจากนี้การที่ทำให้ Google ครองแชมป์ด้านเว็บ Search Engine อันดับหนึ่ง ส่วนหนึ่งมาจากการจัดทำดัชนี (Index) รวมถึงวิธีการคำนวณการจัดเรียงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งทำงานโดยอัลกอริทึมของ Google ที่ใครก็รู้ว่ามันช่างซับซ้อนและคาดเดาได้ยาก

กล่าวโดยสรุปคือ เป็นที่ยอมรับกันดีว่า Google Search Engine เป็นเว็บ Search Engine อันดับหนึ่งของโลก ที่ผู้คนทั่วโลกใช้ในการสืบค้นข้อมูล นอกจากนี้ยังมีเว็บ Search Engine อื่นๆ ที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง เช่น  Naver ของเกาหลี, Baidu ของจีน และ Yandex ของรัสเซีย เป็นต้น 

ซึ่งความจริงแล้ว YouTube ก็ถูกจัดเป็นเครื่องมือค้นหาเช่นกัน!

Google ทำงานอย่างไร?

เมื่อเรารู้แล้วว่า Google Search Engine เป็นเว็บ Search Engine ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ดังนั้น เราต้องรู้จักกับกระบวนการในการค้นหาของ Google กันก่อน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ Crawling, Indexing และ Returning Queries ซึ่งจะทำให้คุณทราบว่า Google ทำงานอย่างไร 

1. เริ่มกันที่ Crawling คือ กระบวนการรวบรวมข้อมูลบนเว็บไซต์ ซึ่ง Crawl จะเดินทางเข้ามาสำรวจเว็บไซต์ของคุณโดยเริ่มต้นด้วยหน้าเว็บหนึ่ง จากนั้น Crawl จะค้นหาลิงค์ทั้งหมดในหน้าเหล่านั้น และมันจะทำการติดตามลิงค์นั้นๆ เพื่อเข้าไปสำรวจหน้าเว็บต่างๆ ถัดไปเรื่อยๆ จนในที่สุด Crawl จะค้นพบทุกสิ่งบนเว็บไซต์ของคุณ

ลองจินตนาการหากว่าคุณต้องเข้าไปสำรวจประเทศที่ไม่รู้จัก โดยที่คุณเริ่มขับรถจากเมืองเล็กๆ จากเมืองหนึ่งไปสู่เมืองหนึ่งด้วยถนนที่เชื่อมต่อกันไปเรื่อยๆ และระหว่างทางคุณก็ได้ทำการสำรวจและเก็บข้อมูลแต่ละเมืองที่คุณค้นพบไปด้วย จนกระทั่งคุณเก็บข้อมูลได้ครบทุกเมือง ก็เปรียบเสมือนกับ Crawl ที่เข้ามาสำรวจเว็บไซต์ของคุณผ่านลิงค์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อจากหน้าเว็บเพจหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่ง จนกระทั่งครบทุกหน้าในเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งนี่เป็นวิธีการเก็บข้อมูลของ Google และนำข้อมูลที่รวบรวมได้ไปทำการ Index ในขั้นตอนถัดไป

2. ต่อกันที่ Indexing เมื่อได้ข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ ผ่านกระบวนการเก็บข้อมูลของ Clawl แล้ว จากนั้น Google จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาจัดทำดัชนี (Indexing) ซึ่งหมายถึง การจัดระเบียบเนื้อหาของเว็บไซต์ โดยอัลกอริทึมของ Google จะทำการจัดเรียงเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และตรงกับคำค้นหาของผู้ใช้มากที่สุด

โดยการแสดงผลของข้อมูลจะปรากฏบนหน้า Search Engine ของ Google และแน่นอนว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับการทำ SEO อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าเนื้อหาของคุณมีประโยชน์ต่อผู้ใช้ แถมยังทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสที่จะถูกนำมาจัดแสดงผลในลำดับต้นๆ ของการค้นหา

และ 3. การแสดงผลข้อมูลการค้นหาของผู้ใช้ หรือ Returning Queries คือ กระบวนการทำงานลำดับสุดท้ายในส่วนของการค้นหา เมื่อผู้ใช้ป้อนคำค้นหาลงใน Search Engine จากนั้น Google จะค้นหาในฐานข้อมูลของหน้าเว็บที่ตรงกับคำค้นหาของผู้ใช้ แล้วแสดงผลออกมาโดยเรียงตามลำดับเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องและตรงกับเจตนาของผู้ใช้มากที่สุด ซึ่งความเกี่ยวข้องนี้ถูกกำหนดโดยอัลกอริทึม

น่าเสียดายที่ไม่มีใครรู้ว่าอัลกอริทึมของ Google จัดลำดับความสำคัญอย่างไร ยกเว้นปัจจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล คือ จำนวนลิงก์ย้อนกลับ (Backlinks) ที่มีคุณภาพจากเว็บไซต์อื่นสู่เว็บไซต์ของคุณในลักษณะการให้เครดิต หรือให้ผู้ใช้ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เนื้อหาในลิงค์ย้อนกลับของคุณ

“คุณจะเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณให้ตอบโจทย์ Google ได้อย่างไร”

ตอนนี้เรารู้แล้วว่า หน้าเว็บของเราต้องถูก Google เข้ามาสำรวจและเก็บข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ซึ่งนำเราไปสู่คำถามที่สำคัญ คือ “จะทำอย่างไร ให้เว็บไซต์ของคุณพร้อมสำหรับกระบวนการทำงานของ Google?” และ “จะเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณในเครื่องมือค้นหาได้อย่างไร?”

คำตอบโดยทั่วไปของสองคำถามข้างต้น คือ คุณต้องรู้จักประเภทของ SEO ก่อน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ SEO On-Page และ SEO Off-Page

SEO On-Page คืออะไร?

SEO On-Page คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ซึ่งช่วยในเรื่องการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ รวมทั้งการติดหน้าแรก Google โดยการปรับแต่งนี้ประกอบไปด้วย ปัจจัยดังนี้

Meta Description คือ ส่วนอธิบายรายละเอียดสั้นๆ ว่าเนื้อหาในเว็บไซต์นั้นเกี่ยวกับอะไร ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวจะไม่ได้แสดงในเว็บไซต์ของเรา แต่จะแสดงที่หน้า SERP (Search Engine Result Page) หรือหน้าแสดงผลการค้นหาของ Google

HTML (Hypertext Markup Language) เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่แสดงผลบนเว็บไซต์ ซึ่งเราสามารถใช้ Code HTML ในการสร้างคำสั่งต่างๆ ในการออกแบบให้เนื้อหาในบทความของเราน่าสนใจ เช่น การใช้รูปแบบตัวอักษรเป็นตัวหนา การขีดเส้นใต้ข้อความให้น่าสนใจ การจัดรูปแบบของรูปภาพหรือตาราง เป็นต้น

Alt Text หมายถึง คำหรือวลี ที่สามารถนำมาประกอบกับไฟล์รูปภาพเพื่อช่วยให้การค้นหามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แถมยังช่วยเรื่องการจัดลำดับใน Search Engine ด้วย

Title Tag หมายถึง ชื่อเรื่อง หรือส่วนหัวหลักที่แสดงให้ผู้ใช้เห็นในหน้าผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหา ดังนั้น คุณควรจะตั้งชื่อบทความให้น่าสนใจ ที่สำคัญควรจะใส่คีย์เวิร์ดสำคัญ เพื่อบ่งบอกว่าบทความนั้นๆ มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

SSL / HTTPS (Secure Socket Layer / Hypertext Transfer Protocol Secure) คือ การรักษาความปลอดภัยของหน้าเว็บไซต์นั้นๆ โดยใช้เทคโนโลยี SSL เพื่อรักษาความปลอดภัย ทำให้ผู้ใช้มั่นใจว่า ข้อมูลใดๆ ที่ป้อนลงบนเว็บไซต์นั้นๆ จะปลอดภัยและถูกเก็บเป็นความลับ ป้องกันการโจรกรรมข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต

โครงสร้าง URL (Uniform Resource Locator, Universal Resource Locator) ช่วยให้ Googlebot ค้นหาและรวบรวมข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้น

Internal Linking (การเชื่อมโยงภายในผ่านลิงค์ต่างๆ) จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ใช้ได้ใช้เวลาอยู่บนเว็บไซต์ของคุณนานขึ้น ซึ่งคุณควรสร้างบทความที่มีเนื้อหาสนับสนุนกับบทความเดิมที่คุณมีอยู่ เพื่อเพิ่มจำนวน Internal Links ให้เว็บไซต์ของคุณ

Page Performance (ประสิทธิภาพของหน้าเว็บไซต์) หมายถึง การแสดงผลหน้าเว็บไซต์ ทั้งการแสดงผลจากคอมพิวเตอร์หรือจากสมาร์ทโฟน

SEO Off-Page คืออะไร?

SEO Off-Page คือ การเอาปัจจัยภายนอกมาช่วยจัดอันดับให้เว็บไซต์ดีขึ้น ซึ่งมีองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

Backlinks (การเชื่อมโยงเว็บไซต์หนึ่งไปสู่อีกเว็บไซต์หนึ่งผ่านการคลิกลิงค์) จำนวนและคุณภาพของลิงค์ย้อนกลับที่มีต่อเว็บไซต์ของคุณนั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการทำ SEO เช่นกัน

Social Promotion (การโปรโมทในโซเซียล) อย่าลืมว่า Facebook, Twitter หรือ Instagram เป็นที่นิยมสำหรับผู้คนทั่วโลก และการโปรโมท Comtents ต่างๆ ลงยังโซเชียลในช่องทางดังกล่าว ก็ช่วยให้ผู้ใช้มีโอกาสคลิกอ่านลิงค์นั้นๆ เพิ่มขึ้น

เมื่อรู้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ทีนี้ Blacksheep จะพาคุณไปพบ 7 ขั้นตอนทำ SEO ที่เรารับรองว่าคุณสามารถทำตามได้อย่างง่าย ส่วนจะมีอะไรบ้าง ตาม Blacksheep มาดูกันเลย…

1. ทำความเข้าใจกับ Keywords ที่ผู้คนกำลังค้นหา

ผู้ใช้สามารถป้อน Keywords ที่หลากหลายบน Google Search Engine เกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาสนใจ ตัวอย่างเช่น พวกเขาสนใจเรื่องสถานที่เคาท์ดาวน์ปีใหม่ 2020 โดยพวกเขาอาจจะใช้คำค้นที่แตกต่างกัน เช่น

“เคาท์ดาวน์ปีใหม่”, “ที่เที่ยวปีใหม่ 2020” หรือ “เคาท์ดาวน์ที่ไหนดี 2020” เป็นต้น

แม้ว่าพวกเขาจะใช้คำค้นหาที่แตกต่างกันทั้งหมด แต่พวกเขากำลังถามในสิ่งเดียวกัน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องหาวิธีที่จะทำให้ Contents ของคุณมี Keywords ที่ตรงกับคำค้นหาของผู้ใช้ เพื่อที่ Contents นั้นจะได้มีโอกาสถูกคลิกมากยิ่งขึ้น

ซึ่งวิธีการที่จะทำให้คุณทราบความต้องการของผู้ใช้ คือ การใช้เครื่องมือ Google Trends บริการฟรีจาก Google ที่จะช่วยให้คุณทราบถึงแนวโน้มคำค้นหาของผู้ใช้มากขึ้น หรือการใช้เครื่องมือค้นหาอื่นๆ (ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายสำหรับแต่ละเครื่องมือ) เพื่อที่จะทำให้คุณทราบปริมาณของคำค้นหานั้นๆ และเมื่อคุณรู้แล้วว่าผู้ใช้ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับอะไร จากนั้นก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องสร้าง Contents ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้

ข้อสำคัญ คือ คุณควรใส่ Keywords ไว้ที่ชื่อเรื่อง หรือคำอธิบายในส่วนของ Snippets ซึ่งจะแสดงให้ผู้ใช้เห็นในหน้า Search Engine เพื่อให้พวกเขาทราบว่า Contents ของคุณเกี่ยวข้องกับคำที่พวกเขาค้นหาหรือไม่ อีกทั้งการใส่ Keywords ในชื่อเรื่องหรือคำอธิบาย ก็มีส่วนสำคัญในการที่ Google จะเก็บข้อมูลไปจัดลำดับเว็บเพจด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ หากว่าเว็บไซต์ของคุณขายสินค้าและบริการหลายประเภท คุณจำเป็นต้องกำหนด Keywords ที่แตกต่างกันในแต่ละหน้าเว็บเพจด้วย เพราะ Google จะจัดลำดับเว็บเพจไม่ใช่เว็บไซต์ และ Keywords ที่คุณใช้ควรจะมีความเฉพาะเจาะจงมากที่สุด เพราะถ้าคุณใช้ Keywords กว้างๆ จะทำให้โอกาสที่ผู้ใช้จะเจอ Contents ของคุณยากขึ้น อย่าลืมว่าเวลาที่พวกเขาค้นหาข้อมูล ผู้ใช้มักจะเลือกป้อนคำค้นหาที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช้คำค้นหาแบบกว้าง

2. สร้างเนื้อหาให้ตรงตามเจตนาของผู้ใช้

แม้ว่า Keywords ของคุณจะตรงกับคำค้นหาของผู้ใช้ แต่ถ้าเนื้อหาด้านในของคุณกลับไม่น่าสนใจ หรือมีความเกี่ยวข้องกับเจตนาของผู้ใช้น้อยมาก ก็จะทำให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ไม่ดีในการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ และมีโอกาสที่พวกเขาจะรีบออกจากหน้าเว็บเพจนั้นๆ และไม่ย้อนกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณอีกก็เป็นได้ ดังนั้น คุณจำเป็นต้องปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับ Keywords ไม่เช่นนั้นแล้ว เว็บไซต์ของคุณอาจจะถูก Google แบนได้

เพียงแค่ทำเนื้อหาให้มีประโยชน์ต่อผู้ใช้และเนื้อหานั้นควรเป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง มีแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ที่สำคัญเนื้อหานั้นต้องตรงตาม Keywords ที่คุณใส่ไว้ ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอัลกอริทึมของ Google ในการจัดเรียงหน้าเว็บเพจของคุณ เนื่องจากอัลกอริทึมของ Google จะทำงานเพื่อแสดงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมากที่สุดสำหรับการค้นหาแต่ละครั้ง คุณจึงสามารถใช้สิ่งนี้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับสร้าง Contents ของคุณ

ทำ SEO_SEO On-Page_SEO Off-Page_Backlinks_รับทำ SEO

และอย่างที่บอกไปในข้อแรกว่า คุณควรใช้ Keywords ที่มีความเฉพาะเจาะจงมากกว่าที่จะเลือกใช้ Keywords กว้างๆ จากภาพจะเห็นได้ว่า หากผู้ใช้ป้อนคำค้นหาว่า “short hairstyles” (แบบผมสั้น) ข้อมูลที่แสดงผลหน้า Seacrh Engine ก็จะขึ้นมาแบบเฉพาะเจาะจง

ทำ SEO_SEO On-Page_SEO Off-Page_Backlinks_รับทำ SEO

หรือแม้แต่ค้นหาคำว่า “Korean hair salon” (ร้านทำผมเกาหลี) ผลลัพธ์ที่ขึ้นมาก็จะแสดงแบบเฉพาะเจาะจงเช่นกัน ซึ่งถือว่าการใส่ Keywords ของแต่ละเว็บไซต์นั้นได้ผลมาก

ทำ SEO_SEO On-Page_SEO Off-Page_Backlinks_รับทำ SEO

ในทางกลับกัน หากว่าผู้ใช้ค้นหาคำกว้างๆ อย่างเช่น “hairdresser” (ช่างตัดผม) ผลลัพธ์ที่ออกมาบางรายการเป็นเว็บไซต์ร้านทำผม บางรายการก็มาจาก Wikipedia และบางเว็บไซต์ก็แสดงคำจำกัดความของร้านทำผม นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่คุณต้องทราบเจตนาของผู้ใช้และสร้าง Contents ให้ตรงตามความต้องการของพวกเขา

3. เพิ่มยอดคลิกด้วยชื่อเรื่องที่น่าสนใจ

การตั้งชื่อดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะก่อนที่ผู้ใช้จะเห็นเนื้อหาภายในบทความของคุณ พวกเขาต้องดูชื่อเรื่องที่แสดงผลผ่านหน้า Search Engine ซึ่งผลลัพธ์จะแสดงเว็บเพจที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคำที่คุณสืบค้นตั้งแต่ลำดับที่ 1-10 ในแต่ละหน้า ซึ่งผู้ใช้อาจไม่ได้คลิกดูทุกหน้า ยกเว้นแต่ว่าหน้าเว็บเพจนั้นจะมีชื่อเรื่องสะดุดตาและชวนคลิก

ทำ SEO_SEO On-Page_SEO Off-Page_Backlinks_รับทำ SEO

ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ค้นหาคำว่า “braid hair tutorial” (สอนถักผมเปีย) ซึ่งผลลัพธ์ที่แสดงหน้า Search Engine อันดับแรก มีชื่อเรื่องว่า  “23 Creative Braid Tutorial That Are Deceptively Easy” หรือแปลได้ว่า “23 วิธีทักเปียสุดสร้างสรรค์ที่ทำได้อย่างง่าย” ซึ่งการตั้งชื่อเรื่องในลักษณะดังกล่าวมีความน่าสนใจและชวนคลิกมากทีเดียว พิจารณาได้จากวิธีการที่หลากหลายในการถักเปียถึง 23 วิธี แถมยังเป็นการถักเปียในแบบไม่ซ้ำใคร

อีกทั้งยังทำได้อย่างง่ายด้วย (ตามที่ชื่อเรื่องให้ข้อมูลไว้) เหล่านี้ถือเป็นจุดขายที่น่าสนใจในการตั้งชื่อเรื่องทั้งสิ้น โดยการตั้งชื่อ Contents ของคุณอาจพิจารณาองค์ประกอบได้ดังนี้

ตั้งชื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหา แน่นอนว่าหากคุณไม่อยากถูกรีพอร์ตหรือโดน Google แบนหน้าเว็บเพจของคุณ คุณควรตั้งชื่อเรื่องให้ครอบคลุมเนื้อหาใน Contents ไม่ใช่เนื้อเรื่องอย่างหนึ่ง แต่ตั้งชื่ออีกอย่างหนึ่ง

ตั้งชื่อให้มีความกระชับ หากชื่อเรื่องของคุณยาวเกินไป อาจทำให้ถูกตัดทอนโดย Google และจะทำให้ผู้ใช้ไม่เข้าใจสิ่งที่คุณจะสื่อสาร

ตั้งชื่อให้เป็นประโยคที่คาดว่าผู้ใช้จะใช้ประโยคเหล่านั้นในการค้นหา การตั้งชื่อเรื่องให้ตรงกับคำค้นหาสร้างโอกาสให้ Contents ของคุณถูกคลิกได้ไม่ยาก เช่น การตั้งชื่อเรื่องที่ขึ้นด้วย How to หรือชื่อเรื่องที่มีตัวเลขกำกับ อย่าง “7 เทคนิค ทำ SEO สำหรับมือใหม่” เป็นต้น

ตั้งชื่อที่มีจุดเด่นของสินค้าและบริการ หรือโปรโมชั่นขณะนั้น เช่น “นมสดจากฮอกไกโด ซื้อตอนนี้ ฟรีค่าจัดส่ง” หรือจะเป็น “ไวน์องุ่นแท้ 100% คุณภาพดีตั้งแต่ปี 1975” เป็นต้น

ตั้งชื่อโดยไม่ใช้คำโฆษณาเกินจริง เช่น ผลิตภัณฑ์ของคุณดีที่สุด ผ่านการรับรองทุกสถาบัน คุณเป็นผู้นำด้านการทำการตลาดออนไลน์ที่ดีที่สุดในโลก ฯลฯ การตั้งชื่อในลักษณะนี้จะทำให้ Contents หมดความน่าสนใจ อีกทั้งถ้าผู้ใช้พบว่า Contents ของคุณโฆษณาเกินจริง นั่นอาจทำให้เว็บเพจของคุณถูก Google บล็อกอย่างถาวร

4. ทำให้ URL สั้นและมีคำอธิบายเกี่ยวกับเนื้อหาใน Contents นั้นๆ

การตั้งชื่อ URL ควรประกอบไปด้วย Keywords สำคัญที่ทำให้ผู้อ่านทราบว่าลิงค์นั้นๆ เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับอะไร นอกจากนี้การใส่ Keywords จำนวน 1 หรือ 2 คำใน URL ยังช่วยให้เว็บเพจของคุณมีแนวโน้มที่จะถูกแสดงผลการค้นหาดีกว่า URL ที่ไม่มีรายละเอียดใดๆ

ตัวอย่างเช่น เดิมที URL ของคุณอาจเป็น https://www.coffeegrinders.com/2018/01/15/287539884.php คุณควรจะเปลี่ยนเป็น https://www.coffeegrinders.com/bialetti-macinacaffe-review/ เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบว่าลิงค์นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรีวิวกาแฟ เป็นต้น

5. ปรับภาพให้เหมาะสม

หากบทความของคุณมีภาพประกอบ คุณควรตั้งชื่อภาพทั้งหมดให้ครบ และควรตั้งชื่อให้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทความด้วยเช่นกัน การตั้งชื่อภาพว่า “my-new-black-kitten.jpg” นั้นดีกว่า การตั้งชื่อตามไฟล์ภาพอย่าง “IMG00023.JPG” โดย Google ระบุว่า ชื่อไฟล์รูปภาพนั้นมีประโยชน์สำหรับการเก็บข้อมูลของ Google เกี่ยวกับเนื้อหาของภาพ

นี่คือข้อความที่ปรากฏขึ้นเมื่อใดก็ตามที่ภาพของคุณไม่สามารถโหลดได้ หรือหากผู้ใช้กำลังใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอ นี่คือลักษณะที่ปรากฏ

<img src=”/my-new-black-kitten.jpg” alt=”A picture of my adorable black kitten, Mittens.”/>

แม้ว่าภาพบางภาพอาจไม่สามารถแสดงผลได้ แต่การตั้งชื่อภาพจะช่วยให้ Google สามารถเข้าใจภาพได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ควรปรับขนาดและคุณภาพของรูปภาพให้มีความเหมาะสม เพื่อทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาในการดาวน์โหลดเนื่องจากไฟล์ภาพมีขนาดใหญ่เกินไป อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงการแสดงผลของรูปภาพในกรณีที่ผู้ใช้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณผ่านสมาร์ทโฟน

6. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาของคุณอ่านง่าย

เป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรม SEO ว่า ผู้ใช้มีอิทธิพลต่อการจัดอันดับ นั่นหมายความว่า เว็บเพจใดๆ ก็ตามที่มีอัตราผู้ใช้คลิกเข้าชมอย่างหนาแน่นและต่อเนื่อง รวมทั้งใช้เวลาอยู่ในหน้าเพจนั้นๆ ยาวนาน แสดงว่า เว็บเพจดังกล่าวมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่ามันเกี่ยวกับข้องกับการทำ SEO และการจัดอันดับอย่างเลี่ยงไม่ได้

เพราะฉะนั้น พยายามอย่างดีที่สุดที่จะปรับแต่งองค์ประกอบต่างๆ ใน Contents ของคุณให้เป็นที่ถูกใจของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อเรื่อง รูปภาพประกอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาภายใน Contents ที่ควรจะใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย รวมทั้งการจัดรูปแบบให้ง่ายต่อการอ่าน

นอกจากนี้การตั้งชื่อเรื่องก็ควรทำให้ผู้ใช้ทราบได้ทันทีว่า Contents นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เลือกใช้คำที่ไม่ทำให้ผู้ใช้เกิดความสับสน อีกทั้งคำอธิบายในส่วนของ Snippet หรือ Description ก็ควรบอกคร่าวๆ ว่า ภายในเนื้อหาของ Contents นั้นพูดถึงอะไรบ้าง

ในส่วนของการจัดรูปแบบข้อความนั้น คุณอาจจะใช้สีตัวอักษร ขนาด หรือทำตัวหนาเพื่อเน้นประโยคหรือคำสำคัญ และการเพิ่มหัวข้อหลักหรือหัวข้อย่อยภายในบทความยังทำให้อ่านง่ายอีกด้วย

7. ใช้ประโยชน์จาก Backlinks

Backlinks หรือ ลิงค์ย้อนกลับ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงหลายมิติจากเว็บไซต์อื่นหรือโดเมนอ้างอิงไปยังหน้าเว็บเป้าหมายของคุณ ยิ่งมีลิงค์ย้อนกลับที่มีคุณภาพมากขึ้นเท่าไร โอกาสในการจัดอันดับหน้าเว็บของคุณก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

“คำถามคือ แล้วคุณจะใช้ประโยชน์จาก Backlinks ได้อย่างไร?”

และคำตอบนั้น คือ คุณต้องสร้างเครือข่ายกับผู้ที่คุณมีความสัมพันธ์อันดีทางธุรกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็น คู่ค้า ลูกค้า หรือองค์กรต่างๆ แต่คุณต้องแน่ใจว่า Contents ของคุณนั้นมีคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือ และมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้อย่างแท้จริง เพื่อที่มันจะได้คู่ควรกับการที่เว็บไซต์อื่นๆ ใช้เนื้อหาของคุณแล้วสร้างลิงค์ย้อนกลับมายังเว็บไซต์ของคุณ

อย่าลืมกลับไปรวบรวมรายชื่อของบริษัทหรือกลุ่มเครือข่ายธุรกิจที่คุณมีปฏิสัมพันธ์อันดีกับพวกเขา เสนอให้พวกเขาเห็นว่า Contents ของคุณควรค่าแก่การที่พวกเขาจะให้ลิงค์ย้อนกลับ

คุณจะเริ่มต้นทำ SEO อย่างไร
SEO เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ Contents ของคุณมีโอกาสที่จะถูกคลิกมากขึ้นผ่านการแสดงผลในหน้า Search Engine ยิ่งมีอันดับดีเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสที่ผู้ใช้จะเข้าไปยังเว็บเพจดังกล่าวมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งตอนนี้คุณควรเริ่มจากการปรับหน้าเว็บเพจให้เหมาะสม เพื่อให้เครื่องมือค้นหาของ Google สามารถอ่านและเก็บรวบรวมข้อมูลเนื้อหานั้นลงในฐานข้อมูล และส่งต่อไปยังผู้สืบค้นได้อย่างง่าย นอกจากนี้อย่าลืมที่จะสร้างเนื้อหาที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ด้วยเช่นกัน

สรุป
การทำ SEO เปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอน ที่มีจุดหมายยาวไกล และคุณไม่สามารถเข้าเส้นชัยได้เพียงการวิ่งระยะสั้น ดังนั้น คุณต้องปรับปรุงการทำ SEO อยู่เสมอ รวมทั้งมีการวางแผนเป็นลำดับขั้นตอน ตั้งแต่การค้นหา Keywords ที่ผู้ใช้ใช้ในการสืบค้นข้อมูล จากนั้นสร้าง Contents ตาม Keywords ที่คุณวิเคราะห์แล้วว่า ผู้ใช้มีแนวโน้มที่จะสนใจเรื่องราวนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง

และอย่าลืมที่จะตั้งชื่อ Contents และใส่คำอธิบายให้น่าสนใจ รวมทั้งพัฒนางานของคุณอยู่เสมอ เพียงเท่านี้เว็บไซต์ของคุณก็มีโอกาสที่จะได้รับ Traffic เพิ่มขึ้น

อ้างอิงจาก https://ahrefs.com/blog/seo-tutorial/