7 ข้อเตือนใจสำหรับการทำ Digital marketing ในยุคนี้

หลายคนรู้จัก Neil Patel เพราะเขาไม่ได้เป็นแค่นักการตลาดแบบ Digital marketing ที่กำลังดังสุดขีดเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ประกอบการและยังเป็นนักลงทุน ความสามารถของเขาเป็นที่ยอมรับในวงกว้างทำให้เขาได้รับรางวัลจากประธานาธิบดีโอบามาและสหประชาชาติ นอกจากนั้นเขาเป็นนักเขียนยอดนิยมใน New York Times และมีช่อง Youtube ของตัวเอง

ใน neilpatel.com ที่เป็น Blog ของเขาก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย ที่เป็นประสบการณ์ในการทำงานของเขา และนี่คือข้อเตือนใจ 7 ข้อสำหรับคนที่ต้องทำ Digital marketing ที่กลั่นกรองมาจากความผิดพลาดในอดีตของเขาเอง

1. การซื้อ Fan page likes จาก Facebook

อย่างที่หลายคนเข้าใจว่า Facebook Fan page คือ การสร้างหน้าเว็บไซต์ในนามของผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้โปรโมทสินค้าบน Facebook ยิ่งมีคนเข้ามากด Like page เยอะก็ยิ่งทำให้คนจำนวนมากเห็น Page ของเรามากขึ้น แต่ในเครือข่าย Social networks ทั้งหมดรวมทั้ง Facebook ด้วย ได้ถูกวางระบบให้มีการจำกัดจำนวนการเข้าถึง ทำให้คุณไม่มีทางเลือกนอกจากใช้จ่ายเงินกับการโฆษณา 

ซึ่ง Neil Patel ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำแบบนี้เช่นกัน ถึงขนาดเคยจ่ายเงินมากถึง 400,000 ดอลล่าร์ เพื่อซื้อ Fan page likes มาแล้ว เรื่องที่น่าตกใจคือ Social networks มีการเปลี่ยนแปลง Algorithms ตลอดเวลา ทำให้คุณต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณาเรื่อยๆ ไป

ข้อคิดจาก Neil Patel คือ
– ถ้าหากคุณกำลังจะใช้จ่ายเงินใดๆ กับโฆษณา ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าก่อนว่ามันเป็น Cash flow positive

(กระแสเงินสดที่เป็นบวก ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเงินเข้า มากกว่าเงินออก) การโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ ควรมี Return on Investment (ROI) สูง ถ้ายอดขายได้น้อยกว่าเงินที่ลงทุนให้กับการโฆษณา นั่นก็แสดงว่า…คุณขาดทุน

– อย่าลืมว่า ช่องทางการตลาดทุกแห่งมี Algorithms แต่ถ้าคุณจำเป็นต้องใช้ จงใช้อย่างระมัดระวัง สังเกตด้วยว่า มันให้ผลตอบรับที่ดีเพียงพอหรือไม่ ถ้าผลการตอบรับเป็นไปด้วยดี ให้รีบขยายการตลาดก่อน Algorithms จะมีการเปลี่ยนแปลง!!

2. อย่าเลือกช่องทางการตลาดที่เล็กเกินไป

ในด้านการตลาดทุกคนพูดถึงวิธีการเลือกช่องทางการตลาด แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้บอกคุณ ก็คือ ควรเลือกช่องทางการตลาดที่ใหญ่เพราะจะช่วยให้คุณทำเงินได้มากกว่า เพราะถ้าคุณเลือกช่องทางการตลาดที่เรียกว่า Total Addressable Market (TAM) ที่มีขนาดใหญ่พอและมีความสำคัญมากพอ ธุรกิจของคุณก็จะมีโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพ ทำให้เกิดกระแสเงินสดที่เป็นบวกและช่วยให้คุณทำเงินได้มากกว่าช่องทางที่เล็ก

มี 2-3 วิธีที่จะตรวจสอบว่าตลาดที่คุณสนใจจะทำนั้นมีขนาดใหญ่พอหรือไม่

– ใช้ Google Trends ช่วยวิเคราะห์แนวโน้มของ Digital Marketing ลองตรวจสอบว่าการตลาดที่คุณจะเลือกทำนั้น Google Trends สามารถวิเคราะห์อะไรได้บ้าง

– ใช้เว็บไซต์ CrunchBase ดูว่ามีบริษัทไหนมีเงินลงทุนมากกว่า 10 ล้านเหรียญ เพื่อตรวจสอบแนวโน้มของการตลาดที่น่าสนใจ (CrunchBase เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลของบริษัท ผลิตภัณฑ์ บริการ บุคคลสำคัญ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทหรือบริการใหม่ๆ)

– หากคุณมีคู่แข่งที่เป็นบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทขนาดใหญ่ ให้ดูที่ Market Cap (Market Capitalization หรือ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด) ยิ่งหุ้นในบริษัทไหนมี Market Cap สูงก็ยิ่งมีความมั่นคงมากเท่านั้น แต่อย่าลืมว่า บริษัทที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่มักมีราคาตลาดที่สูงเกินจริง

3. Search traffic แต่ละที่ มีความต่างกัน

Neil Patel บอกว่า NeilPatel.com เป็น Blog ที่ 3 ที่เขาสร้างขึ้น เขาสร้างเว็บไซต์นี้ด้วยการใช้วิธีพิมพ์ URL ของคู่แข่งลงใน SEMrush เพื่อดูว่าเพจยอดนิยมของพวกเขาเป็นอย่างไรแล้วเขียนเวอร์ชั่นที่ดีกว่าให้กับเว็บไซต์ของตัวเอง โดยใช้เครื่องมือ Ubersuggest ค้นหาคำหลักยอดนิยม เพื่อนำมาสร้าง Content ด้วยกลยุทธ์นี้เองที่ช่วยให้ NeilPatel.com มียอด Traffic เดือนละกว่า 3 ล้านคน

แต่เกิดอะไรขึ้นกับกลยุทธ์นี้

เมื่อทำ Keywords research แล้วจะพบว่า Neil Patel เลือกที่จะใช้ Keyword ในการสร้าง Content เพื่อเพิ่มปริมาณ Traffic โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของภาษาที่ใช้ในประเทศนั้นๆ 

Digital marketing_เทคนิคการตลาดออนไลน์_การตลาดออนไลน์_กลยุทธ์ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_โซเชียลมีเดีย

และผลของการใช้ภาษาดังกล่าว (โปรดดูภาพข้างบนประกอบ) จะเห็นได้ว่า  เว็บไซต์ของ Neil Patel ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกามากที่สุด และถึงแม้ว่า Neil Patel จะมีเชื้อสายอินเดีย แต่ Traffic จากอินเดียก็ไม่ได้สร้างรายได้ให้เขามากเท่า Traffic ที่ได้จากสหรัฐอเมริกา

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณต้องการลูกค้าในประเทศไหน คุณก็ควรที่จะต้องใส่ใจในการเลือกใช้ Keyword ที่เหมาะสมในการสร้าง Content เพื่อเพิ่มปริมาณ Traffic ในภูมิภาคนั้นๆ ด้วย

4. จำนวน Traffic ไม่ได้มีความหมายอะไร ถ้ายังไม่ได้ถูกแปลงค่าเป็นรายได้

ทำ Digital marketingออนไลน์ หลายคนเน้นไปที่การสร้างจำนวน Traffic เพื่อสร้าง Eyeballs จำนวนมากๆ

แต่การที่มีคนเห็นเว็บไซต์ของคุณเยอะ ไม่ได้หมายความว่าปริมาณยอดขายจะเพิ่มขึ้นและสร้างรายได้ให้กับคุณ

Digital marketing_เทคนิคการตลาดออนไลน์_การตลาดออนไลน์_กลยุทธ์ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_โซเชียลมีเดีย

ภาพข้างบนนี้ คือ ช่องทางที่สร้าง ROI ที่ใหญ่ที่สุด

Digital marketing_เทคนิคการตลาดออนไลน์_การตลาดออนไลน์_กลยุทธ์ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_โซเชียลมีเดีย

ส่วนภาพนี้ จะเห็นได้ว่า SEO ผลิต ROI ที่สูงกว่าการโฆษณาแบบเสียเงิน

Neil Patel ยืนยันเรื่องนี้โดยทำการสัมภาษณ์บริษัทต่างๆ มากถึง 208 แห่งที่สร้างรายได้มากกว่าล้านดอลลาร์ เขาพบว่า ธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วการทำ SEO สร้าง ROI ได้สูงมากทีเดียว แต่สิ่งที่คุณมองไม่เห็นในแผนภูมินี้ ก็คือ บริษัทเหล่านี้เสียเงินในทำ Digital marketing น้อยมาก แต่กลับมี Conversion optimization ที่สร้างผลตอบแทนอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด

5. การสร้างรายได้ที่ช้าไป

Neil Patel เล่าว่าเขาเคยทำผิดพลาดด้วยการแจกทุกอย่างให้ฟรีๆ ทำให้เกิดความยากลำบากอย่างมาก เมื่อถึงเวลาต้องการสร้างรายได้ เพราะสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้คนที่เข้ามาในเว็บไซต์เกิดความคาดหวังว่าทุกอย่างต้องฟรี

ทั้งๆ ที่ Neil Patel มียอด Traffic จำนวนมากกว่า 200,000 คนต่อเดือน 

แต่เมื่อเขาเปิดตัวหลักสูตร Ebook ครั้งแรกใน Quick Sprout เขากลับได้เงินตอบแทนน้อยกว่า 30,000 ดอลล่าร์ต่อเดือน 

แต่เมื่อ Neil Patel เปิดตัวหลักสูตรฝึกอบรมโดยหยุดการขาย Ebook อย่างถาวร เขาพบว่าเขาสามารถสร้างรายได้มากถึง 650,000 ดอลล่าร์ ต่อเดือนจาก Traffic เพียง 450,000 คน 

แม้เมื่อหลักสูตรพวกนี้จะเก่าแล้วก็ตาม แม้รายได้ต่อเดือนจะลดลงบ้าง แต่ก็ยังทำรายได้มากถึง 381,722 ดอลล่าร์

Digital marketing_เทคนิคการตลาดออนไลน์_การตลาดออนไลน์_กลยุทธ์ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_โซเชียลมีเดีย

ประเด็นที่ Neil Patel ต้องการเตือนคุณ ก็คือ อย่ารอนานเกินไปถ้าคุณต้องการสร้างรายได้ เพราะกลุ่มเป้าหมายของคุณจะฝังใจและอยากได้ของฟรีจากคุณตลอดไป

6. การรับคนที่ควรรับ

Neil Patel บอกว่า เราไม่สามารถทำธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วได้ถ้าเราไม่ว่าจ้างงานคนมาทำงานให้เรา เขาเล่าถึง Mike Kamo หุ้นส่วนทางธุรกิจของเขาที่แม้ว่าจะไม่รู้เรื่องการตลาดเท่ากับเขา แต่กลับมีทักษะในการเลือกคนมาทำงาน ผลสำเร็จอย่างมากของ Mike ก็คือ การที่ได้ว่าจ้าง Nick Roshon ในตำแหน่งรองประธานฝ่ายขาย

ซึ่งเขาก็ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมแม้ว่าจะเป็นเดือนธันวาคมที่เป็นหนึ่งในเดือนที่เลวร้ายที่สุดเพราะมีวันหยุดมาก มาย แต่ทีมของ Nick กลับสามารถปิดยอดขายและทำรายได้ถึง 1,585,093 ล้านดอลล่าร์

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณต้องทำ Digital marketing ให้ได้ผลและเติบโตไปได้อย่างรวดเร็ว คุณต้องกล้าที่จะจ้างคนที่มีประสิทธิภาพมาทำงานให้คุณ และอย่ากลัวว่าจะมีพนักงานมากเกินไป… 

จำไว้ว่าธุรกิจจะไปได้สวยมาจากทีมที่ดีเสมอ แม้แต่ Elon Musk ที่ได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุคสมัยนี้ ถ้าไม่มีทีมงานที่ดีคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เชื่อได้เลยว่าทั้ง Tesla และ SpaceX จะไม่มีทางเดินทางมาถึงจุดที่ยิ่งใหญ่เท่าในปัจจุบันอย่างแน่นอน

7. จงเลือกที่จะควบคุมโชคชะตาด้วยตัวของคุณเอง

Neil Patel บอกว่า แม้ตัวเขาและเว็บไซต์ทั้งหมดของเขาจะได้รับการจัดอันดับให้ติดอันดับยอดนิยมของ SEO จนส่งผลให้เขามีรายได้จำนวนมากจากโฆษณา รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการทำ Digital marketing ต่างๆ 

แต่ Neil Patel กลับบอกว่า สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้อยู่ตลอดไป เนื่องจากมีหลายสถานการณ์หลายเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมได้

สิ่งนี้ทำให้ Neil Patel เลือกใช้การตลาดแบบ Omnichannel และในฐานะที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญ SEO เขามีวิธีการทำได้อย่างน่าสนใจ ลองเข้าไปดูที่ NeilPatel.com จะพบว่าเมื่อ Neil Patel ไม่ไว้ใจกับการที่จะมี Traffic channel แค่ช่องทางเดียว 

เราจึงเห็นการนำเสนอ Content อย่างหลากหลายทั้ง Content ที่เป็นข้อความ, Content แบบวิดีโอพอดแคสต์ และแม้แต่ Free tools ที่สามารถสร้างผู้เข้าชมที่ไม่ซ้ำกันได้มากถึง 213,967 คนต่อเดือน เพราะฉะนั้นถ้าคุณต้องการให้ธุรกิจมีความมั่นคง จงอย่ายึดติดกับการนำเสนอแบบช่องทางเดียว

Digital marketing_เทคนิคการตลาดออนไลน์_การตลาดออนไลน์_กลยุทธ์ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO_โซเชียลมีเดีย

บทสรุป
เมื่อคุณทำผิดพลาด อย่ากังวลและลงโทษตัวเอง เพราะแม้แต่ Neil Patel, Elon Musk และ Mark Zuckerberg ก็เคยทำผิดพลาดมาก่อนเช่นกัน

แต่สิ่งที่แยกนักธุรกิจที่ดีออกจากคนธรรมดา ก็คือ พวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาด และหลีกเลี่ยงที่จะทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นเอง

อ้างอิงจาก https://neilpatel.com/blog/marketing-mistakes-broke/