ข้อผิดพลาด 8 ประการที่คุณควรรู้สำหรับการทำคอนเทนต์

มีบทความมากมายที่เกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบคอนเทนต์สำหรับทำ SEO หากลองรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นจะพบว่าสามารถนำมาใช้ในการสร้างบทสนทนากับลูกค้าเกี่ยวกับเนื้อหาธุรกิจของพวกเขาได้ หรือหากคุณเป็นลูกค้า ก็สามารถนำมาใช้ปรับปรุงเนื้อหาภายในเว็บไซต์เพื่อรักษายอดผู้ใช้งานไว้ให้นานที่สุดได้

ซึ่งบทความนี้ Blacksheep จะพาคุณไปพบข้อผิดพลาด 8 ประการที่คุณควรรู้และนำไปปรับใช้ในการทำคอนเทนต์ของคุณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคของการทำ SEO ที่จะใช้ในการผลักดันกลยุทธ์ หากไม่มีการตรวจสอบ คุณจะไม่สามารถสร้างกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพได้เลย เพราะสิ่งที่คุณควรจะทราบก่อนการทำงานคือ คุณทำธุรกิจอะไร ต้องการทำคอนเทนต์แบบไหน ให้เหมาะสมกับธุรกิจชองคุณ และคอนเทนต์ที่มีอยู่มีเนื้อหาส่วนไหนต้องปรับแต่งบ้าง

“ถ้าพร้อมแล้ว เรามาตรวจไปพร้อมๆ กันเลย…”

ข้อผิดพลาดที่ 1 มีคำสั่งเนื้อหาที่ชัดเจน

คอนเทนต์บางส่วนอาจมีเนื้อหาที่ไม่ชัดเจน เป้าหมายของเว็บเพจนั้นควรชัดเจนสำหรับผู้เข้าชม (หรือผู้ตรวจสอบเนื้อหา) ทำให้ผู้เข้าชมหรือลูกค้าทราบว่าหน้าเว็บเพจนั้นมีบริการ ต้องการสื่อสารถึงอะไร และหากต้องการใช้บริการหรือต้องการมีส่วนร่วมนั้น ควรทำอย่างไรในลำดับถัดไป

ลูกค้าของเราหลายคนไม่ใช่ผู้ใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นจึงอาจรู้สึกถึงความไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม สมมติว่าถ้าคุณต้องการให้ใครบางคนยังคงอยู่ในเว็บไซต์ของคุณ คุณควรทำอย่างไรต่อไป?

ถ้าคำตอบนั้นคือ “ฉันต้องการให้พวกเขาเข้ามาเยี่ยมชมร้านค้าของฉัน” ก็ลองทำให้มันง่ายสำหรับพวกเขาโดยการสร้างปุ่ม “เยี่ยมชมร้านค้า” ให้ดูโดดเด่น หากเป็นเพียงหน้าบล็อกธรรมดา บทความต่อไปที่คุณควรได้อ่านหลังจากที่อ่านหน้านี้ไปคืออะไร?

หรือหากคุณมีหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องที่อยากให้พวกเขาดาวน์โหลด ก็ให้พาพวกเขาไปดาวน์โหลดได้ที่ท้ายโพสต์ของคุณ  อย่าปล่อยให้เสียผู้เข้าชมไปเพียงเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรเป็นอันดับถัดไป!

ข้อผิดพลาดที่ 2 การขาดข้อมูลเพื่อให้ลูกค้าเข้าชม

สิ่งหนึ่งที่เรามักจะทำกันเสมอเมื่อมีการตรวจสอบเนื้อหาคอนเทนต์คือ การติดตามว่าในช่องทางการขายของแต่ละเว็บเพจมีจุดมุ่งหมายอย่างไร บางครั้งเราพบว่าลูกค้ามักมีปริมาณการเข้าชมที่ไม่สัมพันธ์กับการสั่งซื้อ เช่น ไม่เพียงพอต่อการรับรู้ การพิจารณา หรือการเก็บรักษา แต่นี่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาเสมอไป โดยเฉพาะถ้าคุณมีบล็อกหรือคอนเทนต์ของเนื้อหาเหล่านั้นอยู่

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในการพิจารณาและการเก็บรักษาเนื้อหามักถูกมองข้ามไปอยู่เสมอ แม้ว่ารูปแบบของผู้ซื้อนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละสินค้าและบริการ แต่สิ่งที่ยังคงมีความสำคัญคือต้องมีเนื้อหาน้อมูลอยู่ในทุกขั้นตอน ไม่ว่าในขั้นตอนนั้นจะสั้นเพียงใดก็ตาม

“การเก็บรักษาก็เป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน!” 

มันคือวิธีในการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และง่ายต่อการเพิ่มยอดขาย และการขายสินค้าที่เกี่ยวข้องให้กับลูกค้าปัจจุบันมากกว่าการนำสินค้าใหม่เข้ามา ลูกค้าของคุณอาจไม่ค่อยอ่อนไหวในด้านราคามากนัก เพราะพวกเขานั้นรู้ว่าแบรนด์ของคุณนั้นมีความคุ้มค่า เป็นที่แน่นอนว่าคุณก็ต้องการให้ผู้ที่เข้ามาชมสินค้าได้รับเนื้อหาอื่นๆ ไปด้วย เพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วมกับแบรนด์ของคุณและเป็นการหาผู้เข้าชมอื่นสำหรับผลิตภัณฑ์นี้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ คุณยังมีข้อมูลติดต่อของพวกเขาอยู่แล้ว การส่งเนื้อหาเหล่านั้นไปสู่พวกเขาจึงเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าที่คิดเอาไว้

นี่คือตัวอย่างเนื้อหาสำหรับแต่ละขั้นตอน 

การรับรู้ : บล็อก (การบรรยาย, คู่มือวิธีใช้ และอื่นๆ), หนังสืออิเล็กทรอนิกส์, เว็บไซต์สำหรับการสัมนาเพื่อการศึกษา, การนำเสนอข้อมูลด้วยรูปภาพ

การพิจารณา : การเปรียบเทียบสินค้าและบริการ, การรีวิว, วีดีโอต่างๆ

การสั่งซื้อ : หน้าสินค้าและการบริการ, การทดลองใช้, ตัวอย่างสินค้าและการบริการ, คูปองต่างๆ

การเก็บรักษา : บล็อก (การใช้งานผลิตภัณฑ์, เรื่องราวของความสำเร็จต่างๆ และอื่นๆ), จดหมายข่าว, เนื้อหาจากสื่อสังคมออนไลน์

ข้อผิดพลาดที่ 3 การรับรองไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

มีเว็บเพจมากมายที่ทำหน้าที่ในการออกจดหมายรับรองในโลกอินเทอร์เน็ต แต่จะมีใครบ้างที่เชื่อถือจดหมายรับรองจากเว็บไซต์เช่น Yelp, Google My Business หรือ Tripadvisor

ไม่มีหรอก! นั่นจึงกล่าวได้ว่า แม้จะมีคำรับรอง แต่กลับไม่มีที่อยู่สำหรับคำรับรอง

วิธีที่ดีที่สุดในการใช้คำรับรองนั้นคือ จับคู่มันเข้ากับคู่ที่เหมาะสมกัน ถ้าเป็นการรับรองเกี่ยวกับการรับสินค้าที่ง่ายดายและรวดเร็ว ก็ใช้คำรับรองนั้นในหน้าการจัดส่ง ถ้าเป็นการรับรองเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ผลิตภัณฑ์นั้นสามารถทำได้ ก็ใช้คำรับรองนั้นในหน้าผลิตภัณฑ์ นี่จะเป็นการบรรเทาความวิตกกังวลของลูกค้าซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของเราได้

คำรับรองสามารถช่วยในเรื่องความสัมพันธ์กับการค้นหาภายในท้องถิ่นได้ด้วย เช่น ถ้าคุณมีหน้าร้านซึ่งมีเป้าหมายเฉพาะเมือง ให้ขอที่อยู่เมืองและรัฐของลูกค้าไว้ด้วยเมื่อคุณทำการรวบรวมคำรับรอง จากนั้นรวบรวมคำรับรองพร้อมที่อยู่เมืองและรัฐของพวกเขาไว้ในการจัดสรรหน้าคำรับรองจากสถานที่ต่างๆ แม้ว่าร้านของคุณอยู่ในเมือง Lakewood รัฐ Colorado แต่หากคุณรวบรวมคำรับรองจากลูกค้าที่อยู่ในเมือง Denver ไว้ในหน้าคำรับรองจากสถานที่ต่างๆ ของคุณ ก็จะสามารถช่วยให้เครื่องมือค้นหาต่างๆ อีกทั้งผู้ใช้รับรู้ว่าคนจากเมือง Denver ก็ซื้อสินค้าจากที่นั่น

ข้อผิดพลาดที่ 4 ไม่มีการสร้างข้อมูลสำหรับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง (หากเป็นสิ่งจำเป็น)

หากสถานที่ตั้งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับธุรกิจของคุณ คุณไม่ควรใช้เพียงคำรับรองในการสร้างความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับท้องถิ่นนั้นเพียงอย่างเดียว แต่เนื้อหานั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ มีตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 16,000 รายในสหรัฐอเมริกา และสมมติว่าทุกคนมีเว็บไซต์ หลายคนจะมีเนื้อหาที่คล้ายคลึงกัน เพราะพวกเขาพยายามที่จะขายรถยนต์รุ่นเดียวกันหรือคล้ายกัน

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ที่ดีที่สุดจะสร้างเนื้อหาที่มีความสำคัญในชุมชนท้องถิ่นของพวกเขาด้วย ตัวอย่างเช่น ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง Denver มักสนใจรถยนต์ที่ดีที่สุดสำหรับการขับขี่บนภูเขา ในขณะที่ผู้คนที่อาศัยในเมือง Los Angeles มักสนใจรถยนต์ที่สามารถประหยัดเชื้อเพลิงในการวิ่งบนทางหลวงมากกว่า 

การแบ่งปันข้อมูลคำถามทั่วไปจากทีมงานขายของคุณและทำการระบุที่อยู่ลงไปในเนื้อหาด้วย สามารถยกระดับความเกี่ยวข้องในท้องถิ่นและดึงดูดลูกค้าที่จงรักภักดีต่อแบรนด์ของเราได้

ข้อผิดพลาดที่ 5 ไม่พูดถึงเรื่องราคา

หลายบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจในการซื้อสินค้าเพื่อนำไปผลิตต่อมักไม่แสดงราคาในเว็บไซต์ของพวกเขา ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจอคำถามเช่น “อัตราค่าบริการของคุณราคาเท่าไหร่? ” คำตอบนั่นคือ “ขึ้นอยู่กับ”

ปัญหาที่เกิดจากการหลีกเลี่ยงการกำหนดราคา ทั้งที่ผู้คนกำลังพยายามค้นหาข้อมูลราคา สิ่งนี้ทำให้พลาดโอกาสที่ดีและเป็นการลดทอนความคาดหวังของลูกค้าที่ต้องการทราบอัตราค่าใช้จ่ายก่อนที่จะทำการติดต่อคุณเพื่อกระทำการใดๆ ต่อไป

ถือเป็นการได้รับประโยชน์ร่วมกันในการใส่ข้อมูลราคาบนเว็บไซต์ (หรืออย่างน้อยก็เป็นข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการกำหนดราคา) เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายได้ หากมีโอกาสได้รู้ช่วงราคาและสามารถเข้าถึงข้อมูลเพิ่มเติมได้ทันที ก็จะมีโอกาสเพิ่มการขายได้มากกว่ากรณีที่ต้องติดต่อเข้าไปก่อนเพื่อขอทราบข้อมูลราคา ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้ทีมขายของคุณไม่ต้องประสบปัญหาการเสียโอกาสในการขาย

การมีข้อมูลราคาอยู่ในเว็บไซต์ของคุณยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้อีกด้วย หากคุณไม่มีความโปร่งใสในเรื่องของราคาสินค้า นั่นทำให้ดูเหมือนคุณพยายามเรียกเก็บเงินให้มากที่สุดเท่าที่คุณสามารถทำได้ ยิ่งคุณให้ข้อมูลมากเท่าไหร่ ภาพลักษณ์ทางธุรกิจของคุณจะยิ่งดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และหากคู่แข่งทั้งหมดของคุณซ่อนราคาสินค้าของพวกเขาไว้ คุณก็จะเป็นอันดับหนึ่งที่ลูกค้าอยากจะติดต่อทำธุรกิจด้วย

ข้อผิดพลาดที่ 6 ความผิดพลาดในการใช้ภาษา

มีบริษัทที่ยอดเยี่ยมมากมายที่ทำผลงานได้ดี แต่บ่อยครั้งที่เว็บไซต์ของพวกเขาไม่ได้ทำการสะท้อนในสิ่งที่พวกเขาควรจะเป็น มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้เขียนข้อมูลเว็บไซต์ต้องเขียนข้อมูลให้ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ และบางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นคือคำศัพท์ต่างๆ และภาษาที่ใช้ในทางเทคนิคทำให้ลูกค้าไม่เข้าใจมัน

สิ่งที่สำคัญคือต้องสรุปผลลัพธ์ทางธุรกิจจากข้อมูลจริง และนำความสำเร็จของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์ไว้บนเว็บไซต์ของคุณด้วย สิ่งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนให้ผู้คนเรียกร้องผลิตภัณฑ์ของคุณด้วย 

การกระทำเช่นนี้สามารถพูดกับลูกค้าของคุณในแบบที่การใช้คำศัพท์ต่างๆ ในทางภาษาไม่สามารถทำได้

ข้อผิดพลาดที่ 7 การทำสำเนาเว็บเพจจากการโยกย้ายไปยัง HTTPS

การที่เว็บไซต์จำนวนมากได้รับ SSL certificate (การรับรองความปลอดภัยของข้อมูล) และทำการโยกย้ายไปยัง HTTPS สิ่งสำคัญคือคุณต้องมั่นใจว่าคุณได้ตั้งค่าการเปลี่ยนเส้นทางของ URL จากเวอร์ชั่น HTTP ไปยังเวอร์ชั่น HTTPS แล้ว เพื่อป้องกันการทำซ้ำเว็บไซต์โดยไม่ตั้งใจ เนื้อหาที่ซ้ำกันส่งผลกระทบต่อการจัดอันดับการค้นหาได้ เพราะเครื่องมือในการค้นหานั้นจะพยายามตัดสินว่าเว็บเพจใดที่มีความเกี่ยวข้องมากกว่ากันและจะเกิดการสับสนของข้อมูลขึ้นได้

เราจะได้เห็นบางเว็บไซต์ที่มีการทำซ้ำขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือบางเว็บเพจที่ถูกแยกออกมาเพราะไม่ได้รับการเปลี่ยนข้อมูลไปยังสถานที่ๆ เว็บไซต์นั้นถูกโยกย้ายไป และเรายังได้เห็นเว็บไซต์ที่มี www นำหน้า และที่ไม่มี www นำหน้า จากเว็บไซต์ที่ไม่ได้ทำการเปลี่ยนเส้นทางของ URL อีกด้วย การเรียกใช้ข้อมูลทั่วไปจะช่วยให้คุณอยู่เหนือปัญหาเหล่านี้ได้

ข้อผิดพลาดที่ 8 การเชื่อมโยงภายในที่ไม่ดีและโครงสร้างของเว็บไซต์

การจัดระเบียบข้อมูลบนเว็บไซต์อาจมีความสำคัญเท่าๆ กับคอนเทนต์เลยทีเดียว หากปราศจากการจัดระเบียบอย่างถูกต้อง ผู้ใช้อาจพบความยากลำบากในการท่องเว็บไซต์ได้ และเครื่องมือในการค้นหาก็จะทำงานในการค้นหาเว็บเพจที่มีความสำคัญได้ยากขึ้น ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บเพจที่สำคัญของคุณมีโครงสร้างที่ง่ายต่อการค้นหา โดยการแสดงมันไว้ที่แถบนำทางของคุณ เป็นต้น นั่นจะช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดี และยังช่วยให้เว็บเพจเหล่านั้นทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

ส่วนหนึ่งในการทำให้เว็บเพจที่สำคัญนั้นสามารถค้นหาได้ง่าย คือการเชื่อมโยงภายใน (On-Page) เพราะคอนเทนต์มักถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง และประสิทธิภาพของการเชื่อมโยงภายในจะเป็นตัวบ่งบอกถึงการใช้เวลาในการเรียกดูเว็บไซต์ รวมไปถึงการค้นหาว่าเว็บเพจใดเหมาะสมที่สุดต่อการเชื่อมโยง 

เรามักจะคอนเทต์ที่ไม่มีการเชื่อมโยงกลับไปยังหน้าหลักบนเว็บไซต์ หากคุณไม่ต้องการให้สินค้าและบริการนั้นเป็นที่สนใจในบล็อกของคุณ ก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ใช้ที่จะเข้ามาชมเพียงหน้าหลักของเว็บไซต์เท่านั้น หากคุณทำการตรวจสอบเว็บไซต์ คุณจะพบเว็บเพจที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่มีการเชื่อมโยงไปถึงกัน

นำเทคนิคเหล่านี้กลับไปตรวจสอบและทำการปรับปรุงให้คอนเทนต์และเนื้อหาข้อมูลบนเว็บไซต์คุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อ้างอิงจาก  https://moz.com/blog/8-mistakes-revealed-via-content-audits