ขั้นตอนการทำ SEO อย่างละเอียดทีละขั้นตอน สำหรับมือใหม่

ด้วยคำแนะนำทีละขั้นตอนอย่างละเอียด จาก “Neil Patel” ผู้ที่ประสบความสำเร็จในเกมส์การตลาด และเป็นที่ยอมรับให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการตลาดคนหนึ่งของโลก

คุณสามารถเดาได้หรือไม่ว่ามีคนโพสต์ลงบล๊อกกี่คนในแต่ละวัน

รับรองว่าคุณไม่มีทางเดาถูก

เพราะจากสถิติเฉพาะผู้ที่ใช้ WordPress แสดงให้เห็นว่ามีผู้โพสต์บล๊อกกว่า 2 ล้านคนต่อวัน นั่นหมายถึง 24 โพสต์ในทุกๆ หนึ่งวินาที

แสดงให้เห็นว่า นับตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณเริ่มอ่านบรรทัดแรกจนถึงบรรทัดนี้ ได้มีการโพสต์บล๊อกไปแล้วประมาณ 216 โพสต์

และนี่เป็นเพียงสถิติที่เราได้จากผู้ที่ใช้ WordPress เท่านั้น หากเราลองนับจำนวนบล๊อกทั้งหมด แน่นอนว่าจะต้องมียอดการโพสต์บล๊อกที่สูงกว่านี้มาก

ด้วยสถิติเหล่านี้ ทำให้การโพสต์ลงบล๊อกกลายเป็นทางเลือกแรกๆ สำหรับผู้ที่มองหาการทำตลาดออนไลน์ และนี่ก็เป็นทางเลือกที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะนั่นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้

คุณอาจต้องใช้เวลาถึง 4 หรือ 5 ชั่วโมงในการนั่งเขียนโพสต์ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องมีเวลาประมาณ 10 นาทีในการตรวจสอบแต่ละโพสต์ที่คุณเขียนด้วย

ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่า เหตุใดจึงมีผู้คนหลายล้านคนทำการค้นหาคำว่า “SEO” บน Google ในแต่ละเดือน

ในทุกๆ วันจะมีผู้คนจำนวนกว่า 2.2 ล้านคนทำการค้นหาจาก Google และ “ใช่แล้ว!” ที่เรากล่าวมาเฉพาะจำนวนผู้ที่ทำการค้นหาด้วยเครื่องมือของ Google เท่านั้น ซึ่งยังไม่รวมเครื่องมือค้นหาอื่นๆ ที่มีให้เลือกใช้อีกมากมาย

ดังนั้นการที่โพสต์ของคุณได้ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของหน้าผลการค้นหา นั่นอาจจะเป็นเครื่องชี้ชะตาได้ว่าธุรกิจของคุณจะประสบความสำเร็จ หรือล้มละลายได้

แต่ “SEO” หมายถึงอะไร?

คุณอาจจะเคยได้รู้มาแล้วว่า SEO หมายถึง search engine optimization หรือ การเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหา แต่สิ่งที่คุณต้องทำในการเพิ่มประสิทธิภาพคืออะไร?

การออกแบบ? การเขียนโพสต์? หรือการลิงค์?

คำตอบคือ ถูกทุกข้อ” แต่ SEO ยังมีอะไรที่คุณจะต้องรู้มากกว่านั้นอีกมาก

ดังนั้น เรามาเริ่มต้นด้วย คำแนะนำการทำ SEO ตั้งแต่เบื้องต้นกันเลย!

คำนิยาม : SEO ย่อมาจาก search engine optimization หรือที่หมายถึง การเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหา  ซึ่งนับว่าเป็นศิลปะหรือกลยุทธ์ที่ทำให้เว็บเพจ หรือบล๊อกของคุณได้รับการจัดอันดับในหน้าผลการค้นหาหน้าแรก โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือที่ส่วนใหญ่เรียกว่า organic listings

ลองมาแปลคำนี้แบบตรงตัวกันอีกครั้ง

การเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา (SEO) เป็นกระบวนการในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเนื้อหาออนไลน์ของคุณ เพื่อให้เครื่องมือค้นหาสามารถแสดงเนื้อหาของคุณให้อยู่ในอันดับต้นๆ ของหน้าผลการค้นหา จากการใช้คีย์เวิร์ด

เราจะมาลงรายละเอียดเพิ่มเติมกัน!

หากพูดถึงคำว่า SEO นั่นถือเป็นเรื่องระหว่างคุณ, เครื่องมือค้นหา และผู้ค้นหา เช่น หากคุณมีบทความหัวข้อเกี่ยวกับวิธีทำลาซานญ่ามังสวิรัติ และคุณต้องการให้เครื่องมือค้นหาแสดงบทความของคุณเป็นอันดับต้นๆ หากมีผู้ค้นหาคำว่า “ลาซานญ่ามังสวิรัติ”

SEO เป็นเหมือน “เวทมนต์” ที่คุณมีในมือ เพื่อใช้ในการทำให้บทความของคุณได้ขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ของหน้าผลการค้นหาในหน้าแรก ในตอนที่มีผู้ค้นหาคีย์เวิร์ดที่สัมพันธ์กับบทความของคุณ

เราจะลงรายละเอียดลึกไปอีก เพื่อให้คุณได้เข้าใจมากขึ้น

ภาพโดยรวม

ตอนนี้เรามาเรียนรู้กันว่า “เวทย์มนต์” ที่คุณมีหมายถึงอะไร? และทำไมถึงมีความสำคัญ?

อย่างที่เราได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วว่า การใช้งานออนไลน์ส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นจากเครื่องมือค้นหา และมีผู้ค้นหาประมาณ 75% ที่เลือกใช้เครื่องมือค้นหาของ Google

รวมกับความจริงที่ว่า ห้าอันดับแรกในหน้าผลการค้นหามักจะถูกเลือกคลิก ดังนั้นคุณอาจเข้าใจมากขึ้นแล้วว่าทำไม SEO ถึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

เคยมีคำพูดตลกร้ายจากโลกออนไลน์ ที่กล่าวถึง ความสำคัญของการที่จะต้องทำให้เนื้อหา ถูกจัดอันดับไว้ในหน้าแรกของผลการค้นหาว่า :

หากคุณต้องการที่จะซ่อนศพคนตายไว้ที่ไหนสักแห่ง คุณสามารถเลือกที่จะซ่อนไว้ในหน้าที่สองของหน้าผลการค้นหาบน Google ได้เลย เพราะจะไม่มีใครหาเจอแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นโพสต์บล๊อก, บทความ หรือผลิตภัณฑ์ใดของคุณ ปรากฏอยู่หน้าใดหน้าหนึ่งของหน้าผลการค้นหาของ Google ที่ไม่ใช่หน้าแรก นั่นเท่ากับโพสต์บล๊อก, บทความ หรือผลิตภัณฑ์ของคุณ จะไม่เคยได้รับการจัดอันดับเลย

แต่เพื่อที่คุณจะได้ทำความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น เกี่ยวกับวิธีการที่จะทำให้โพสต์บล๊อก, บทความ หรือผลิตภัณฑ์ของคุณไปปรากฏอยู่บนหน้าแรกของการค้นหา คุณจะต้องเรียนรู้ก่อนว่าเครื่องมือค้นหานี้ทำงานอย่างไร

วิธีการทำงานของเครื่องมือค้นหา

จนถึงตอนนี้คุณอาจจะเข้าใจในเบื้องต้นแล้วว่า SEO เป็นอย่างไร ต่อจากนี้เราจะอธิบายส่วนประกอบต่างๆ ของ SEO เพื่อให้คุณเข้าใจมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่ Google มีกระบวนการในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดจากการค้นหาที่ดีมาก ซึ่งมีข้อกำหนดกว่า 200 ข้อ และบางข้อก็ไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะแต่เครื่องมืออย่าง Backlinko จะทำหน้าที่ช่วยรวบรวมคีย์เวิร์ดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่ก่อนอื่น เราต้องอธิบายคุณก่อนว่า ขั้นตอนการทำ SEO ถูกแบ่งเป็น 2 ฝ่าย และคุณอาจต้องเลือกคุณตอนนี้เลยว่าคุณจะอยู่ข้างไหน

สายขาว (White hat) หรือ สายดำ (Black hat)

อย่างที่คุณรู้ว่าเราจะต้องพยายามมากแค่ไหนเพื่อที่จะได้อยู่ในเกมส์ของธุรกิจนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ คงไม่มีใครที่อยากจะกระโดดเข้าไปในเกมส์ และต้องถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็ว

เช่นเดียวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา บางคนอาจมีกลยุทธ์ในการเปิดตัวสินค้าหรือบริการได้ยิ่งใหญ่และเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่บางคนถือว่านี่เป็นเรื่องที่ไกลเกินไปเลย

หากคุณต้องการให้ขั้นตอนการทำ SEO ของคุณได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วทันใจ คุณอาจจะต้องเลือกวิธีของสายดำ (Black hat)

SEO ในแบบ “Black hat” จะเน้นเพียงแค่ ความต้องการในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโพสต์ เพื่อให้ถูกจัดอันดับอยู่ในหน้าแรกของหน้าผลการค้นหา แต่ไม่ได้นึกไปถึงความต้องการของค้นหา นั่นทำให้มีกลยุทธ์มากมายถูกคิดขึ้นเพื่อที่จะทำการ “ลักไก่” หรือพยายามแหกกฏ เพื่อให้เว็บเพจได้อยู่ในอันดับต้นๆ และกลยุทธ์เหล่านี้จะทำรายได้ให้คุณไม่กี่พันดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็ว

เพราะในที่สุดกลยุทธ์เหล่านี้จะส่งผลทำให้เว็บเพจของคุณกลายเป็น สแปม หรือหน้าเว็บที่ไม่มีประโยชน์ และมักจะถูกลงโทษด้วยการโดนแบนอย่างรวดเร็ว และมักจะนำไปสู่ผลเสียต่อนักการตลาดด้วย เนื่องจากนี่จะเป็นการทำลายโอกาสของนักการตลาดเหล่านี้ในการสร้างการตลาดที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

SEO แบบสายขาว หรือ “White hat” เป็นการทำ SEO ให้กับธุรกิจออนไลน์แบบยั่งยืน หากคุณเลือกวิธีนี้ ก็เหมือนคุณมีเป้าหมายเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างแท้จริง

คุณจะต้องพยายามเขียนเนื้อหาที่ดีที่สุด และเป็นประโยชน์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทำให้เนื้อหาของคุณสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยการทำตามกติกาของเครื่องมือค้นหาอย่างถูกต้อง

แต่มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น!

เพราะทุกอย่างบนโลกนี้ มักไม่มีอะไรที่บริสุทธ์หรือขาวสะอาดที่สุด หรือเลวร้ายแบบดำสนิท

หากคุณไม่ได้กำลังพยายามที่จะหลอกใคร คุณแค่พยายามเล่นเกมส์ด้วยหมวกสีเทาๆ หรือคุณแค่พยายามที่จะหากลยุทธ์ที่แตกต่างเท่านั้นเอง

เช่นเดียวกัน มาตรฐานของ Google อาจไม่ได้ดูชัดเจนอย่างที่คุณเชื่อมั่น หลายๆ ครั้งที่ Google ก็ทำในสิ่งที่ขัดแย้งกัน

ตัวอย่างเช่น Google อาจเคยกล่าวว่า พวกเขาไม่ได้ชื่นชอบให้มีการใส่ลิงค์ในช่อง “guest blog” ตามเว็บไซต์ต่างๆ

แต่ ทำไม “guest blog” สามารถช่วยให้แบรนด์ของคุณเจริญเติบโตได้ล่ะ? หรือ คุณเลือกใช้วิธีอื่นในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ นั่นเพราะการเผยแพร่ข้อมูลที่มีคุณภาพบนช่องทางที่น่าเชื่อถือ จะทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จัก

ที่กล่าวมาทั้งหมดถือว่าเป็นส่วนดีของการมี “guest blog” และนั่นคงยังเป็นสิ่งที่เราอยากจะแนะนำให้คุณทำตาม

มีหลายคนที่อาจไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่ก็ไม่เป็นไร

เพราะนั่นคือกลยุทธ์ในการทำตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้าง SEO และนี่ถือเป็นเรื่องที่น่าสนุก เนื่องจากการตลาดก็คือเกมส์ และฝ่ายตรงข้ามก็ต้องหากลยุทธ์ที่แตกต่างออกไปเพื่อที่จะเอาชนะคุณ

กติกาของ SEO ก็เช่นกัน ที่มักมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและค่อนข้างจะไม่ชัดเจน

นอกจากกติกาทั่วไปที่หลายๆ คนรู้จักกันดีแล้วคือ การที่ SEO จะทำการคาดการณ์และทำการเชื่อมต่อไปยังข้อมูลที่สัมพันธ์กัน

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ SEO จะต้องกลายเป็นเรื่องเทาๆ ที่หลายคนต้องยอมรับ

การสร้างลิงค์ ถือเป็นเทคนิคพื้นฐาน เช่น ใช้การนำเสนอทุนการศึกษามาแปะไว้เป็นลิงค์ เพื่อให้คนสนใจ เป็นต้น

บางคนอาจบอกว่าการทำแบบนี้จะให้ผลลัพท์ที่ดี แต่ยังมีอีกหลายคนเช่นกันที่บอกว่าการเพิ่มลิงค์ในช่อง guest blog ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว

แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขารู้จักวิธีการทำดีแค่ไหน

ผู้ที่ชำนาญในการทำ SEO มากๆ อย่าง Ross Hudgens จากบริษัท Siege Media ก็เคยอธิบายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ไว้ว่า 

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วกลยุทธ์ต่างๆ ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อผลกำไรที่จะได้รับมาจากการลงทุน

นั่นแหล่ะ คือปัญหา

เพราะกลยุทธ์ในการสร้างลิงค์ เกือบทั้งหมด จะนับว่าเป็นเรื่องของ “black hat” หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ที่คุณเลือกใช้

Ross ยังได้แสดงตัวอย่างเพิ่มเติมว่า ไม่ว่าเวลาผ่านไปเท่าใดก็ตามแบรนด์ขนาดใหญ่ ที่บางคนอาจเข้าไปเยี่ยมชมทุกวันอย่าง The New York Times ก็ยังคงมีการโพสต์ลิงค์ ที่ถือว่าเป็นวิธีที่ไม่เป็นไปตามกติกาของ Google

ในปัจจุบัน สำหรับบางธุรกิจอาจจะเห็นว่าการสร้างลิงค์เป็นเรื่องง่าย อย่างเช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี หรือ อาหาร เพราะมีบล๊อกนับพันบนโลกออนไลน์ที่พูดถึงเรื่องนี้

แต่ถ้าคุณทำงานอยู่ในธุรกิจอาหารเสริมล่ะ?

คุณรู้จัก MailChimp หรือไม่? ที่ไม่อนุญาตให้แม้แต่ธุรกิจอาหารเสริม ใช้ระบบอีเมลล์ของพวกเขาในการโฆษณา

แล้วพวกเขาจะทำการสร้างสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ด้วยวิธีไหนกัน?

โอกาสที่บริษัทเหล่านี้จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้า จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ดังนั้นในหลายๆครั้ง คุณจำเป็นจะต้องคว้าโอกาสไว้

แม้แต่บริษัทกฏหมายก็เคยมีปัญหาในเรื่องของการสร้างลิงค์ที่มีคุณภาพสูง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำใหธุรกิจจำนวนมากเลือกใช้ลิงค์ ที่เสนอทุนการศึกษา อย่างที่เราเคยกล่าวมาแล้วด้านบน

อีกปัญหาที่มักจะพบก็คือ ได้รับการจัดอันดับโดยเครื่องมือค้นหาที่ไม่ดี เท่าที่ควร 

แน่นอนว่า เครื่องมีที่ช่วยในการแก้ปัญหาอย่าง “RankBrain” อาจจะช่วยคุณได้

แต่ก็ยังถือว่าช่วยอะไรได้ไม่มาก 

นั่นคือเหตุผลที่ Glenn Alsop ได้ออกมายอมรับอย่างเปิดเผยว่า ในบางครั้งเราอาจจะต้องเลือกใช้กลยุทธ์ทั้งที่เป็นสายขาว และสายดำ ถึงแม้ว่าอาจจะต้องโดนใบเตือนจาก Google บ้างในบางครั้ง

Glenn ยังได้แสดงตัวอย่างให้ดูด้วยการใช้คำว่า “future of blogging” ใส่ลงในช่องค้นหา

และผลที่ได้คือเว็บไซต์ของเขา ติดอยู่ในอันดับล่างๆของหน้าผลการค้นหา แต่เขาก็ได้ชี้ให้เราเห็นว่า

  1. เขาได้มีการลิงค์ย้อนกลับที่มากกว่าเว็บไซต์คู่แข่ง
  2. เว็บไซต์ของเขาได้รับความนิยมมากว่าเว็บไซต์คู่แข่ง
  3. เขามีการแทรกคำค้นหาเข้าไปมากกว่าเว็บไซต์ของคู่แข่ง

แต่เกิดอะไรขึ้น! และอะไรจะสามารถเหตุผลของเรื่องนี้ได้

โดยทั่วไป Google มักออกมาบอกว่า ทั้ง 3 ข้อที่เขาทำ ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO และใครๆ ก็เห็นด้วย

แต่ในทางปฏิบัติ นั่นไม่ใช่เรื่องจริง

เพราะคุณยังสามารถเล่นเกมส์ หรือทำการควบคุมเกมส์นี้ได้ในระดับหนึ่ง

ซึ่งมันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่เคยเป็น แต่ก็ยังคงจะต้องมีปัญหาตามมา

เมื่อปีที่แล้ว เครื่องมือค้นหาอย่าง WordStream ที่สร้างโดย Larry Kim เคยให้การคาดการณ์ของคีย์เวิร์ด SEO ที่จะไม่ซ้ำกันกับในปีนี้

และสิ่งหนึ่งที่เค้าเน้นย้ำคือ การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน้าผลการค้นหา ด้วยจำนวนการคลิกโฆษณา นับว่าเป็นเรื่องที่ได้ผลเลยทีเดียว

เขายังได้คาดการณ์ต่อว่า “การแฮก” จะกลายเป็นเทคนิกสีเทาๆ ที่จะต้องยอมรับ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การมีส่วนร่วมของ Facebook ที่อาจจะเป็นทางเลือกที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกเล็กน้อย

เราจะไม่บอกคุณว่า การเลือกกลยุทธ์แบบเทาๆ เป็นเรื่องที่ดี หรือ ไม่ดี เพราะคุณจะต้องเป็นผู้ที่ตัดสินเอง

แต่เราจะชี้ให้คุณได้เห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

SEO เป็นเกมส์ ที่คุณจะไม่เคยได้เห็นผล

มีคู่แข่งมากมายที่จะพยายามไต่ขึ้นไปอยู่อันดันสูงสุดในหน้าผลการค้นหาเพื่อจะแทนที่คุณ และกดให้คุณตกลงมาอยู่ในอันดับล่างๆ

ดังนั้นคุณจะต้องตัดสินใจว่าคุณจะเดินบนเส้นทางไหน หรือคุณสามารถยอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน

ต้องทำความสะอาดทั้งภายนอกและภายในบ้านของคุณ

นั่นหมายถึงทั้งปัจจัยภายในบนหน้าเว็บไซต์ของคุณเอง (on-page SEO) และปัจจัยจากภายนอกจากเว็บไซต์อื่น (off-page SEO)

นั่นทำให้ขั้นตอนการทำ SEO ถูกแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ…

“on-page SEO” หมายถึง ปัจจัยการจัดอันดับทั้งหมดของ Google ที่กำหนดขึ้น เพื่อการเข้าชมหน้าเว็บเพจ และคุณต้องพยายามปรับเนื้อหาให้เหมาะสมเช่น หัวข้อของเนื้อหา หรือ โครงสร้างของเนื้อหา

“off-page SEO” หมายถึง ตัวแปรทั้งหมดที่ Google ใช้ในการพิจารณา ซึ่งไม่ได้พิจารณาจากเว็บไซต์คุณเท่านั้น แต่อาจพิจารณาจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ ด้วยเช่น สังคมออนไลน์, บล๊อก และประวัติส่วนตัวของผู้ค้นหา

แม้ว่าทั้ง “on-page SEO” และ “off-page SEO” จะดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่คุณจำเป็นต้องจัดการทั้งสองอย่างให้ดี และถูกต้อง เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำ SEO ให้ดียิ่งขึ้น

เพื่อให้คุณได้เข้าใจมากขึ้นว่า คุณต้องทำอะไรบ้าง ลองดูที่ตัวอย่างต่อไปนี้

ลองจินตนาการตามเรา ถึงฉากของภาพยนต์สัก 2 เรื่อง

ฉากแรก เป็นฉากของบ้านที่ภายในดูสะอาดตา และภายนอกดูสกปรก

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในฉากนี้คือ แม้ว่าคุณจะมีบ้านที่มีภายในตัวบ้านสะอาดที่สุด ราวกับบ้านของ Mary Poppins แต่หากสวนของคุณมองดูเหมือนป่าในเรื่องเจ้าหญิงนิทราแล้ว ก็จะไม่มีใครอยากเข้ามาในบ้านของคุณอยู่ดี

เช่นเดียวกันกับการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บเพจของคุณในการทำ SEO ซึ่ง เว็บเพจของคุณอาจมีเนื้อหาที่ดี และดูน่าตื่นตา 

แต่จะไม่มีใครมองเห็นความน่าตื่นตานี้ หากคุณไม่เคยมีการโปรโมท หรือเพิ่มช่องทางเพื่อให้ผู้อ่านเข้ามายังเว็บเพจของคุณเลย

แล้วปัจจัยภายนอกคืออะไร?

ในฉากที่ 2 นี้ คุณลองจินตนาการถึงบ้านที่มีการตัดแต่งต้นไม้ และสนามหญ้าภายนอกให้ดูงดงามน่ามอง แต่ภายในตัวบ้านดูสกปรกและไม่เป็นระเบียบ

หากมองในทางกลับกัน แต่ในมุมที่คล้ายกัน คือ การมีบ้านที่มีบริเวณที่ดูสะอาดตา และน่ามองอาจทำไห้มีผู้คนมากมายอยากจะเข้ามาเยี่ยมชมบ้านของคุณ แต่หากพวกเขาเข้ามาถึงห้องนั่งเล่นแล้วพบว่าภายในเหมือนกับเป็นสนามรบ ไม่เป็นระเบียบ พวกเขาอาจจะเดินออกจากบ้านในทันที

เมื่อผู้อ่านเข้ามายังเว็บเพจของคุณหลังจากเห็นโพสต์ของคุณ จากเว็บไซต์ใดก็ตาม หรือที่ Google เรียกว่า ลิงค์ย้อนกลับ หากคุณมีลิงค์ย้อนกลับที่ดีและได้รับการคลิกจำนวนมาก นั่นถือเป็นการส่งเสริมให้เว็บเพจของคุณได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้นบนหน้าผลการค้นหา

นั่นคือเหตผลว่าทำไมคุณจะต้องมีทั้ง on-page SEO และ off-page SEO ที่ดี

คุณสามารถใช้กลยุทธ์อะไรก็ได้บนหน้าเว็บไซต์ของคุณเอง เพื่อสนับสนุนให้มีการจัดอันดับบนหน้าเว็บเพจที่ดีขึ้น แต่ยังมีอะไรที่เป็นปัจจัยภายนอกที่มากกว่านั้น

งั้นเราลองมาดูกันที่ on-page SEO กันก่อน

On-Page SEO
การทำ SEO บนหน้าเว็บของคุณแบ่งได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ที่คุณจะต้องระวังและจัดการให้ดี และส่วนแรกได้แก่ ส่วนของเนื้อหา

เนื้อหา (Content)
คุณอาจจะเคยได้ยินว่า “เนื้อหาเปรียบได้กับราชา” นั่นเป็นคำพูดของ Bill Gates ตั้งแต่ปี 1996 แต่นั่นยังคงเป็นเรื่องจริงมาจนถึงทุกวันนี้

ทำไมหน่ะเหรอ?

นั่นก็เพราะลูกค้าของ Google ยังคงชื่นชอบในผลการค้นหาที่พวกเขาได้รับ 

และเมื่อคุณลองทำการค้นหาบน Google ด้วยคำว่า “มักกะโรนีชีสทำเองที่บ้านแบบง่ายๆ และรวดเร็ว” Google จะทำงานประมวลผลอย่างละเอียด เพื่อให้คุณได้รับคำตอบที่ Google เชื่อว่าเป็นสูตรมักะโรนีชีสที่ง่าย รวดเร็ว และดีที่สุด (นั่นหมายถึงสูตรอาหารที่ใช้เวลาปรุงเพียงเล็กน้อยและมีเครื่องปรุงไม่กี่ชนิด) จากหน้าเว็บไซต์ทั้งหมดในระบบ

Googleไม่ได้พยายามที่จะค้นหาสูตรที่ง่าย รวดเร็ว และดีที่สุดให้คุณเท่านั้น แต่ Google อาจจะแสดงผลการค้นหาที่รวมไปถึงร้านค้าออนไลน์สำหรับมื้อเย็น เพื่อให้คุณได้เลือกและพอใจมากที่สุด

Google มักจะพยายามอย่างดีที่สุด ในการสนองตอบความต้องการของคุณ เพื่อให้คุณได้รับคำตอบที่ตรงใจที่สุด

นั่นหมายถึงงานหลักของคุณคือการทำให้เนื้อหาของคุณได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับแรกๆ ในหน้าผลการค้นหา จากกลยุทธ์ของการทำ SEO

นั่นฟังดูเหมือนไม่ง่ายใช่ไหม? เพราะคุณยังต้องมีงานอีกมากมาย ที่รอคุณอยู่

SEO ก็ไม่ได้จากทักษะอื่นๆ เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ มักจะมาจากความพยายามที่ใหญ่ยิ่ง

เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่า แม้คุณมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่ดีที่สุดในโลก แต่จะไม่มีวันใช้ได้ผลหากผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณไม่ดี เช่นเดียวกัน หากคุณมีความชำนาญในการทำ SEO เป็นอย่างดีที่สุด แต่ถ้าเนื้อหาบนหน้าเว็บเพจของคุณไม่ดีพอ การทำ SEO ก็ไม่มีวันได้ผล

เรากำลังจะกล่าวถึงการทำให้ส่วนประกอบต่างๆ บนหน้าเว็บของคุณได้รับการจับตามองจาก Google

คุณภาพ : เมื่อคุณมีการอัพเดทเนื้อหาที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด นั่นจะทำให้เนื้อหาของคุณดูโดดเด่นกว่าเว็บเพจที่ไม่ได้รับการอัพเดทมานานแล้ว และนี่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการทำ SEO สำหรับธุรกิจหน้าใหม่ ที่พยายามจะก้าวไปสู่ความสำเร็จ บนโลกออนไลน์ได้จริงๆ

แต่การมีเนื้อหาที่ดีไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นเรื่องที่ดูน่าท้าทายที่สุด เพราะนั่นหมายถึง คุณจะต้องกลายเป็นครูที่ดีคนหนึ่ง

แต่การเขียนเนื้อหาของคุณไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเขียนแบบร่าง คุณอาจจะเริ่มจากการดึงเนื้อหาที่ผู้อื่นเขียนขึ้น และนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น เพิ่มเนื้อหาให้มากขึ้น หรือลงรายละเอียดเพิ่มขึ้น

หรือคุณอาจจะมีไอเดียอะไรไว้แล้ว หากเป็นเช่นนั้น จะทำให้เนื้อหาของคุณมีคุณภาพมากขึ้น ลองรวบรวมแนวคิดที่มี แล้วสรุปออกมาให้เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ จากนั้นลงมือเขียนได้!

ทันทีที่คุณเริ่มเขียน คุณจะต้องมั่นใจว่าคุณได้มีการรวบรวมส่วนผสมทั้งหมดที่คุณวางเป้าหมายไว้ แทรกลงไปในเนื้อหาของคุณทั้งหมดแล้ว

หากคุณเป็นนักเขียนหน้าใหม่ คุณก็สามารถใช้วิธีแบบมืออาชีพในการเขียนเนื้อหาที่ยอดเยี่ยมได้ง่ายๆ โดยการที่คุณจะต้องมีความมุ่งมั่นในการเขียน ลงมือเขียนทุกวัน และเพิ่มปริมาณการเขียนให้มากขึ้นเรื่อยๆ

การค้นหาคีย์เวิร์ด : การค้นหาคีย์เวิร์ดไว้ล่วงหน้า ถือเป็นเรื่องที่ควรทำ เพื่อช่วยให้เนื้อหาของคุณประสบความสำเร็จ

เนื่องจากคุณจะต้องใช้คีย์เวิร์ดที่หามาได้แทรกลงในหัวข้อของโพสต์ทุกครั้ง ดังนั้นก่อนลงมือเขียนเนื้อหา คุณจำเป็นจะต้องมีคีย์เวิร์ดก่อน

สำหรับผู้ที่เป็นมืออาชีพแล้ว อาจจะลองค้นหากลุ่มคีย์เวิร์ดจากเครื่องมือ Quick Sprout แต่หากคุณเป็นนักเขียนมือใหม่ คุณอาจจะเลือกใช้เครื่องมืออย่าง Hubspots เพื่อในการช่วยหากลุ่มคีย์เวิร์ดที่ตรงกับเป้าหมายของคุณได้

นอกจากการที่จะต้องพยายามแทรกกลุ่มคีย์เวิร์ดลงในเนื้อหาของคุณแล้ว คุณควรจะแบ่งเวลาไว้สำหรับการเรียนรู้เพิ่มเติมด้วย ซึ่งคุณไม่จำเป็นจะต้องซื้อหนังสือมากมาย แต่คุณอาจจะเลือกหาความรู้จากสื่อบนโลกออนไลน์ต่างๆ

ประโยชน์ของคีย์เวิร์ด : เมื่อเวลาผ่านไป Google ก็จะมีความฉลาดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นั่นคือเหตุผลที่คุณไม่ควรหยุดการพัฒนา แน่นอนว่าการแทรกคีย์เวิร์ดของคุณเพิ่มเติมลงไปในเนื้อหา หรือการใส่คีย์เวิร์ดลงในเนื้อหาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจจะไม่เป็นการดีต่อเนื้อของคุณ รวมถึงทำให้เนื้อหาของคุณถูกจัดอันดับลดลงด้วย

การเลือกใส่คีย์เวิร์ดอาจจะไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับปัจจุบันนี้

ในปัจจุบันการใช้คีย์เวิร์ดที่มีความหมายมากขึ้น ทำให้ Google สามารถตีความหมายได้ตรงกับความต้องการของผู้ค้าได้มากกว่า

เพราะไม่เพียงแต่การวิเคราะห์ความหมายของคำ แต่ Google ยังมองหาคำที่ใกล้เคียง เพื่อที่ให้ตรงกับความต้องการของผู้หามากขึ้น 

หากคุณลองใส่คำว่า “five guys nyc” หรือที่หมายความตรงตัวว่า “ผู้ชาย 5 คนในนิวยอร์ก” แต่ Google ยังสามารถรู้ได้ว่าคุณอาจจะมองหา “ร้านแฮมเบอร์เกอร์ชื่อดังที่ชื่อว่า Five Guys” อีกทั้งยังมองหาคำที่สัมพันธ์อย่างคำว่า “เบอร์เกอร์” อีกด้วย

ตราบใดที่คุณได้ทำการตรวจสอบให้มั่นใจว่าคีย์เวิร์ดของคุณได้ถูกแทรกไว้แล้วในส่วนสำคัญต่างๆบนเนื้อหาของคุณ อย่างเช่น บนหัวเรื่อง, ในURL รวมถึงแทรกอยู่ในคำอธิบายหลัก แค่นั้นคุณก็ไม่จำเป็นจะต้องกลับมาตรวจสอบเนื้อหาของคุณบ่อยๆ

เพียงแค่คุณจะต้องตรวจสอบในบางครั้งว่าคีย์เวิร์ดที่คุณเลือกยังตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่

ความสดใหม่ของเนื้อหา : Hubspot ได้สร้างกติกาใหม่ขึ้นมาในปีนี้ ว่าการจัดอันดับจะต้องมีการประมวลผลจากความสดใหม่ของเนื้อหาด้วย

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การอัพเดทเนื้อหาใหม่ๆ อยู่เสมอเป็นเหมือนการส่งสัญญานว่าเนื้อหาของคุณได้ถูกอัพเดทอยู่เป็นประจำ และมีความทันสมัย  รวมถึงยังมีอีกหลายวิธีที่จะทำให้เนื้อหาที่เคยถูกเผยแพร่ไปแล้วของคุณทันสมัยมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น Brian Dean จาก Backlinko ได้มีการโพสต์ถึง 30 ครั้งในระยะเวลา 2 ปี ไม่เท่านั้นเขายังคงมีการอัพเดทเนื้อหาในโพสต์ของเขาอยู่ตลอดเวลา ด้วยการนำเนื้อหาที่เคยถูกโพสต์ไปแล้วมาเขียนใหม่ และมีการเพิ่มเติมข้อมูลใหม่ๆ ลงไปด้วย

ในขณะที่ความสม่ำเสมอของการโพสต์สิ่งใหม่ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่คุณยังสามารถมีผลการตอบรับที่ดีด้วยการเลือกอัพเดทเนื้อหา หรือเพิ่มรายละเอียดข้อมูลเชิงลึกให้มากขึ้นในเนื้อที่มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตอบได้ตรงคำถาม: สุดท้ายคือ การที่ Google มักจะมองหาคำตอบที่ตรงกับคำถามของลูกค้ามากที่สุดในหน้าผลการค้นหา ดังนั้นหากเนื้อหาที่คุณเขียนมีความชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้ Google จำได้ เนื้อหาของคุณจะถูกแสดงขึ้นมาถัดจากช่องค้นหาได้เลย

Matt Cutts ที่เป็นอดีตหัวทีมแสปมของ Google และเขามักจะมีการโพสต์ข้อความเสียงเพื่อแจ้งการเปลี่ยนแปลงล่าสุดของการจัดการกับ SEO และกระบวนการแก้ไขปัญหา ได้ออกมาประกาศเมื่อปีที่แล้วว่า “เนื้อหาที่ไม่มีการใช้คำสแลง หรือไม่มีคำที่มีความหมายที่ไม่ชัดเจน จะมีประสิทธิภาพการจัดอันดับได้ดีกว่า”

เพราะเหตุนี้คำแนะนำที่เกี่ยวกับวิธีการเขียนโพสต์ รวมถึงคำแนะนำในการเลือกหัวข้อต่างๆ มักจะได้รับความนิยมมากขึ้น ดังนั้นคุณจะต้องจัดการเนื้อหาของคุณให้ดี การใช้คำสแลงหรือคำที่มีความหมายที่ไม่ชัดเจนต่างๆ รวมถึงโครงสร้างประโยคที่ซับซ้อน ไม่ได้เป็นเรื่องที่ฉลาดอีกต่อไป และยังส่งผลให้การทำ SEO ของมีประสิทธิภาพน้อยลงอีกด้วย

การเลือกคีย์เวิร์ด

เราจะสรุปวิธีการเลือกคีย์เวิร์ดแบบสั้นๆ เพื่อให้คุณได้เข้าใจมากขึ้น

คีย์เวิร์ดหมายถึงคำที่สอดคล้องและบ่งบอกถึงเนื้อหาได้แบบชัดเจน ว่าเนื้อหานี้เขียนเกี่ยวกับอะไร

คีย์เวิร์ดยังสามารถบอกได้ว่าคุณจะต้องสร้างลิงค์อย่างไร รวมถึงเป็นเหมือนตัวแทนการสร้างกลยุทธ์ที่คุณเลือก ว่าคุณวางแผนที่จะนำคีย์เวิร์ดเหล่านี้ไปใช้งานได้อย่างไร

แต่ความผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่มักจะเจอคือ “การหยุด” 

เนื่องจากในบางครั้งพวกเขาอาจมีการเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บไซต์ หรือมีการวางเป้าหมายทางการตลาดใหม่ แต่พวกเขาทำการอัพเดทเว็บเพจแค่เพียง 1-2 สัปดาห์แรก จากนั้นก็ “หยุด”

เพราะพวกเขาคิดว่าการที่ได้เลือกคีย์เวิร์ดที่ดีได้  นั่นก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม

การทำ SEO ที่ดี จะต้องมีการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดอยู่ตลอดเวลา และจะต้องมีการประเมินเพื่อหาคีย์เวิร์ดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา รวมถึงตรวจสอบว่าคีย์เวิร์ดเดิมยังคงใช้งานได้ผลอยู่หรือไม่

และต่อไปนี้จะเป็นเหตุผลที่มักจะทำให้คนฉลาด ตัดสินใจเลือกคีย์เวิร์ดที่ผิด

ความผิดพลาดของคีย์เวิร์ดข้อที่ 1 คือการเลือกคีย์เวิร์ดผิด
หากคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการคำปรึกษา การบริการของคุณอาจมีมูลค่าถึง 10,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งนั่นเท่ากับ ไม่ถึง 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือน ตอนนี้ก็มาถึงคำถาม

ราคานี้แพงไปหรือไม่?

หากคุณลองทำการค้นหาการจัดอันดับในเรื่องของ “เคล็ดลับที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต แบบฟรีๆ” ลองเดาดูว่าหัวข้อนี้จะสามารถดึงดูดผู้อ่านแบบไหนได้

อาจจะเป็นผู้อ่านที่กำลังมองหาบริการในแบบที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และนั่นหมายถึงพวกเขาอาจจะไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะซื้อบริการของคุณได้

แม้ว่าคำหลักคำนั้นจะทำให้มีผู้คนหลายพันคนเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณในแต่ละเดือน แต่กลุ่มลูกค้าเหล่านั้นอาจจะไม่ได้เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณก็ได้ ดังนั้นนั่นอาจจะไม่ใช่การจัดอันดับที่คุณต้องการ

คุณควรจะลองมองหาคีย์เวิร์ดอื่นๆ ที่แตกต่างออกไป แม้ว่าคีย์เวิร์ดก่อนหน้าจะทำให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณเพิ่มขึ้นถึง 990 คนต่อเดือน

แต่หากคุณมักคิดในทางตรงกันข้ามว่า ถ้ามีผู้เข้าชมเพียง 1 หรือ 2 คนที่เข้ามาอ่านเนื้อหาเหล่านี้แล้วเกิดเปลี่ยนใจเลือกใช้บริการของคุณ นั่นก็ทำให้คุณพอใจแล้ว

นี่ไม่ได้เป็นข้อผิดพลาดเดียวที่อาจขึ้นได้ แต่หากลองคิดดู ความผิดพลาดข้อที่ 2 นี้ก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

ความผิดพลาดของคีย์เวิร์ดข้อที่ 2 คือ การไม่สนใจคู่แข่ง
หากคุณเลือกคีย์เวิร์ดได้แล้ว และคุณก็พร้อมจะไปต่อในขั้นตอนต่อไป

หากคีย์เวิร์ดที่คุณหามาได้จะตรงกับสิ่งที่คุณทำ และสอดคล้องกับสิ่งที่คุณขายแล้ว ขั้นตอนถัดไปที่คุณต้องทำคืออะไร?

คุณจะต้องใช้เครื่องมือในการตรวจสอบการใช้คีย์เวิร์ด อย่าง Google Keyword Planner หรือ SEMrush ที่อาจมีค่าใช้จ่าย

จากนั้นคุณจะต้องพิมพ์คีย์เวิร์ดลงไปและลองตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้

โดยปกติแล้วเครื่องมือนี้จะแสดงที่มีจำนวนผู้ค้นหาสูงที่สุด แต่นี่อาจจะเป็นสิ่งที่คุณทำพลาด เพราะการจัดอันดับคีย์เวิร์ดของคุณ จะแสดงให้เห็นว่าคุณมีคู่แข่งมากแค่ไหนด้วย 

ตัวอย่างเช่น หากคุณลองใส้คำว่า “content marketing”

คุณจะได้พบว่ามีผู้ค้นหาโดยใช้คำนี้ประมาณ 6.5-9 หมื่นคนต่อเดือน นั่นดูดีเลยทีเดียว! 

แต่คำนี้ก็อาจจะไม่ได้เป็นคีย์เวิร์ดเดียวที่มีการค้นหาในหัวข้อนี้ แต่นั่นถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีเลยทีเดียว แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือ เมื่อคุณลองทำการเปรียบเทียบเว็บไซต์ของคุณกับเว็บไซต์ของผู้ที่ได้รับการจัดอันดับแล้ว

คุณจะต้องตรวจสอบด้วยว่า :

  1. ค่าโดเมนต์และคะแนนความนิยมของเว็บไซต์เหล่านั้นเป็นอย่างไร
  2. จำนวนของลิงค์ ที่แต่ละเว็บไซต์มีมากเท่าไร

ซึ่งหากเว็บไซต์เหล่านั้นมีค่าโดเมนต์ และคะแนนความนิยมที่สูง รวมถึงมีลิงค์ที่พวกเขามีก็ประสิทธิภาพมาก ซึ่งสถิติเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการจัดการหลายเดือน หรืออาจจะเป็นปี และนั่นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณจะมีประสิทธิภาพเทียบเท่าได้

นั่นยังหมายถึงโอกาสที่คุณจะสามารถขึ้นไปแทนที่เว็บไซต์เหล่านี้ ซึ่งมีน้อยมาก หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลย

หากเป็นเช่นนั้น จะต้องทำอย่างไร?

คนส่วนใหญ่ก็จะเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ยาวขึ้นแทน

พวกเขาเลือกทำแบบนั้นเพราะ คิดว่ามีคนเลือกใช้คีย์เวิร์ดเหล่านี้ลดลง หรือการที่จะมีคู่แข่งลดลงด้วยเช่นกัน

แต่ที่โชคร้ายก็คือ นั่นอาจจะไม่ได้ผลเสมอไป เพราะหากคุณลองใส่คำว่า “content marketing agency” ที่ยาวกว่าแทน

แม้ว่าผลที่ปรากฏจะมีปริมาณของคนที่เลือกใช้คีย์เวิร์ดเหล่านี้น้อยลง และดูเหมือนว่ากลุ่มคีย์เวิร์ดเหล่านี้น่าจะใช้ได้ผล

เว้นแต่ปัญหาหนึ่งที่คุณอาจจะต้องเจอ คือ…

ลองตรวจสอบจำนวนคู่แข่งของคุณดูอีกทีสิ?

เว็บไซต์คู่แข่งของคุณได้ใช้กลุ่มคีย์เวิร์ดนี้มาแล้วเป็นเวลานับปี และคู่แข่งเหล่านี้ก็มีจำนวนนับร้อย หรืออาจจะเป็นพันๆ

แน่นอนว่าคู่แข่งเหล่านี้ก็ต้องการที่จะได้รับการจัดอันดับในหน้าผลการค้นหาที่ดีเช่นกัน ดังนั้นนี่อาจจะดูแย่ยิ่งขึ้นไปอีก และถึงแม้ว่าเว็บไซต์ของคุณจะได้รับการจัดอันให้อยู่ด้านบนในหน้าผลการค้นหา แต่ก็อาจจะมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณไม่มาก

แล้วคุณต้องทำอย่างไรต่อไป?

คุณจะต้องหาคีย์เวิร์ดที่ :

  1. เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ
  2. มีคู่แข่งไม่มาก
  3. แต่ยังคงมีการเลือกใช้คำนี้มากพอ และคุ้มค่ากับความพยายาม

เหล่านี้ถือเป็นคำถามที่ดีเลยทีเดียว แต่คำตอบจะต้องเป็นอย่างไรล่ะ?

เคล็ดลับการหาคีย์เวิร์ดข้อที่ 1  มุ่งเป้าไปที่ความตั้งใจในการค้นหา

ผู้คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงการมองหาคีย์เวิร์ด

แต่ในทางกลับกันคือ แทนที่คุณจะมองว่าผู้คนจะพิมพ์อะไรลงไปในช่องค้นหา คุณอาจจะลองคิดว่าพวกเขาต้องการที่จะหาอะไร แทน

และนี่แหล่ะ ที่เรียกว่า “ความตั้งใจในการค้นหา”

ความแตกต่างก็คือ แม้ว่าจะมีผู้คนค้นหาด้วยคำเหล่านี้น้อยลง แต่ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับคุณได้จริงๆ 

เราลองมาจำลองสถานการณ์นี้กัน เพื่อให้คุณได้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ลองสมมุติว่า คุณเป็นเจ้าของเว็บไซต์หางาน

รายได้ของคุณมาจากบริษัทที่เลือกเข้ามาโพสต์บนหน้าเว็บไซต์ของคุณ เพื่อที่จะโปรโมทตำแหน่งงานที่ว่าง

นั่นหมายถึงคุณจะต้องได้รับการจัดอันดับที่ดี ในหน้าผลการค้นหาที่เกี่ยวกับการหางาน จึงจะทำให้ผู้คนเข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณ แทนที่จะเลือกเข้าไปยังเว็บไซต์อื่น

ยิ่งมีคนเข้ามาหางานจากเว็บไซต์ของคุณมากแค่ไหน คุณก็จะมีรายได้มากขึ้นเท่านั้น

แต่ลองมาดูกันว่า หากคุณลองพิมพ์คำว่า “งานวิศวกรรม”

ผลที่ได้คือ งานตำแหน่งวิศวกรรม จะขึ้นมาเต็มหน้าผลการค้นหา บางเว็บไซต์อาจจะนำเสนอ ตำแหน่งวิศวกรรมเครื่องกล ขณะที่เว็บไซต์อื่นอาจจะนำเสนอ ตำแหน่งวิศวกรรมซอฟท์แวร์ หรืออาจจะเป็นตำแหน่ง อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ความตั้งใจที่ซ่อนอยู่ในการค้นหา มักจะมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิง

และนั่นคือสิ่งที่คุณจะต้องตระหนักถึง

ว่าอะไรคือสิ่งที่ผู้ค้นหากำลังมองหาจริงๆ  หรือวิศวกรประเภทไหนที่ผู้ค้นหาต้องการ และสนใจจริงๆ

โชคดีที่การแก้ปัญหาเหล่าสามารถมองเห็นได้ชัดเจน และทำให้เรารู้ว่าต้องแก้ปัญหาด้วยการเลือกคีย์เวิร์ดให้ดีกว่าคู่แข่ง

Indeed.com อาจจะเป็นคู่แข่งที่คุณจะต้องต่อสู้ด้วยตอนนี้ ดังนั้นคุณจะต้องมองหาคำอื่นที่แสดงถึงเจตนาเดียวกันกับการค้นหาคำนี้

อันดับแรก ลองดูจากคำแนะนำของ Google เองจากในช่องค้นหา โดยการใส่คีย์เวิร์ดเดิมของคุณลงไป จากนั้นคุณจะเห็นคีย์เวิร์ดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และมักจะมีการใช้งานโดยผู้ค้นหา

นั่นจะทำให้คุณเกิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้น

ลองเลื่อนลงมาด้านล่างอีกหน่อยบนหน้าผลการค้นหา เพื่อดูคำแนะนำเพิ่มเติมจาก Google ให้มากขึ้น

ลองเริ่มต้นด้วยการตอบคำถาม อย่างเช่น

อะไรที่ผู้ค้นหาต้องการ เมื่อพิมพ์คำว่า “เครื่องมือสำหรับการทำตลาดที่ทำงานแบบอัตโนมัติ” ลงใน Google?

ใช่แล้ว ด้วยคำถามนี้ แสดงให้เห็นว่า พวกเขากำลังมองหาเครื่องมือที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาในการทำตลาดแบบอัตโนมัติ เพราะพวกเขายังไม่ได้ตัดสินใจเลือกเครื่องมือใดๆ เลย

ดังนั้น พวกเขาอาจจะต้องการแค่หาวิธีที่จะช่วยให้พวกเขาทำการตัดสินใจได้ หรือพวกเขาอาจจะแค่มองหาข้อเปรียบเทียบเท่านั้น

หากลองมาดูที่ผลการค้นหา จะพบว่า มีการจัดอับดับเครื่องมือที่คุณสามารถเลือกใช้งานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไว้ด้วย

เนื่องจาก Google พยายามที่จะทำความเข้าใจว่า ผู้คนกำลังมองหาอะไร และ Google จะไม่แสดงผลลัพธ์เดียวกับคำค้นหาเท่านั้น แต่ยังแสดงคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย

และผลการค้นหาสำหรับเครื่องมือที่มีค่าใช้จ่าย ที่แสดงผลอยู่ช่วงกลางของหน้าผลการค้นหา ก็เพียงแค่เป็นการนำเสนอเครื่องมือที่ต้องมีค่าใช้จ่ายแทน แม้ว่าผู้ที่ค้นหาเพียงแค่ต้องการมองหาตัวเลือกที่หลากหลายแค่นั้น

นั่นเพราะบริษัทเหล่านี้ได้เลือกใช้คีย์เวิร์ด โดยที่ไม่ได้สนใจความตั้งใจในการค้นหาของผู้ใช้แต่ละกลุ่ม

นั่นก็เหมือนกับการมองลอดอุโมงค์

คุณอาจลองเลือกคีย์เวิร์ดในเครื่องมือใดก็ตาม ที่ช่วยจัดอันดับการค้นหา และ ไล่ลงมาเรื่อยๆ ก็จะเป็นคำค้นหาที่ขยายวงกว้างมากขึ้น จากคำแนะนำของ Google หรือแม้แต่บนเครื่องมือค้นหาอื่นๆ

ตัวอย่างเช่น หากมีผู้ค้นหาจากหลายกลุ่ม คือ ผู้ใช้ WordPress, ผู้เชี่ยวชาญใน B2B, ผู้ที่ทำธุรกิจขนาดเล็ก หรือแม้แต่ผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้นธุรกิจ ลองทำการค้นด้วยคำเดียวกันแต่ คำตอบที่ต้องการอาจจะไม่เหมือนกัน

อีกทั้งกลุ่มผู้ค้นหามักจะมีความต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางกลุ่มอาจจะมีงบประมาณของตัวเอง อย่างเช่น กลุ่มนักธุรกิจหน้าใหม่ที่ได้รับการสนับสนุน อาจจะมีความยินดีที่จะซื้อมากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก

และยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้แต่ละกลุ่มผู้ค้นหามีความต้องการที่แตกต่างกัน

ผู้ใช้ WordPress อาจจะมีความต้องการที่จะค้นหา Plugin ง่ายๆ เพื่อที่จะได้ช่วยสนับสนุนตั้งแต่การตั้งค่า application แต่ผู้ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับธุรกิจ B2B อาจจะต้องการ platform agnostic เพื่อที่จะช่วยให้เปิดไฟล์ดูที่ไหนก็ได้

หรืออาจจะต้องการที่จะเพิ่มการขับเคลื่อนเว็บไซต์ของพวกเขา ด้วยเครื่องมือที่สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ เพื่อจะได้ไม่ต้องยุ่งยากในการจัดการ

คุณมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้วยัง?

ผลการค้นหาจะเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดที่คุณได้เลือกไว้

พื้นที่เว็บเพจที่คุณสร้างแต่ละเพจ หรือพื้นที่บล๊อกที่คุณโพสต์แต่ละโพสต์ จะมีการระบุที่อยู่ย่อยๆไว้ เพื่อที่จะได้เป็นคีย์เวิร์ดที่ดีที่สุดของแต่ละพื้นที่

แต่นั่นอาจจะส่งผลกระทบกับแคมเปญการตลาดที่คุณกำลังใช้อยู่

ดังนั้นหากคุณเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่มีคู่แข่งลง อาจทำให้คุณมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น และผู้เข้าชมเฉพาะกลุ่มนี้จะสนใจในสินค้าและบริการที่คุณจะขายจริงๆ

นั่นหมายถึง ไม่เพียงลิงค์ของคุณที่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่คุณจะได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้น รวมถึงมีรายได้มากขึ้นอีกด้วย

HTML

เมื่อคุณมั่นใจแล้วว่าเนื้อหาของคุณดีพอ ขั้นตอนต่อที่คุณจะต้องคิดถึงคือ HTML

คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักเขียนโค้ดมืออาชีพหรือได้รับปริญญาในการเขียนโปรแกรมด้วยวิธีการใด ๆ แต่การทำธุรกิจออนไลน์โดยไม่มีพื้นฐานของ HTML เลยก็จะเหมือนกับการขับรถ โดยไม่ทราบว่าสีของสัญญาณไฟจราจรมีความหมายว่าอย่างไร

โชคดีที่มีเว็บไซต์อย่าง Codecademy และ Khan Academy ที่คุณจะสามารถเข้าไปหาความรู้ และเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ HTML ที่คุณต้องการได้ในพริบตาและ ฟรี!

แต่คุณสามารถเรียนรู้การทำงานของ HTML ง่ายๆ ได้จากเนื้อหาต่อไปนี้

เราลองมาดูทั้ง 4 ส่วนของ HTML ที่คุณควรปรับให้เหมาะสมกับเนื้อหาแต่ละส่วนที่คุณได้สร้างขึ้น

แท็กหัวข้อ (Title Tags) หรือเปรียบได้กับหัวข้อข่าวออนไลน์ และจะปรากฏอยู่ในบริเวณแท็บเบราว์เซอร์ของคุณ เมื่อคุณทำการเปิดหน้าใหม่

บางคนอาจเรียกว่าแท็ก HTML แต่ในบล๊อกจะถูกเรียกว่า H1 หรือหัวเรื่องแรก และในทุกหน้าเว็บไซต์ควรจะมีแท็กหัวเรื่องเพียงแท็กเดียว และชัดเจน เพื่อให้ Google สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น 

คำอธิบายหัวข้อ (Meta description) ซึ่งคำอธิบายหัวข้อนี้จะเป็นข้อความที่ถูกแสดงขึ้นมา เมื่อ Google แสดงผลในหน้าผลการค้นหา นั่นจะทำให้ผู้ค้นหาสามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าเนื้อหาของคุณพูดถึงอะไรบ้าง และผู้อ่านจะสามารถรู้ได้เลยว่าเว็บไซต์ไหนเข้าใจหลักการทำ SEO จริงๆ

หากคุณมีการเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาด้วยคำอธิบายหัวข้อนี้ Google จะไม่ตัดคำในประโยคเหล่านี้ออก หรือทำให้ดูเหมือนว่าคุณเขียนไม่จบประโยค ดังนั้นในคำอธิบายหัวข้อนี้มักจะมีการแทรกกลุ่มคีย์เวิร์ดเอาไว้ด้วย

แต่อย่าลืมว่าในการเขียนคำอธิบายหัวข้อนี้ คุณควรจะต้องคำนึงถึงการตอบคำถามของผู้ค้นหา มากกว่าการคำนึงถึงการตรวจสอบของเครื่องมือค้นหา 

แต่บางคนอาจเลือกการใช้ปลั๊กอินของ WordPress ที่ชื่อว่า Yoast SEO WordPress plugin ซึ่งเป็นปลั๊กอินที่ดีที่สุด และเป็นที่นิยมมากที่สุดในตลาดตอนนี้  เนื่องจากโปรแกรมจะทำการอัพเดทในเกือบทุกสัปดาห์ รวมถึงยังมีคุณสมบัติอื่นๆ ที่ช่วยให้คุณประหยัดเวลาได้มากขึ้นด้วย

ปลั๊กอินนี้จะไม่เพียงช่วยให้คุณสามารถแก้ไขชื่อและคำอธิบายหัวข้อของคุณได้อย่างรวดเร็ว แต่มันจะยังช่วยในการ

  1. ตั้งค่าคำอธิบายหัวข้อให้เหมาะกับแต่ละโซเชียลมีเดีย ดังนั้นบน Facebook, Twitter หรือ application อื่นๆ อาจจะมีการจัดรูปแบบข้อมูลให้เหมาะสม อย่างเช่น การใช้รูปภาพ เป็นต้น
  2. ช่วยในการสร้างและอัพเดทโค๊ดข้อมูล แบบไดนามิก เพื่อใช้พัฒนาเว็บไซต์ของคุณ
  3. ทำการเชื่อโยงกับ Google Search Console เพื่อให้คุณสามารถมองเห็น และแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับเว็บไซต์ของคุณ
  4. และยังมีคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะต้องทำการกำหนดค่าแต่ละหน้าหรือทำการโพสต์ด้วยตนเอง คุณสามารถสร้างการตั้งค่าเริ่มต้นสำหรับหัวข้อและคำอธิบายหัวข้อของคุณได้แบบอัตโนมัติ

อีกทั้งคุณยังสามารถเพิ่มคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ได้อีกด้วย อาจจะเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ความสามารถในการอ่าน หรือตัวช่วยในการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด ที่จะช่วยกำหนดเป้าหมายให้กับคนที่คุณทำงานด้วยหรือผู้รับจ้างงาน

ด้วยปลั๊กอินนี้ จะช่วยให้คุณมีตัวช่วยในการตรวจสอบ ก่อนที่จะทำการเผยแพร่โดยตรงไปยังเว็บไซต์ของคุณ

โครงสร้างข้อมูล (Schema) ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันของเครื่องมือค้นหาต่างๆ โดยทั่วไปจะเป็นเพียงส่วนย่อยของแท็ก HTML ที่จะช่วยปรับปรุงวิธีที่หน้าผลการค้นหาแสดงเนื้อหาของคุณ

บางเว็บไซต์อาจเลือกที่จะใช้การปรับโครงสร้างข้อมูลนี้ ในการเพิ่มความนิยมจาก Google เพื่อให้แสดงในหน้าผลการค้นหา ถึงแม้จะแสดงอยู่ในส่วนเล็กๆ แต่ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดีทีเดียว

หัวข้อย่อย (Subheads) คือ 1 ใน 7 สิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างเว็บเพจ เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกับเนื้อหาคุณ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าในหัวข้อได้ง่ายขึ้น แต่หัวย่อยยังสามารถช่วยในการทำ SEO ได้ด้วย

หากเปรียบเทียบจากการที่บล๊อกของคุณมีแท็กหัวข้อที่ 1 ที่เป็นเป้าหมายหลักของการทำ SEO แล้ว แม้ว่าแท็กหัวข้อย่อยที่ 2 หรือ 3 อาจจะมีผลต่อการทำ SEO น้อยลง แต่ก็ยังสามารถมีส่วนช่วยได้บ้าง

การที่ลองแทรกคีย์เวิร์ดลงในหัวข้อย่อยของคุณ อาจทำให้คุณประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นก็ได้

วิธีการวิเคราะห์เพื่อทำการปรับปรุงส่วนต่างๆ ของ HTML เหล่านี้ 

นอกจากเครื่องมือที่ใช้ในการช่วยดูและเว็บไซต์อย่าง Google Search Console (ที่เดิมชื่อว่า Webmaster Tools) มักจะมีการรายงานเกี่ยวกับการ “ปรับปรุง HTML” เพื่อช่วยให้คุณมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับส่วนประกอบต่างๆ ที่เราได้เคยกล่าวถึงได้แล้ว

Google ยังจะใช้คำอธิบายหัวข้อเว็บไซต์ของคุณ รวมถึงแท็กหัวข้อ ในการจำแนกเว็บไซต์ของคุณและรายงานให้คุณทราบ

ซึ่งในรายละเอียดของรายงาน จะช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วว่า;

  • คุณมีข้อมูลที่ซ้ำกันในเว็บเพจอื่น หรือมีการโพสต์ซ้ำบนเว็บเพจของุณเองหรือไม่
  • เนื้อหาของคุณยาวเกินไปจนถูกตัดทอน หรือโดนตัดออก ก่อนที่ผู้อ่านจะได้อ่านหรือไม่
  • เนื้อหาของคุณสั้นเกินไป และไม่มีคำอธิบายเพียงพอ เพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านหรือไม่
  • เนื้อหามีรายละเอียดไม่เพียงพอ หรือไม่มีการแทรกคำหลักลงไปหรือไม่

จากนั้นคุณจะสามารถเข้าไปแก้ปัญหา โดยการคลิกจากหน้ารายงานได้ทันที

การออกแบบเว็บไซต์

ในส่วนที่สามและเป็นสุดท้ายของ on-page SEO ที่เราจะกล่าวถึงก็คือ โครงสร้างเว็บไซต์ เนื่องจากส่วนนี้มักจะได้รับความสนใจ และมักจะถูกกำหนดรูปแบบที่ดีมากอยู่แล้ว แต่ยังมีบางสิ่งที่คุณจะสามารถทำได้และควรดูแลเพื่อปรับปรุงการจัดอันดับ SEO

โครงสร้างของเว็บไซต์ที่ดี จะทำให้ผู้เข้าชมประทับใจ นั่นรวมถึง ความสามารถในการดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว มีการเชื่อมต่อที่ปลอดภัย และออกแบบให้อ่านได้ง่ายบนมือถือ

โดยปกติคุณจะต้องทำการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อโดเมน เพราะนั่นจะทำให้คุณสามารถวางแผนและออกแบบ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาชมได้รับประสบการณ์ที่ดี

คุณอาจจะต้องทำการเพิ่มประสิทธิภาพบางอย่างสักเล็กน้อยเพื่อให้เกิดผลที่ดีในการค้นหา โดยเฉพาะยิ่งเพื่อให้ Google เข้าถึงได้ง่าย นั่นจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณก็จะได้รับการจัดอันดับเร็วขึ้นเท่านั้น

เข้าถึงได้ง่าย คุณอาจเคยได้ยินเรื่องโครงค่ายแบบไยแมงมุมมาแล้ว นี่ก็เป็นเหมือนกับการโยงไยของแมงมุม เพื่อที่จะสามารถเข้าไปยังลิงค์อื่นๆ บนเว็บเพจของคุณจากหน้าแรก

นั่นขึ้นอยู่กับว่าคุณสามารถจัดลำดับหน้าเว็บไซต์ของคุณได้ดีแค่ไหน นั่นก็จะส่งผลให้มีการรายงานไปยัง Google ว่าเว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพที่ดีมากเท่านั้น

เพราะยิ่งลิงค์ระหว่างหน้าเว็บของคุณมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน ก็จะทำให้ Google สามารถเข้าลึกไปยังเว็บไซต์ของคุณได้ดีเท่านั้น และนั่นจะส่งผลให้เครื่องมือค้นหาสามารถประมวลผลเว็บไซต์ของคุณได้เร็วยิ่งขึ้น

คุณอาจจะเลือกวิธีง่ายๆ ให้กับ Google ด้วยการสร้างแผนที่เว็บไซต์ จากปลั๊กอินต่างๆ หรือเลือกใช้แผนผังเว็บไซต์ออนไลน์ก็ได้

หากคุณต้องการรู้ว่าการเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณได้ผลขนาดไหน คุณอาจจะต้องลองหาเครื่องมือมาทดสอบ

การมีเนื้อหาที่ซ้ำซ้อน มีเรื่องราวมากมายที่พูดถึงการมีเนื้อหาที่ซ้ำซ้อน และนั่นส่งผลที่ไม่ดีให้กับเว็บไซต์คุณขนาดไหน ความผิดพลาดง่ายๆ อย่างหนึ่งคือ การคิดว่าทุกอย่างบนหน้าเว็บไซต์ของคุณจะต้องเหมือนกับต้นฉบับ และเครื่องมือค้นหาจะไม่มีการลงโทษเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาซ้ำกัน

การโพสต์เนื้อหาของคุณอีกครั้งในหน้าเว็บไซต์อื่นๆ หรือทำการเผยแพร่บน guest post ซ้ำ บนหน้าเว็บไซต์เดียวกับหน้าโพสต์ของคุณ ไม่ได้ส่งผลให้กับการจัดอัยดับ SEO ยกเว้นคุณเลือกทำแบบผิดวิธี

ตัวอย่างเช่น หากคุณมีการโพสต์ซ้ำด้วยเนื้อหาเดียวกันบนแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่อย่าง Medium นั่นอาจส่งผลกับการจัดอันดับหน้าเว็บไซต์ของุณ เพราะ Google จะสามารถเข้าถึงข้อมูลบน Medium ได้ก่อน เนื่องจากเป็นโดเมนที่น่าเชื่อถือมากกว่า 

ส่วนใหญ่เรามักจะเรียกปัญหานี้ว่า “ปัญหารูปแบบบัญญัติ” (canonicalization ploblem)

และในหลายๆ ครั้งที่เกิดปัญหาแบบนี้ได้บนหน้าเว็บไซต์ของคุณ โดยที่คุณยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ 

อย่างไรก็ตาม อาจเป็นไปได้ที่มีการทำให้เกิดปัญหารูปแบบบัญญัตินี้ขึ้นโดยบังเอิญ หรือในทางทางเทคนิคเรียกว่า เนื้อหาซ้ำซ้อน

ด้วยการที่มีข้อมูลที่เหมือนกัน ถูกเผยแพร่ในหน้าโพสต์บล๊อก และในหน้าที่ใช้จัดหมวดหมู่บล๊อกด้านใน

ซึ่งมีโพสต์บล๊อกหลายพันโพสต์ที่เกิดปัญหานี้ 

แน่นอนว่ามีวิธีการแก้ไขปัญหานี้หลายแบบ แต่การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ การแก้ปัญหาจากต้นเหตุ

ตัวอย่างเช่น การลบเลือกลบโค๊ดบางส่วนออกจากรูปแบบของบล๊อกคุณ ซึ่งนั้นจะช่วยแก้ปัญหาได้ภายใน 30 วินาที (หากคุณรู้ว่าต้องทำอย่างไร)

ดังนั้นแม้ว่า Google Search Console หรือเครื่องมืออื่นจะบอกว่าคุณมีข้อผิดพลาดเนื้อหาซ้ำซ้อนหลายพันรายการ แต่คุณมักจะมีสาเหตุใหญ่เพียงสาเหตุเดียว

หรือหากคุณมีหน้าเว็บไซต์เดียวกันหลายแบบ แท็กบัญญัติจะสามารถช่วยคุณระบุเนื้อหาที่เป็นต้นฉบับได้

โดยสิ่งที่คุณต้องทำคือการวางโค๊ดสำหรับการระบุเนื้อหาเพิ่มไว้อีกหนึ่งบรรทัด  เพื่ออ้างอิงว่านี่คือ URL ของหน้าเดิม

และโชคดีที่ปลั๊กอินอย่าง Yoast สามารถทำการแก้ปัญหานี้ได้ด้วยวิธีง่ายๆ โดยคุณสามารถทำการตั้งค่าหน้าเริ่มต้นไว้ เพื่อบัญญัติให้รู้ว่าจะต้องเพิ่มบรรทัดนี้บนหน้าแรกเสมอ

คุณสามารถเลือกระบุได้ด้วยตนเอง ใต้ตัวเลือกการตั้งค่าขั้นสูงสำหรับแต่ละหน้าเว็บหรือหน้าโพสต์

หรืออีกตัวเลือกสำหรับผู้ที่ใช้ WordPress คือการใช้ ปลั๊กอินอย่าง Quick Page หรือ Post Redirects

เครื่องมีเหล่านี้มีประโยชน์เมื่อคุณมีการเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บไซต์ ซึ่งมักจะมีโค๊ดบางอย่างที่ยังหลงเหลืออยู่ นั่นรวมถึง ลิงค์ที่ใช้งานไม่ได้แล้วด้วย

หรือลองใช้ปลั๊กอินเหล่านี้ร่วมกับปลั๊กอิน Broken Link Checker เพื่อตรวจสอบดูว่ามี URL ใดบ้างที่คุณต้องทำการเปลี่ยนเส้นทาง

เพราะเครื่องมือที่มุ่งเน้นการทำ SEO ส่วนใหญ่ อย่าง Moz จะทำการรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ของคุณ เช่นเดียวกับเครื่องมือค้นหาเพื่อตรวจสอบปัญหาทั่วไปเหล่านี้

เนื้อหาที่ซ้ำกันและลิงก์ที่ใช้งานไม่ได้ (หรือข้อผิดพลาด 404) มักจะเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด จากสถิติของการรวบรวมข้อมูลปัญหาที่รบกวนเว็บไซต์ส่วนใหญ่

และหากคุณไม่ได้จัดการเนื้อหาคุณด้วยระบบอย่าง WordPress คุณจำเป็นต้องเข้าไปแก้ไขไฟล์ .htaccess บนเว็บไซต์ของคุณเพื่อเพิ่ม การเปลี่ยนเส้นทาง 301 เราขอแนะนำให้คุณศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนเส้นทาง 301 และขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในกรณีนี้

อ่านได้ง่ายจากมือถือ ลองดูสิ: หากหน้าเว็บเพจของคุณไม่เหมาะกับอุปกรณ์พกพาอย่างมือถือ คุณก็เตรียมตัวเจ๊ง! ได้เลย

เพราะผู้ใช้เฟซบุ๊คกว่า 54% ใช้งานจากมือถือ หากลองคำนวนจาก ตอนนี้ Facebook ที่มีผู้ใช้ที่ใช้งานอยู่ที่เดือนละ 1.65 พันล้านคน และจากจำนวนนั้นหมายถึงผู้ใช้ที่ใช้มือถือเพียงเกือบ 900 ล้านคน!

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้คุณจะต้องนึกถึงอุปกรณ์เชื่อมต่ออย่างมือถือไว้ด้วย

อาจมีหลายวิธีที่จะทำให้หน้าเว็บของคุณเหมาะกับการใช้งานบนมือถือ แต่เราขอแนะนำให้คุณเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบด้วยเครื่องมือของ Google ว่าคุณควรเลือกวิธีใด

ปัจจุบันรูปแบบของ WordPress ส่วนใหญ่สามารถใช้งานบนมือถือได้ และหากใช้งานไม่ได้ คุณสามารถลองติดตั้งปลั๊กอินเพื่อช่วยเหลือคุณได้

นอกจากนี้คุณยังสามารถ  เลือกดูคำแนะนำจาก Google หรือจากเครื่องมืออื่นๆด้วยตนเอง หรืออาจจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการปรับปรุงให้

ความเร็วของหน้าเว็บไซต์ จงอย่าหลอกตัวเอง เพราะคุณรู้ดีว่านี่สำคัญแค่ไหน

จำได้ไหมว่า คุณโกรธแค่ไหนที่ WiFi ใช้เวลาเกือบ 20 วินาทีในการโหลดหน้าเว็บไซต์?

ปัจจุบันคนเรามักให้ความสำคัญกับเวลามากกว่าสิ่งใด ดังนั้นการที่ต้องใช้เวลาในการโหลดที่ค่อนข้างนานอาจจะทำลายความอดทนของคุณได้

และ Google ได้ทำการพิสูจน์เรื่องนี้แล้วว่า “ความน่าจะเป็นที่คนจะตัดสินใจออกจากเว็บไซต์ของคุณ จะเพิ่มขึ้น 113 เปอร์เซ็นต์หากใช้เวลาโหลดถึงเจ็ดวินาที”

และจากการค้นพบของพวกเขา ซึ่งเวลาโหลดหน้าเว็บไซต์โดยเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 22 วินาที ซึ่งนั่นเป็นการใช้เวลามากกว่าในผลการวิจัยถึง 3 เท่า!

คุณสามารถเลือกใช้เครื่องมือทดสอบความเร็วของเว็บไซต์ขอคุณได้ เพื่อตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณทำงานได้ดีเพียงใด

และอีกเครื่องมือที่ สามารถติดตามความเร็วของหน้าเว็บได้คือ Pingdom ซึ่งเครื่องมือนี้จะทำการตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บไซต์โดยทั่วไป นั่นรวมถึงเวลาที่ใช้ในการดาวน์โหลดด้วย

คุณยังสามารถติดตามเว็บไซต์ของคุณได้จากสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อให้แน่ใจว่า คุณมีรูปแบบเว็บไซต์ที่เหมาะสมกับผู้ใช้งานในแต่ละประเทศและผู้ใช้งานในแต่ละหลายภาษา

แต่ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่คุณควรระวังคือ…

เริ่มด้วย การลดจำนวนคำขอเฉลี่ยให้เหลือน้อยกว่าที่ Google แนะนำ ให้อยู่ที่ 50 คำขอหากเป็นไปได้

และเมื่อมีคนพิมพ์ที่อยู่เว็บของคุณในเบราว์เซอร์ นั่นหมายถึงพวกเขาต้องการที่จะ “ขอ” ให้เซิร์ฟเวอร์ของคุณส่งข้อมูลให้

ยิ่งข้อมูลมีขนาดเล็กลงเท่าใดเซิร์ฟเวอร์ของคุณก็จะส่งเร็วขึ้นเท่านั้น

ทั้ง GIDNetwork และ GZIP จะสามารถช่วยคุณในการหาวิธีบีบอัดข้อมูลบนหน้าเว็บของคุณเพื่อลดขนาดคำขอได้

และคุณควรปรับ “ลดขนาด” โค้ดของเว็บไซต์เพื่อการลดขนาดของเนื้อหา และปลั๊กอิน WP Super Minify WordPress สามารถทำสิ่งนี้ให้คุณได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะต้องรวมข้อมูลสไตล์ชีทอย่างไร

และเครือข่ายจะทำการจัดส่งเนื้อหา (CDNs) ซึ่งเป็นอีกวิธีที่รวดเร็วและง่ายสำหรับการลดคำขอ

เว็บไซต์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเต็มไปด้วยภาพความละเอียดสูงเพื่อความสวยงามของเว็บไซต์ แต่นั่นหมายถึงขนาดก็ยิ่งใหญ่ตามไปด้วย

เครื่องมือ CDN อย่าง Cloudflare จะทำการนำภาพออกจากเซิร์ฟเวอร์ของคุณโดยอัตโนมัติ และพวกเขาจะทำการเก็บภาพเหล่านั้นไว้ในเครือข่าย และทำการส่งต่อให้กับผู้ใช้จากจุดที่ใกล้ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลดเวลาในการโหลด

เครื่องมืออย่าง WP Smush.it (WordPress) หรือ Compressor.io (ที่ไม่ใช่ WordPress) จะสามารถช่วยคุณลดขนาดภาพก่อนที่จะอัพโหลดได้ เครื่องมือนี้จะช่วยในการบีบอัดไฟล์เพื่อลดขนาดโดยที่จะไม่ลดทอนคุณภาพที่มองเห็น

คีย์เวิร์ดใน URL  นั่นรวมถึงคีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณใน URL และของโพสต์บล็อก ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น และคุณไม่ควรจะต้องเสียคะแนน SEO เหล่านั้นไป

คุณอาจต้องทำการเปลี่ยนโครงสร้างของ permalink ของคุณบน WordPress และแน่นอนคุณควรคำนึงถึงผู้ใช้จริง แต่การรวมคำหลักของคุณใน URL อาจเป็นสิ่งที่อาจจะต้องคำนึงถึง

การเข้ารหัส HTTPS และ SSL เพราะ SEO ถือว่าความปลอดภัยเป็นสัญญาณอันดับหนึ่งในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม Google ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะ Google ยังคอยเตือนผู้คนตลอดเวลา เมื่อพบว่าเว็บไซต์นั้นไม่ปลอดภัย

คำเตือนเหล่านี้จะบอกให้ผู้คนทราบว่า จะต้องไม่บันทึกข้อมูลส่วนตัวไว้บนเว็บไซต์ของคุณ (นั่นรวมถึง หมายเลขบัตรเครดิต ด้วย)

นี่นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ หากคุณยอมรับว่า Chrome เป็นเบราว์เซอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก

หนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยสร้างแผนที่ทางความคิดได้คือ XMind เพื่อช่วยตรวจสอบสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณได้เข้าสู่หน้าแรกของเว็บไซต์

และนับว่าคุณยังโชคดี หากหน้าผลิตภัณฑ์ และหน้าเช็คเอาต์ยังคงปลอดภัย

แต่สิ่งที่คุณน่าจะ ไม่ ต้องการหลังจากทำงานอย่างหนัก คือการที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณ แต่พวกเขาเลือกจะเด้งออกทันที เพราะการแจ้งเตือนสีแดงขนาดใหญ่จาก Google เพื่อแจ้งว่าเว็บไซต์นี้ไม่ปลอดภัย

มีข้อกำหนดในการป้องกันความปลอดภัย 2 อย่าง คือ HTTPS (a secure version of HTTP) และ SSL (Secure Socket Layer).

ข้อกำหนดทั้ง 2 อย่างสามารถใช้งานได้ผล และคุ้มค่าที่จะใช้ แม้ว่าการป้องกันเหล่านี้จะไม่ข้องเกี่ยวกับเกม SEO ของคุณเลย แต่การย้ายข้อมูลที่ไม่ปลอดภัย ไปยังการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยไปของ HTTPS หรือ SSL เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่นั่นถือว่าคุ้มค่า แต่หากคุณเริ่มต้นด้วยโดเมนใหม่ให้ลองเลือกซื้อจาก บริษัทที่รับจดทะเบียนโดเมนหรือบริการเว็บโฮสติ้งของคุณได้เลย

ในทางเทคนิคมีตัวเลือก SSL 5 แบบให้เลือก:

  1. โดเมนเดี่ยว (Single Domain) : ตัวเลือกนี้ปกป้องชื่อโดเมนเดียว และจะไม่ทำงานบนโดเมนย่อย (เช่น“ blog.neilpatel.com”) 
  2. มัลติโดเมน (Multi-Domain): ตัวเลือกที่สองของคุณจะครอบคลุมหลายโดเมนเช่น“ neilpatel.com” และ“ quicksprout.com” แต่อีกครั้งมันจะไม่ครอบคลุมโดเมนย่อยของแต่ละไซต์
  3. การรับรองโดเมนย่อย (Wildcard) : อันนี้จะครอบคลุมโดเมนย่อย ดังนั้นหากคุณมี“ blog.neilpatel.com” และ“ shop.neilpatel.com” คุณก็ควรที่จะเลือกใช้ด้วย 
  4. การจัดระเบียบ (Organization) : สิ่งนี้คล้ายกับรายการแรก แต่ไม่ครอบคลุมถึงความปลอดภัยมากนัก สำหรับการทำธุรกรรมอีคอมเมิร์ซ
  5. การขยายเวลา (Extended) : และสุดท้ายสิ่งนี้จะให้ผลประโยชน์พิเศษบางประการแก่คุณ เช่นชื่อที่แสดงในแถบที่อยู่สีเขียว แต่คุณอาจจะต้องการเพิ่มตัวเลือกอีกสักเล็กน้อย

ในทางเทคนิคนั้น แต่ละตัวเลือกเหล่านั้นล้วนมีความปลอดภัย แต่ความแตกต่างอยู่ที่ว่าคุณจะใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นได้อย่างไร

คุณสามารถเลือกซื้อบริการเหล่านี้ได้โดยตรงจากผู้รับจดทะเบียนโดเมนของคุณ หรือ บริษัทโฮสติ้งอื่น ๆ อย่าง WPEngine และ A2 Hosting ที่ช่วยตั้งค่าให้กับคุณด้วย

นอกจากนี้ยังมีปลั๊กอิน WordPress อย่าง SSL ง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณติดตั้งได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

Off-Page SEO

ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องก้าวออกไปข้างนอกบ้านแล้ว เพื่อให้ความสนใจกับที่สนามหน้าบ้าน และเราจะแสดงให้คุณถึงเห็น 4 พื้นที่ใหญ่ของ SEO 

ความไว้วางใจ
สูตร PageRank ยอดฮิต ที่ Google คิดค้นนั้นไม่ได้เป็นเพียงมาตรการเดียวที่พวกเขาใช้ เพื่อทำการจัดอันดับในหน้าผลการค้นหา 10 อันดับแรก

ความน่าเชื่อถือได้กลายเป็นสิ่งที่ได้รับความสำคัญเพิ่มมากขึ้น และจากการอัปเดตล่าสุดของ Google คือเว็บไซต์ส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์ที่มีสแปม 

ทำให้การจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เป็นวิธีการที่ Google ใช้ในการดูว่าเว็บไซต์ของคุณน่าเชื่อถือหรือไม่ ตัวอย่างเช่นหากคุณดูเหมือนเป็นแบรนด์ใหญ่ Google ก็จะเชื่อใจคุณ

หากคุณมีลิงก์ย้อนกลับที่มีคุณภาพจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ (เช่นโดเมน. edu หรือ. gov) ก็อาจช่วยได้เช่นกัน เนื่องจากมี 4 ส่วนที่ช่วยในการสร้างความไว้วางใจให้กับ Google

การเป็นเจ้าของสิทธิ ซึ่ง Google จะทำการกำหนดสิทธิ์โดยรวมของเว็บไซต์ของคุณ โดยพิจารณาจาก การจัดการเว็บไซต์ 2 ประเภทที่คุณสามารถสร้างได้:

  • การเป็นเจ้าของโดเมน ซึ่งนั่นเกี่ยวข้องกับชื่อโดเมนของคุณgv’ ตัวอย่างเช่น Coca-cola.com ที่เชื่อถือได้มากเพราะเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง
  • การเป็นเจ้าของหน้าเว็บไซต์ ซึ่งนั่นเกี่ยวข้องกับ การที่เนื้อหาของคุณเป็นเนื้อหาในหน้าเดียว (ตัวอย่างเช่นโพสต์บล็อก) 

คุณสามารถยังตรวจสอบสิทธิ์ของคุณจากอันดับ 1-100 ได้ด้วยตัวเองอีกด้วย และตัวชี้วัดสิทธิ์ที่ได้รับความนิยมอีก 2 อย่างคือจากหมายเลขโดเมน และจำนวนสิทธ์ในเว็บเพจจาก Moz 

นั่นหมายความว่า นี่ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายที่จะไต่อันดับไปจาก 0-20 ซึ่งเว็บไซต์ที่มีอันดับมากกว่า 50-60 นั้นถือว่าค่อนข้างสูง และ อันดับที่ 80-90 มักจะเป็นอันดับที่สูงที่สุดของในแต่ละวงการธุรกิจ

เพื่อปรับปรุงอันดับของคุณ คุณสามารถใช้ทางลัดที่เราจะแนะนำต่อไปนี้ เพื่อเพิ่มสิทธิ์ของคุณได้ในแบบที่ถูกกติกา

วิธีที่ง่ายที่สุด คือวิธีไหน?

การมีลิงค์บรรณาธิการที่มีคุณภาพสูง มักจะครองตำแหน่งสูงสุด ตัวอย่างเช่น หากคุณลองทำสิ่งต่าง ๆ ที่จะเป็นการสนับสนุนเว็บไซต์ของสื่อ และเป็นสร้างกระแสเพื่อแสดงตัวตนของคุณ

ไม่ นั่นไม่ได้ง่ายอย่างที่คุณคิด!  และ ใช่ นั่นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

แต่นั่นก็ถือว่าคุ้มค่าเพราะลิงค์แบบนี้ สามารถใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ และสามารถการแก้ปัญหานี้ได้

หากคุณจำได้ว่าก่อนหน้านี้ เมื่อเราพูดถึงว่า blog guest จะเป็นเรื่องของสายขาว, เทาๆ หรืออาจจะดำ นั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้มันอย่างไร

เพราะการได้รับการรับรองความถูกต้องจากบุคคลที่สาม เช่น จากสื่อสิ่งพิมพ์ยอดนิยมนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ดี

สัดส่วนการเข้าชม 
นั่นหมายถึง สัดส่วนการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ ที่จะเป็นการวัดจำนวนผู้ชมที่เข้าดูเว็บไซต์ของคุณเพียงหน้าเดียวใน ออกไปจากเว็บไซต์ทันทีหรือไม่

เนื้อหา, เวลาในการโหลด, การใช้งาน, และการดึงดูดผู้อ่านที่เหมาะสม นั่นเป็นส่วนหนึ่งของ สัดส่วนการเข้าชมของคุณ คิดง่ายๆคือ ผู้อ่านส่วนใหญ่มักต้องการที่จะใช้เวลาให้มากขึ้นในเว็บไซต์ที่โหลดเร็วดูดีและมีเนื้อหาที่ยอดเยี่ยม

การมีวิดีโอ ก็เป็นอีกวิธีที่ดี แต่คุณต้องมีเนื้อหาวิดีโอที่โดดเด่น รวมถึงตระหนักถึงกระบวนการทั้ง 5 ขั้นตอนของ Buffer ซึ่งเป็นคำแนะนำที่ดี เหมาะสำหรับการเริ่มต้นทำวิดีโอ

การวัดการใช้งานเว็บไซต์เหล่านี้ คุณสามารถให้ Google ช่วยสามารถตรวจสอบคุณภาพเว็บไซต์ของคุณได้

ตัวอย่างเช่นสมมติว่าคุณกำลังมองหา “พิซซ่า” ใกล้บ้านของคุณ คุณคลิกที่ผลลัพธ์สามรายการแรกเพื่อเปรียบเทียบในแต่ละเว็บไซต์

หากตัวเลือกที่สองและสาม อาจจะดูน่าสนใจกว่า ดังนั้นคุณอาจจะเลือกดูเพิ่มเติม แต่นั่นทำให้คุณต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกห้านาทีในการเข้าชมแต่ละเว็บไซต์

แต่เว็บไซต์เหล่านั้นอาจไม่ตอบโจทย์ของคุณ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ห้าวินาทีหลังจากคลิก คุณอาจกดปุ่มย้อนกลับเพื่อดูผลลัพธ์อื่น ๆ เลยก็ได้

นั่นเหมือนเป็นการบอกอะไรบางอย่างกับ Google เกี่ยวกับเว็บไซต์เหล่านั้น และส่วนใหญ่มักเป็นสิ่งที่ไม่ดี

Google จะคิดว่าข้อมูลเหล่านั้นไม่มีประโยชน์ เนื่องจากผู้ใช้เห็นว่าผลลัพธ์แรกไม่ตอบโจทย์ สำหรับคำค้นหานี้ และนั่นจะทำให้ Google ไม่ลังเลเลยที่จะส่งเว็บไซต์เหล่านี้ลงไปอยู่ในอันดับล่างๆ

นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมอัตราการคลิกผ่านก็มีความสำคัญ แต่อาจจะไม่สำคัญเท่าการอันดับ

อายุของโดเมน 
ในสมัยก่อนคุณอาจจะจำได้ว่า ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์อย่างเราๆ มักจะเป็นผู้ตามใช่มั้ย? แต่ใครคือนักธุรกิจที่น่านับถือที่สุดล่ะ?

โดเมนบนอินเทอร์เน็ตมันก็เช่นกัน อายุโดเมนก็เป็นเรื่องที่สำคัญแม้ว่า แม้ว่าจะมีความสำคัญเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หากคุณยังไม่ได้เปิดใช้งานเว็บไซต์ลองพิจารณาหา โดเมนที่เหมาะสมที่เคยหมดอายุการใช้งานไปแล้ว และนำกลับมาใช้งานดู

แต่ระหว่าง ความไว้วางใจ,สัดส่วนการเข้าชม และอายุของโดเมน มักจะมีสิ่งหนึ่งที่ต้องการเหมือนกัน

นั่นก็คือ “แบรนด์” ของคุณ

การเป็นตัวตน อย่างที่เราเคยได้กล่าวไปแล้วว่า การมีแบรนด์หรือ การเป็นแบรนด์บุคคลเป็นสัญญาณ ที่ทำให้ดูน่าไว้วางใจอย่างมากสำหรับเครื่องมือค้นหา แต่นั่นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

คุณอาจเคยรู้แล้วว่า คุณก็เป็นแบรนด์ได้เช่นกัน เมื่อคุณอาจลองค้นหาตัวคุณใน Google เพื่อลองดูว่า Google จะแสดงผลอย่างไร

คุณไม่จำเป็นจะต้องมีชื่อแบรนด์เป็นของตัวเอง ลองใช้ตัวคุณเองเป็นแบรนด์บุคคล นั่นอาจจะได้ผลดีทีเดียว และการสร้างแบรนด์อาจจะช่วยป้องกันคุณจากการถูกลงโทษจากการอัปเดตของ Google ในอนาคต ด้วย

นี่เป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายว่าเพราะเหตุใด Google จึงให้สิทธิพิเศษแก่แบรนด์ใหญ่ ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่การ “เข้าข้าง”  เพราะบ่อยครั้งที่ผู้คนมักจะเลือกแบรนด์ที่พวกเขาชอบ มากกว่าแบรนด์ที่พวกเขาไม่ชอบ

จากการศึกษาของ Search Engine Land และ Survey Monkey พบว่า “ 70% ของผู้บริโภคสหรัฐมองหา ‘ผู้ค้าปลีกที่มีชื่อเสียง’ และมักมีผลต่อการตัดสินใจเลือกที่จะคลิกในหน้าผลการค้นหา”

นั่นทำให้การมีชื่อแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักนั้น สำคัญกว่าราคาหรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์!

ลองจินตนาการถึงสถานการณ์นี้

หากคุณต้องการซื้อยางรถยนต์ คุณคงไม่ต้องการยางรถยนต์ที่ไม่มีคุณภาพ ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย หรืออาจทำให้คุณอยู่ในความเสี่ยงบนท้องถนน

แล้วคุณเลือกใคร?

ระหว่างแบรนด์ที่คุณรู้จักมาเป็นเวลาหลายสิบปี และมีการปรากฏอยู่ในโฆษณา หรือ คุณเลือกจะเสี่ยงกับแบรนด์ที่คุณไม่รู้จัก

ลิงค์
เพียงเท่านี้คุณก็จะได้รับคำแนะนำดีๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพกการค้นหาแล้ว แต่คนทั่วไปมักคิดว่า “ลิงค์ย้อนกลับคือทุกสิ่ง” นั่นไม่ใช่เรื่องจริง

ลิงค์ย้อนกลับเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ SEO เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ที่เราได้พูดถึงไปแล้ว 

และมีหลายวิธีในการรับลิงก์ย้อนกลับ

แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีใดอย่ารอให้ผู้คนเชื่อมโยงกับคุณ นั่นถือเป็นเกมที่โง่! คุณจะต้องเป็นผู้ริเริ่ม และลิงค์ไปยังพวกเขา

และลองพิจารณาถึงปัจจัยทั้ง 3 นี้ก่อน เมื่อจะต้องรับลิงค์ย้อนกลับ:

คุณภาพของลิงค์ เพราะถึงแม้ว่าลิงค์จะไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่หากมองไปที่คุณภาพของลิงก์ นั่นถือเป็นทุกสิ่ง เพราะคุณภาพของลิงค์ของคุณมีความสำคัญมากกว่าจำนวนลิงก์ที่คุณมี

การสร้างลิงค์ย้อนกลับที่มีคุณภาพ นั่นจะเกี่ยวกับการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง และอาจทำให้ลิงค์ของคุณดูมีคุณค่าหากมีการได้เชื่อมโยงกับลิงค์ที่น่าเชื่อถือ เราได้แสดงวิธีการมากมาย เพื่อให้คุณทำตาม นั่นรวมถึงคำแนะนำขั้นสูงของเราที่ใช้ในการสร้างลิงค์ด้วย

คนส่วนใหญ่จะดูเฉพาะจำนวนลิงค์ทั้งหมด

และนั่นถือว่าเป็นความผิดพลาดมากเนื่องจาก:

  1. เครื่องมือค้นหาจะไม่สนใจลิงก์ ที่มีเป็นจำนวนมาก หรือมีคุณภาพต่ำ เพราะเชื่อว่านั่นคือคือสแปม
  2. ลิงค์จากเว็บไซต์ใหม่ๆ จะมีค่ามากกว่า ลิงก์ที่ซ้ำจากเว็บไซต์ที่มีอยู่เดิม
  3. ลิงค์จากเว็บไซต์อื่นๆ จะมีค่ามากกว่าลิงค์จำนวนหนึ่งจากเว็บไซต์ของคุณ (จากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่ง)

ลิงค์คุณภาพสูงมีความสำคัญมากกว่าลิงค์คุณภาพต่ำ เพราะ “การเชื่อมโยงโดเมนรวม” บ่งบอกถึงจำนวนเว็บไซต์ที่ไม่ซ้ำกับลิงค์ที่ย้อนกลับมาให้คุณ

ลิงค์ภายนอกที่มีการติดตาม และมีการแชร์จะมี “ความน่าเชื่อถือที่สุด” และบ่อยครั้งที่อัตราส่วนของความน่าเชื่อถือเหล่านั้น เมื่อถูกเปรียบเทียบกับจำนวนลิงก์ทั้งหมด มักจะบ่งชี้ถึงความสำเร็จที่ดีได้กว่ามาก

ลิงค์ตัวอักษร หรือ ข้อความลิงค์ ซึ่งเป็นข้อความที่เว็บไซต์อื่นใช้เมื่อพวกเขาเชื่อมโยงกับคุณและใช่นั่นถือเป็นเรื่องสำคัญ การแยกความแตกต่างระหว่างประเภทของลิงค์ตัวอักษร ไม่ได้เป็นเรื่องยาก แค่ใช้หลักการง่ายๆคือ…

ยิ่งข้อความลิงค์เป็นธรรมชาติมากเท่าใด ก็ยิ่งดีเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น หากคุณสามารถลิงก์ไปยังคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในลิงค์ตัวอักษร โดยเชื่อมโยงคำว่า “คลิกที่นี่” ที่แสดงถึงความเป็นธรรมชาติในการเขียนของคุณมากที่สุด

ในประเภทที่สองนี้เรียกว่าลิงก์ข้อความย้อนกลับตามบริบทและเป็นสิ่งที่คุณควรลองทำ

และสุดท้ายคือ จำนวนลิงก์ ซึ่งจำนวนลิงก์ทั้งหมดที่คุณมีเช่นกัน และคุณต้องสร้างลิงก์ย้อนกลับที่มีคุณภาพสูงตามมาตราส่วนเมื่อเวลาผ่านไป

เราอาจจะเพิ่งตระหนักได้ว่า ลิงก์ไม่ใช่ทั้งหมดที่คุณต้องการ อย่างไรก็ตามในตอนท้ายของเว็บไซต์ที่มีลิงค์คุณภาพสูงมักจะมีความได้เปรียบกว่า

และนั่นยังขึ้นอยู่กับเว็บไซต์ที่คุณได้รับลิงก์ สิ่งที่เราหมายถึงก็คือการที่ลิงค์ไปยังหน้าแรกถือว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ

อย่างไรก็ตามลิงค์ที่เป็นธรรมชาติส่วนใหญ่ จะไม่ได้อยู่ในส่วนของหน้าแรกเว้นแต่ว่าจะใช้ระบุชื่อแบรนด์ของคุณโดยเฉพาะ

สิ่งที่คุณมักจะพบคือ ผู้คนจะลิงค์ไปยังเว็บเพจหรือโพสต์ในเว็บไซต์ของคุณ

ถ้าเป็นไปได้คุณจะต้องแน่ใจว่าแหล่งที่มาของลิงก์เหมาะสม และมีการเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บที่มีคุณภาพ 

และสิ่งที่คุณไม่ต้องการคือ มีการเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บสำหรับนโยบายความเป็นส่วนตัวของคุณมากที่สุด

ทำไมหน่ะเหรอ?

เพราะไม่มีอะไรให้ซื้อจากหน้านั้นเลยไง!

ผู้เข้าชมจะไม่สามารถให้ข้อมูลของพวกเขา หรือทำการสมัครสมาชิก หรือทำการซื้อจากหน้าเว็บนั้นได้

นั่นถือเป็นความผิดพลาดครั้งแรก!

ประการที่สอง คือไม่ได้พิจารณาว่าลิงก์เหล่านั้นมาจากไหนและมาได้อย่างไร

หนึ่งในคุณสมบัติยอดนิยมของเครื่องมืออย่าง Crazy Egg คือ heatmap ที่จะสามารถช่วยให้ผู้ใช้ สามารถระบุได้ว่าองค์ประกอบใดในเว็บไซต์ที่มีการแปลง และอาจทำให้ผู้เข้าชมเกิดความสับสนจากการแปลงนั้นได้

ดังนั้นหากคุณต้องการมีการลิงค์หรือการรับลิงก์จากหน้าโฆษณา หรือแหล่งข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับการ อาจส่งผลกระทบมีการเปลี่ยนแปลงในหน้าเว็บอื่น ๆ เช่น มีการจดจำเพิ่มขึ้น

ดังนั้นอาจเป็นการตัดสินใจเลือกลิงค์ที่ถูกต้อง และไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก โฆษณาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อหาของคุณเลย

อย่างไรก็ตามหากหน้าเว็บหรือโพสต์นั้น พูดถึงการใช้งานหรือการออกแบบ นั่นอาจจะทำให้ดูเหมาะสมกว่า

ดังนั้นคุณภาพของลิงก์ที่คุณได้รับจะมีผลเช่นเดียวกับเว็บไซต์ที่คุณกำลังเชื่อมโยงไปถึง

ความเป็นส่วนตัว
ส่วนที่ 3 ในการจัดการ SEO ที่นอกจากส่วนอื่นๆ แล้ว ส่วนที่คุณควรพิจารณาคือ ปัจจัยส่วนบุคคล แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่นอกเหนือการควบคุมของคุณ แต่มีบางสิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ชมบางกลุ่ม

ประเทศ – เนื่องจากผู้ค้นหาทั้งหมดจะเห็นได้ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศที่พวกเขาเข้าอาศัย รวมถึงเวลาเปิดของร้านค้าและร้านอาหารที่แนะนำจะปรากฏขึ้นตามโซนเวลาของพวกเขา

เครื่องมือค้นหา จะมีการตีความคำต่างกันตามโซนของประเทศ เช่น หากค้นหาคำว่า “comforter” ในสหรัฐอเมริกา คุณจะได้ผลลัพธ์เป็นผ้าห่มที่อยู่บนเตียง แต่หากผู้ค้นหาอยู่ในสหราชอาณาจักร อาจจะได้ผลลัพธ์เป็นจุกนมหลอกเพราะนั่นมีการตีความที่ต่างกัน

วิธีที่จะบอก Google ว่าคุณต้องการกำหนดเป้าหมายไปยังบางประเทศ แน่นอนว่าหมายถึงการระบุลงในคีย์เวิร์ด แต่ก่อนอื่นให้ถามตัวเองว่ามันคุ้มค่าหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีระดับการแข่งขันที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โปรดจำไว้ว่าการเลือกคีย์เวิร์ดนั้นขึ้นอยู่กับการจัดอันดับการแข่งขันเป็นหลักอย่างไร เช่น ในคีย์เวิร์ดเดียวกัน Google Canada ก็จะมีผลลัพธ์ที่แตกต่างจาก Google South America

นั่นหมายความว่าแต่ละประเทศอาจมีระดับความยาก – ง่ายต่างกัน

หากเว็บไซต์ถูกแปลไปหลายภาษา ซึ่งนั่นอาจเป็นเผยแพร่ข้อมูลของคุณให้กับผู้คนได้มากขึ้น ด้วยภาษาประจำชาติของพวกเอง แต่ยังช่วยให้คุณจัดอันดับได้ง่ายขึ้นในหน้าผลการค้นหาของประเทศอื่นๆ

การสร้างเนื้อหาให้มีหลายภาษาเป็นหนึ่งในการ “เอาชนะอย่างรวดเร็ว” ที่ง่ายที่สุด

แล้วอะไรคือสิ่งที่สามารถทำได้?

การดึงปลั๊กอินออกมักไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ปลั๊กอินการแปลส่วนใหญ่ของเว็บไม่ค่อยดีนัก แม้ว่าหลายปลั๊กอินจะมีคุณสมบัติในการแปลเนื้อหาของคุณโดยอัตโนมัติในเกือบทุกภาษา

แต่ผลลัพธ์สุดท้ายนั้นไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรมชาติ

ดังนั้นบางจึงเลือกที่จะจ่ายเพิ่มอีกนิดหน่อย เพื่อให้ผู้ที่เป็นเจ้าของภาษาช่วยแปลเนื้อหาเหล่านี้ให้

นั่นจะทำให้เนื้อหาของคุณมีความแม่นยำเพิ่ม และนั่นยังหมายความได้ว่าคุณจะสามารถรักษาจำนวนผู้ชมได้ยาวนานกว่า รวมถึงจะทำให้มีข้อมูลการใช้งานและการจัดอันดับเว็บไซต์เพิ่มขึ้นเช่นกัน

เมือง ถือเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดเป้าหมายทางภูมิศาสตร์ที่นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ยิ่งไปกว่านั้นมีการลงลึกไปถึงระดับเมือง ส่งผลให้คุณได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำจากบริเวณที่คุณอาศัย เมื่อคุณต้องการค้นหาร้านอาหารจานด่วน

และการใช้ชื่อเมืองเป็นคำหลักอาจจะส่งผลดี  แต่อย่าทำให้ตัวเองกลมกลืน หรือลงรายละเอียดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในเมืองมากนัก เพราะนั่นจะทำให้คุณเป็นเหมือนองค์กรในท้องถิ่น

ประวัติผู้ค้นหา เพราะหากผู้ค้นหาเคยค้นหาหน้าเดียวกันมาก่อนนี้ หรือแม้ว่าผู้เข้าชมเพิ่งเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ โดยทั่วไปเว็บไซต์ของคุณจะมีแนวโน้มที่จะปรากฏขึ้นเพราะ Google คิดว่าเนื้อหาของคุณเป็นผลลัพธ์ที่มีประโยชน์สำหรับพวกเขา

ความนิยมทางสังคม
คุณมีช่อง YouTube หรือโปรไฟล์ Google Plus สำหรับแบรนด์ของคุณหรือไม่? เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นคุณจะยิ่งดูดี

เมื่อ Google เห็นว่ามีคนชื่นชอบแบรนด์นั้นๆ บนเครือข่ายโซเชียล Google ก็จะมีแนวโน้มที่จะแสดงผลลัพธ์ของแบรนด์นั้น หรือจากแบรนด์บุคคลที่พวกเขามี

สังคม
ท้ายที่สุดเรามาดูปัจจัยทางสังคมของที่เป็นหนึ่งใน off-page SEO เพราะนอกจากสัญญาณของค่านิยมทางสังคมโดยตรงจากผู้ค้นหาแล้ว ยังมีวิธีอื่นที่อาจส่งเเสริมให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีในโซเชียลมีเดีย  และนั่นอาจช่วยให้คุณได้อันดับที่ดีขึ้นในหน้าผลการค้นหา

ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงโดยตรงหรือโดยอ้อม ผ่านการเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้กับประเด็นทางสังคม

มีกรณีศึกษาหลายเรื่องเกี่ยวกับการเติบโตอย่างรวดเร็วที่พิสูจน์ว่า โซเชียลมีเดียนั้นคุ้มค่ากับการลงทุน

ซึ่งมีสองปัจจัยหลักของอิทธิพล

คุณภาพของการแชร์ เช่นเดียวกับคุณภาพของลิงก์ย้อนกลับที่มีความสำคัญมากกว่าความถี่ Google รับรู้ถึงความมีอิทธิพล และเมื่อมีการแชร์เนื้อหาของคุณ การแชร์เหล่านั้นจะส่งผลให้กับ SEO เป็นอย่างมาก

วิธีที่ดีที่สุดในการทำให้ผู้มีอิทธิพลมีการแชร์เนื้อหาของคุณคือ ให้พวกเขามีส่วนร่วมก่อนที่จะทำการแชร์ นั่นรวมถึงมีการอ้างอิงหรือมีบทสัมภาษณ์พวกเขาด้วย

แน่นอนคุณว่าคุณสามารถทำได้ หาก “เซเลป” เหล่านี้สนใจหัวข้อของคุณอยู่แล้ว

แต่ถ้าไม่ มีสองหรือวิธีในการเลือกบุคคลเหล่านี้

วิธีแรกคือ ด้วยเครื่องมือ Follwerwonk ที่ช่วยวิเคราะห์วิเคราะห์สำหรับ Twitter เพื่อช่วยคุณค้นหาผู้มีอิทธิพลเพียงแค่ค้นหาคำหลักในประวัติของพวกเขา

เราแนะนำเครื่องมือนี้เพราะ นี่จะสามารถช่วยเรียงลำดับผู้มีอิทธิพลตามตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน

เช่นเดียวกับลิงก์ทั้งหมดที่อาจจะสามารถหลอกลวงได้ นั่นรวมถึงผู้ติดตามทั้งหมดเช่นกัน แต่เราพบว่าตัวชี้วัดการมีส่วนร่วม เช่นอำนาจทางสังคมเป็นตัวบ่งชี้มูลค่าที่ดีกว่ามาก

และมักผู้มีอิทธิพลใหม่เกิดขึ้นมา เพื่อทำให้เรื่องนี้ง่ายยิ่งขึ้น

เครื่องมืออย่าง Tribe จะสามารถช่วยคุณค้นหาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของผู้เขียนเนื้อหา

คุณสามารถจัดเรียงได้อีกครั้งหลักการชี้วัด แต่คราวนี้คุณจะต้องเสียค่าใช้จ่าย

ดังนั้นคุณสามารถค้นหาคนที่มีอิทธิพลต่อผู้ชมของคุณ และเสนอรายได้ให้กับพวกเขาเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์เนื้อหาของคุณ

จำนวนการแชร์ ที่เหมือนเป็นตัวชี้วัดทางสังคมรองลงมา การเริ่มต้นด้วยการเป็นไวรัลที่เป็นความใฝ่ฝันของนักการตลาดทุกคน แต่นั่นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก

มีเคล็ดลับและเทคนิคการแฮ็กมากมายที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ แต่การใช้ความน่าเชื่อถือ ด้วยการสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่า อาจจะดูง่ายกว่า แต่นั่นหมายถึงจะต้องทำสิ่งที่แตกต่างกับคนอื่นด้วย

ตัวอย่างเช่น ในวงการการตลาด มักจะพบได้ว่าเนื้อหาที่ยาวกว่ามักมีประสิทธิภาพเหนือกว่าเนื้อหาสั้นๆ

แต่ลองเปรียบเทียบกับเว็บไซต์ซุบซิบคนดังที่มีเนื้อข่าวที่ไม่ยาวนัก เนื่องจากไม่มีใครอยากที่จะพูดถึงรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน นั่นตรงข้ามกับความเป็นจริงที่เรากำลังกล่างถึง

เนื่องจากผู้ชมของเว็บไซต์ซุบซิบคนดังต้องการอะไรที่กระชับ พวกเขาต้องการชมวิดีโอและเห็นภาพ มากกว่าการอ่านข้อความ

และนั่นก็ดูสมเหตุสมผล เพราะเมื่อคุณพิจารณาว่าอะไรทำให้เนื้อหามีปัญหา

Jonah Berger เปิดตัวการศึกษาเมื่อหลายปีก่อนในวารสารวิจัยการตลาดว่า:

“ความรุนแรงมักเกิดจากการกระตุ้นทางสรีรวิทยา แต่เนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ หรือความรู้สึกด้านลบ (ความโกรธหรือความวิตกกังวล) เป็นเรื่องของไวรัลมากกว่า”

เราเริ่มเปิดเนื้อหาด้วยคำถามที่ว่า “คุณสามารถเดาได้หรือไม่ว่ามีคนโพสต์ลงบล๊อกกี่คนในแต่ละวัน” 

เพื่อกระตุ้นให้คุณตระหนักว่า คูณมีคู่แข่งมากมาย

เพื่อทำให้คุณรู้สึกว่า ตกอยู่ในสภาวะสุดขั้วในแบบใด แบบหนึ่ง

และนั่นเป็นสาเหตุที่ข่าวปลอมมักจะกลายเป็นไวรัล

เว็บไซต์ข่าวปลอมอันดับต้น ๆ บางแห่งอาจสร้างรายได้จากการโฆษณาถึงกว่า 500,000 ดอลลาร์ในเวลาอันสั้นเพราะพวกเขาได้รับปริมาณการเข้าชมค่อนข้างมาก

แน่นอนเราจะไม่แนะนำให้คุณโพสต์ข่าวปลอม!

อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำว่า คุณจะต้องคิดให้ไกล และลองตระหนักถึงผลที่จะเกิดขึ้นก่อนที่จะเผยแพร่เนื้อหา เพราะหากคุณแตะจุดกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชมของคุณ นั่นอาจจะทำให้เนื้อหาของคุณได้รับความสนใจมากขึ้นในระยะยาว

แน่นอนว่าการโปรโมทในแบบที่บ้าคลั่งนี้ มักจะมีผลลัพธ์ที่ดีเลยทีเดียว

บทสรุป

เราหวังว่าคู่มือนี้จะช่วยให้คุณตระหนักได้ว่า SEO ไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป เพราะถึงแม้ว่าคุณจะมีเว็บไซต์ หรือเนื้อหาที่ยอดเยี่ยม แต่เว็บไซต์ของคุณไม่สามารถเข้าถึงหลักพื้นฐานในการทำ SEO ได้ คุณก็ไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จอย่างที่ต้องการ

แต่ไม่ต้องกังวลหากคุณเคยตัดสินใจทำ SEO มาก่อนแล้ว แต่ยังคงไม่ได้ผล

แค่เพียงคุณจะต้องมีความมุ่งมั่นที่จะเริ่มต้นใหม่ในวันนี้ เพราะคุณจะต้องใช้เวลา 6 เดือนถึงหนึ่งปีเพื่อดูผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

ลองพิจารณาคีย์เวิร์ดให้ดีก่อนที่จะเริ่มเขียนโพสต์บล็อกของคุณต่อไป จากนั้นใช้คีย์เวิร์ดของคุณแทรกลงในส่วนที่จำเป็น และเหมาะสม เช่น ในแท็กหัวข้อ หรือในคำอธิบายหัวข้อ

ใครจะไปรู้ว่า “ครั้งต่อไปที่คุณกดเผยแพร่เนื้อหา คุณอาจจะประสบความสำเร็จก็ได้

ขึ้นอยู่กับว่าหลังจากที่คุณอ่านจนถึงบรรทัดสุดท้ายนี้แล้ว แล้วคุณจะเปลี่ยนทัศนคติต่อ SEO เป็นอย่างไร?

อ้างอิงจาก https://neilpatel.com/what-is-seo/