เอาชนะคู่แข่งด้วย 5 ขั้นตอนการสร้างคอนเทนต์ที่แข็งแกร่ง

ถึงแม้ว่านักการตลาดจะเห็นด้วยว่าการสร้างคอนเทนต์ที่แข็งแกร่งคือหนทางไปสู่ความสำเร็จ แต่จากสถิติพบว่ามีคอนเทนต์เพียงแค่ 27% เท่านั้นที่สามารถฝ่าฟันไปจนถึงเส้นชัยแห่งความสำเร็จได้

ทำไมผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่สวยงามอย่างที่คิด?
วันนี้เราจะมาเฉลยให้ทุกคนได้รู้ไปพร้อมๆ กันว่า เราจะทำอย่างไรให้คอนเทนต์เอาชนะคู่แข่งได้แบบขาดลอย

เคล็ดลับอยู่ที่ Pillar Content !

Pillar Content คืออะไร?
ความหมายตรงๆ ของ Pillar หมายถึง เสา ความหมายโดยนัยจึงหมายถึงรากฐาน รวมๆ แล้ว Pillar Content ก็หมายถึง

“คอนเทนต์ที่มีรากฐานที่แข็งแกร่ง คอนเทนต์ที่สามารถตอบโจทย์ของผู้อ่านได้ครบ คอนเทนต์ที่มีคุณค่าคู่ควรแก่เวลาของผู้อ่าน”

Pillar Content  ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 10X Content หรือคอนเทนต์ที่เจ๋งกว่าคีย์เวิร์ดถึง 10 เท่า

สร้างคอนเทนต์_การสร้าง Content_บทความ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_เขียน Blog_เขียน content_เทคนิคการทำ SEO_ขั้นตอนการทำ SEO

Pillar Content มีหน้าตาเป็นอย่างไร?
1. นอกจากจะสามารถตอบโจทย์ผู้อ่านได้แล้ว ยังต้องให้ข้อมูลที่เที่ยงตรงและครอบคลุมด้วย
2. มีความแตกต่างจากคอนเทนต์อื่นๆ ที่พูดในเรื่องเดียวกัน
3. มีส่วนผสมของความน่าเชื่อถือ, มีประโยชน์ และ น่าสนใจ

เปรียบไปแล้ว Pillar Content ก็คือบทความที่เป็นตัวแทนของเว็บไซต์ Pillar Content ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากหลายๆ คอนเทนต์ประกอบกัน เหมือนเสาหลายๆ ต้นที่สร้างขึ้นเพื่อโดยมีจุดหมายเดียวกัน คือ การค้ำจุนให้บ้านแข็งแรง

สร้างคอนเทนต์_การสร้าง Content_บทความ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_เขียน Blog_เขียน content_เทคนิคการทำ SEO_ขั้นตอนการทำ SEO

ถึงแม้ว่างานเขียนจะเป็น Pillar Content ในอุดมคติแต่อินโฟกราฟิก วิดีโอ ภาพถ่าย ฯลฯ ก็เป็นส่วนเสริมที่เข้ามาช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้เว็บไซต์ของคุณได้ดีเหมือนกัน

ประโยชน์ของ Pillar Content นอกจากจะตอบโจทย์คนอ่านแล้วยังช่วยให้คนอ่านใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์ของเรานานขึ้น, ช่วยลดจำนวนคนที่เข้ามาในเว็บไซต์แบบเดี๋ยวเดียวก็ออกไป (Bounce Rate), ช่วยเพิ่มจำนวนการแชร์, ช่วยสร้างความเป็นอมตะ ทำให้เว็บไซต์ของเรามีอายุยาวนานขึ้นในโลกออนไลน์

และช่วยให้อันดับของเว็บไซต์เราใน Google ดีขึ้น

5 ขั้นตอนในการสร้าง Pillar Content

Step 1: เรียนรู้และเข้าใจเป้าหมายของคุณ

คอนเทนต์ที่ดีต้องถูกสร้างขึ้นจาก 2 มุมมอง คือมุมของเจ้าของธุรกิจและมุมของลูกค้าหรือผู้ใช้งาน ในมุมของธุรกิจทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่าเป้าหมายของธุรกิจเราคืออะไร เว็บไซต์หรือคอนเทนต์ที่เราสร้างขึ้นต้องการจะสื่อสารอะไรกับคนอ่าน แต่เรื่องที่ยากคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เข้ามาต้องการอะไรกันแน่?

Google Analytics คือเครื่องมือสารพัดประโยชน์ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจลูกค้าของคุณได้มากขึ้น 

คำถามเบื้องต้นที่คุณควรตอบให้ได้คือ ลูกค้าของคุณเป็นเพศอะไร, อายุเท่าไหร่, อาศัยอยู่ที่ไหน, เชื้อชาติอะไร, ระดับการศึกษาประมาณไหนและมีฐานะทางการเงินเป็นอย่างไร

เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้แล้วคุณก็พอจะทราบแล้วว่าผู้ที่เข้ามาในเว็บไซต์ของคุณเป็นใครและต้องการอะไร

Step 2: ค้นหาความต้องการที่ลึกลงไป

เมื่อคุณได้ภาพคร่าวๆ เกี่ยวกับผู้ที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์แล้ว สิ่งต่อไปที่คุณต้องทำคือ รู้ให้ลึกลงไปอีกว่าพวกเขาเหล่านั้นซ่อนอะไรกันไว้ในใจบ้าง

สิ่งที่จะช่วยให้คุณมองลึกเข้าไปในใจของพวกเขาได้ก็คือ 

1. ลองจินตนาการว่าคุณคือกลุ่มเป้าหมาย เช่นถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังหางานและเว็บไซต์ของคุณคือเว็บไซต์จัดหางาน คุณต้องย้อนกลับไปแล้วคิดถึงตอนที่คุณจบใหม่และกำลังมองหางานเพียงแค่นี้คุณก็รู้แล้วว่าพวกเขาต้องการอะไร จากนั้นก็นำความต้องการของพวกเขามาสร้างคอนเทนต์ดีๆ 

2. สิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังสนใจในโซเชียล Twitter และ LinkedIn คือเครื่องมือชั้นเยี่ยมในการสืบข้อมูลลับๆ ของกลุ่มเป้าหมาย เพียงแค่ติดตามว่าตอนพวกเขากำลังสนใจเรื่องอะไร กำลังพูดคุยเรื่องอะไร และแชร์เกี่ยวกับอะไรกันอยู่

3. ความเคลื่อนไหวของคู่แข่งก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน คุณอาจจะแค่เข้าไปดูเว็บไซต์ของคู่แข่งโดยตรงหรือมองจากภาพรวมของทั้งตลาดก็ได้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ “แค่เข้าไปดู เข้าไปศึกษา แต่ห้ามลอกเลียนแบบ”

4. รูปแบบการนำเสนอแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียไม่เหมือนกัน ดังนั้นคุณควรเลือกรูปแบบให้เหมาะกับคอนเทนต์ของคุณ

5. Success gaps ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือช่องว่างระหว่างความต้องการของเจ้าของธุรกิจและลูกค้า ตัวอย่างเช่น ถ้าผลิตภัณฑ์ของคุณคือ Application บนมือถือ สิ่งที่คุณอยากได้คือยอดดาวน์โหลดและยอดใช้งาน แต่ในทางกลับกันลูกค้าของคุณอาจอยากได้ Application ที่ไม่ได้ซับซ้อน ทำงานได้อย่างรวดเร็ว ถ้าคุณรู้แบบนี้แล้วคุณก็สามารถสร้างคอนเทนต์ออกมาเพื่อแก้ปัญหาหรือลดช่องว่างเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ลงได้

Step 3: เริ่มสร้างคอนเทนต์โดนๆ

หลังจากที่เรารู้แล้วว่าเราจะสร้างคอนเทนต์ให้ใคร ก็มาถึงขั้นตอนที่เราต้องเริ่มลงมือสร้างมันขึ้นมาเสียที

คอนเทนต์ที่ดีเป็นอย่างไร ?
– มีหัวข้อที่น่าประทับใจ อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าหัวข้อที่ดีก็เหมือนรักแรกพบ มีเวลาเพียงแค่สั้นๆ ที่คุณจะทำให้คนอ่านตกหลุมรัก เพราะจากสถิติพบว่ามีคนถึง 80% ที่อ่านหัวข้อแต่มีแค่ 20% ที่อ่านเนื้อหา ดังนั้นหัวข้อที่ดีก็จะช่วยดึงให้คนตามเข้าไปอ่านเนื้อหาต่อ
– ปล่อยเนื้อหาโดนๆ ออกมาในย่อหน้าแรกๆ เพราะมีแค่ 18% ของคนอ่าน อ่านเนื้อหาจนจบ! ดังนั้นอย่าลังเลที่จะปล่อยหมัดเด็ดๆ ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อดึงให้คนอ่าน อ่านบทความของคุณจนจบ
– ถึงแม้ไม่ใช่นิยายแต่ก็ควรมีเรื่องราว ยิ่งมีเรื่องราวผู้คนยิ่งเห็นอกเห็นใจและคล้อยตามได้ง่ายขึ้น
– แบ่งวรรค แบ่งตอน แบ่งย่อหน้าให้ดี เพราะคงไม่มีผู้อ่านที่ไหนชอบถ้าเห็นบทความยาวกว่า 2000 คำวางเรียงรายต่อกันแบบไม่มีช่องว่าง
– เช็คข้อมูลให้ดีก่อนที่ใส่อะไรลงในคอนเทนต์ ตัวอย่างเช่นประโยคที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือแค่ 8 บรรทัดต่อปี” ฟังดูโอเคใช่ไหม แต่คุณเคยลองหาค้นหาแบบจริงๆ จังๆ บ้างหรือเปล่าว่าตัวเลข 8 บรรทัดที่ได้มาจากไหน? แล้วสถิติที่ว่าทำไมถึงขัดกับจำนวนหนังสือที่ขายได้ในงานสัปดาห์หนังสือแต่ละปี? ถ้าคุณยังตอบคำถามพวกนี้ไม่ได้ เราแนะนำว่าอย่าโพสต์ประโยคที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือแค่ 8 บรรทัดต่อปี” ลงไปในคอนเทนต์ของคุณ
– สร้างจุดสนใจหรือข้อความเรียกแขก อย่างเช่น ลงเรียนฟรี, ทดลองใช้ฟรี หรือรับส่วนลด 50% เป็นต้น

สร้างคอนเทนต์_การสร้าง Content_บทความ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_เขียน Blog_เขียน content_เทคนิคการทำ SEO_ขั้นตอนการทำ SEO

เมื่อเขียนเสร็จแล้วอย่าลืมตรวจสอบและทำการแก้ไข แก้ไขมากกว่า 1 ครั้งก็ไม่เสียหาย ยิ่งคอนเทนต์ดีเท่าไหร่ก็ยิ่งควรค่าแก่การโพสต์มากขึ้นเท่านั้น

อีกเรื่องที่ควรระวังคืออย่าพยายามสร้างคอนเทนต์ที่ซ้ำกับคนอื่นเพราะมันเหมือนเราลงทุนลงแรงแบบเสียเปล่า

อีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับคอนเทนต์ดีๆ คือ “คอนเทนต์ดีๆ ไม่ควรให้ไปฟรีๆ” เรื่องนี้เราขอเถียง เพราะคอนเทนต์ดีๆ ก็เหมือนกระบอกเสียงของธุรกิจ ยิ่งคนเข้าถึงคอนเทนต์ได้มากเท่าไหร่ธุรกิจของเราก็ยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นเท่านั้น เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นผลตอบแทนที่มากเกินพอแล้ว

Step 4: โปรโมทให้บ่อย โปรโมทให้ทั่วถึง

สร้างคอนเทนต์ดีๆ มาเสร็จแล้วทั้งที จะเก็บดองไว้อ่านคนเดียวก็ใช่เรื่องเพราะฉะนั้นเราจึงต้องแชร์

วิธีการกระจายคอนเทนต์
– ใส่ลิงค์เข้าไปที่หน้า “About” มันเสียเลย ใครที่อยากรู้อะไรเกี่ยวกับเรา ก็ควรจะได้อ่านเรื่องดีๆ ที่เรานำเสนอไปด้วย
– แชร์ลงไปในกลุ่ม ถ้าคอนเทนต์เราดีจริงๆ แชร์แค่ครั้งเดียวก็มีคนช่วยแชร์ต่ออย่างแน่นอน
– ถ้าใครมีทุนก็สามารถใช้เงินแก้ปัญหาโดยการซื้อโฆษณาจากโซเชียลมีเดียต่างๆ
– ใช้ Influencer, Blogger และ Youtuber ให้เป็นประโยชน์ อาจจะฝากไลค์ฝากแชร์ก็เอาตามแต่สะดวก แต่อย่าลืมคุยกับพวกเขาก่อนจะได้ไม่หน้าแตก
– แชร์คอนเทนต์ของคุณลงในทุกที่ที่สามารถทำได้
– อย่าลืมใส่คอนเทนต์เก่าๆ หรือคอนเทนต์ยอดนิยมแทรกไว้ในส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์ไม่ว่าจะเป็นด้านข้างหรือด้านล่าง

สร้างคอนเทนต์_การสร้าง Content_บทความ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_เขียน Blog_เขียน content_เทคนิคการทำ SEO_ขั้นตอนการทำ SEO

Step 5: อัพเดทบ่อยๆ อย่าปล่อยให้คอนเทนต์เก่า

อย่างที่บอกไปในตอนต้นว่า Pillar Content คือรากฐานที่สำคัญของเว็บไซต์ ดังนั้นเราก็ควรหมั่นตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ว่ารากฐานที่เราวางไว้มันยังแข็งแรงดีอยู่หรือเปล่า ข้อมูลตรงไหนเก่าไปก็อัพเดทให้ทันยุคทันสมัย ข้อมูลตรงไหนไม่ได้ใช้แล้วก็ตัดออกไป หรือถ้ามีอะไรใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้าไปอย่าให้ขาด

คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าการอัพเดทคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอมีผลต่อการจัดอันดับใน Google ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณอัพเดทพวกมันแล้วก็อย่าลืมเขียนไว้ให้ชัดเจนว่าคอนเทนต์นี้ได้รับการอัพเดทตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะมันจะช่วยเพิ่มคะแนนความใส่ใจให้เว็บไซต์ของคุณได้อีกเยอะ

สร้างคอนเทนต์_การสร้าง Content_บทความ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_เขียน Blog_เขียน content_เทคนิคการทำ SEO_ขั้นตอนการทำ SEO

ตัวอย่าง Pillar Content จากเว็บไซต์

สร้างคอนเทนต์_การสร้าง Content_บทความ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_เขียน Blog_เขียน content_เทคนิคการทำ SEO_ขั้นตอนการทำ SEO

เว็บไซต์ HubSpot คือเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งรวม Application มือถือดีๆ เข้าไว้ด้วยกัน
Pillar Content ของเว็บไซต์นี้ถูกสร้างโดยการเขียนบรรยายเกี่ยวกับ Application กว่า 30 Application ไว้ในหน้าเดียวกัน คำอธิบายย่อๆ ถึงจุดเด่นและลูกเล่นของแต่ละ Application เย้ายวนใจให้คนที่ได้อ่านต้องตามไปอ่านรายละเอียดของแต่ละ Application ที่ตนเองสนใจ เพียงแค่นี้เว็บไซต์ HubSpot ก็สามารถดึงผู้คนเข้ามาและใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์ของตัวเองได้นานขึ้น

สร้างคอนเทนต์_การสร้าง Content_บทความ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_เขียน Blog_เขียน content_เทคนิคการทำ SEO_ขั้นตอนการทำ SEO

เว็บไซต์ Backlinko เว็บไซต์ที่เสิร์ฟข้อมูลร้อนๆ สำหรับคนที่ต้องการสร้างคอนเทนต์ SEO ดีๆ
Pillar Content ของเว็บไซต์นี้ใช้รูปแบบการจัดวางคอนเทนต์ที่เตะตาและง่ายต่อการทำความเข้าใจ จึงทำให้สามารถดึงดูดผู้คนเข้ามาในเว็บไซต์ได้เป็นจำนวนมาก

สร้างคอนเทนต์_การสร้าง Content_บทความ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_เขียน Blog_เขียน content_เทคนิคการทำ SEO_ขั้นตอนการทำ SEO
สร้างคอนเทนต์_การสร้าง Content_บทความ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_เขียน Blog_เขียน content_เทคนิคการทำ SEO_ขั้นตอนการทำ SEO

เว็บไซต์ Single Grain ใช้ Pillar Content ที่เน้นเรื่องการโปรโมทและการอัพเดท ไม่ว่าจะคนใกล้คนไกล Single Grain ก็มั่นใจว่าคอนเทนต์ของพวกเขาจะเข้าไปถึงทุกคน

สร้างคอนเทนต์_การสร้าง Content_บทความ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_เขียน Blog_เขียน content_เทคนิคการทำ SEO_ขั้นตอนการทำ SEO
สร้างคอนเทนต์_การสร้าง Content_บทความ SEO_รับทำ SEO_ทำ SEO_เขียน Blog_เขียน content_เทคนิคการทำ SEO_ขั้นตอนการทำ SEO

ถึงแม้ว่า Pillar Content ที่ดีจะมีองค์ประกอบหลายอย่าง แถมยังต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจกว่าที่จะเป็นรูปเป็นร่างออกมาสู่สาธารณชนได้ แต่เชื่อเราเถอะค่ะว่า Pillar Content ดีๆ หนึ่งอันจะสร้างผลตอบแทนให้คุณได้อย่างมากมายจนคุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

อ้างอิงจาก https://www.singlegrain.com/blog-posts/content-marketing/5-steps-to-developing-successful-pillar-content/