การทำ SEO Offpage ให้ติดหน้าแรกของ Google

คุณคงเคยได้ยินคำว่า SEO On-Page  และ SEO Off-Page สำหรับการทำ SEO กันมาบ้างใช่ไหมล่ะ แล้วคุณเคยสงสัยหรือเปล่านะว่าคำพวกนี้มันคืออะไร? เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราขออธิบายอย่างง่ายๆ ก็แล้วกัน 

SEO On-Page  และ SEO Off-Page  คือการปรับแต่งการทำ SEO โดย SEO On-Page  จะอาศัยปัจจัยภายใน ซึ่งก็คือทุกอย่างที่คุณสามารถควบคุมได้ภายในเว็บไซต์ของคุณ เช่น เนื้อหาภายในเว็บ หน้าเว็บ ชื่อโดเมน ชื่อไฟล์ และอื่นๆ ส่วน SEO Off-Page   จะอาศัยปัจจัยภายนอก เช่น การเพิ่มลิงก์กับเว็บอื่นๆ ให้เชื่อมกลับมาหาเว็บของคุณ (link-building) ซึ่งจะมีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น backlink หรือ linkwheel เป็นต้น

แน่นอนว่าเกริ่นด้วย SEO On-Page  และ SEO Off-Page แบบนี้ สิ่งที่เรานำมาฝากคุณก็จะต้องเกี่ยวข้องกับเจ้าสองสิ่งนี้ และนั่นก็คือ 6 กลยุทธ์ SEO Off-Page  ที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในหน้าแรกของ Google นั่นเอง

เมื่อพูดถึง SEO Off-Page  สิ่งที่สำคัญมากสำหรับกลยุทธ์นี้ก็คือ ลิงก์ต่างๆ แต่ไม่ใช่ว่าทุกลิงก์จะถูกสร้างออกมาให้มีคุณภาพเท่ากันทั้งหมด เพราะฉะนั้น คุณจะมุ่งความสนใจไปยัง “ลิงก์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด” เพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่คุณจะต้องมองหา “ลิงก์ที่มีความเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด” ต่างหากล่ะ

เว็บไซต์ที่มี backlink คุณภาพสูงจะส่งผลสำเร็จได้มากกว่าเว็บไซต์อื่นๆ  และยังให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการรับรู้แบรนด์และความน่าเชื่อถือ รวมทั้งได้ traffic อีกด้วย 

ซึ่งนั่นจะทำให้คุณได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ด้วยข้อดีทั้งหมดนี้ การค้นพบลิงก์ดีๆ มีคุณภาพจึงสำคัญมาก แล้วจะต้องทำยังไงเพื่อให้เจอลิงก์เหล่านั้นกันล่ะ? เอาล่ะ ให้เป็นหน้าที่ของเราพาคุณไปสำรวจกลยุทธ์กันได้เลย

1. เริ่มต้นด้วยการค้นหาลิสต์ของบล็อกต่างๆ 

ที่จริงแล้ว เว็บไซต์และบล็อกดีๆ ต่างๆ ได้ถูกจัดไว้เป็นหมวดหมู่ เตรียมตัวรอให้คุณค้นพบเพื่อเติมเต็มความสำเร็จของคุณอยู่แล้ว สิ่งที่คุณต้องทำก็แค่ ‘หาลิงก์เล่านั้นให้เจอ’ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้าง backlink เท่านั้นเอง 

คุณสามารถทดลองการค้นหาได้ ด้วยการไปที่ Google แล้วเสิร์ชหาเว็บไซต์ที่คุณต้องการด้วยคีย์เวิร์ด ‘บล็อก XXX ที่ดีที่สุด’ หรือ ‘Best XXX blog’ แล้วคุณก็จะได้พบโลกของบล็อกต่างๆ ที่จะพาคุณไปถึงฝั่งฝัน พูดแบบนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพ ถ้าอย่างนั้น เราจะยกตัวอย่างให้ก็แล้วกัน สมมุติว่าคุณเสิร์ชคำว่า ‘บล็อกโภชนาการที่ดีที่สุด 2017’ 

หากคุณเป็นสายคนรักสุขภาพ บล็อกเกอร์ที่เกี่ยวกับโภชนาการ หรือสินค้าและบริการของคุณเชื่อมโยงกับโภชนาการแล้วล่ะก็ อันดับการค้นหาที่ปรากฏขึ้นบนหน้าเว็บของ Google คงจะตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี และทำให้คุณเห็นว่าผู้ทำเว็บไซต์และการทำ SEO เบื้องหลังนั้นทำงานกันอย่างหนัก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน

ในเมื่อเว็บไซต์อื่นๆ ได้เตรียมคำตอบไว้ให้คุณแล้ว คุณก็ควรรีบเข้าไปศึกษาและสำรวจเว็บไซต์เหล่านั้นเสียหน่อย ให้คุณเลือกเว็บไซต์ที่คิดว่าดีและเหมาะสมที่สุด เว็บที่มีความสำคัญ แถมยังตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้หลากหลายเป้าหมายมากที่สุดขึ้นมา แล้วจึงเข้าไปดูว่าเว็บไซต์เหล่านั้นเป็นยังไงบ้าง ถ้าเว็บแรกยังไม่ถูกใจ คุณก็สามารถเลื่อนดูไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นการศึกษาไปในตัว

หลังจากนั้น ให้คุณดูการตั้งชื่อหัวข้อของแต่ละเว็บ เพื่อเรียนรู้ว่าคุณควรจะกรองเว็บไซต์เหล่านี้ยังไง ยกตัวอย่างเช่น หัวข้อ ‘50 เว็บไซต์สำหรับสาย Healthy’ เมื่อคุณเข้าไปในเว็บไซต์ลักษณะนี้ คุณจะพบว่าส่วนใหญ่มีแพทเทิร์นของเนื้อหาที่ค่อนข้างคล้ายกัน คือจัดอันดับ ลงรูปและคำอธิบาย พร้อมกับลิงก์ของเนื้อหาต้นฉบับไว้ที่ด้านล่างสุดของคำอธิบายนั้นๆ นั่นหมายความว่า การที่คุณเข้ามาดูแค่เว็บไซต์นี้เว็บไซต์เดียว คุณจะได้ลิงก์ที่เชื่อมไปยังเว็บอื่นๆ อีกถึง 50 เว็บ! คราวนี้คุณจะสามารถค้นหาเว็บคู่หู เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำ backlink ได้แล้ว

แล้วทำยังถึงจะได้เว็บคู่หูล่ะ? มันไม่มีอะไรยุ่งยากเลย เพียงแค่คุณติดต่อบล็อกเกอร์ประจำเว็บไซต์นั้นๆ ไป แล้วยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจให้พวกเขา เช่น ให้สินค้าและบริการของคุณฟรีๆ โดยแลกกับรีวิวของเหล่าบล็อกเกอร์ เท่านี้คุณก็จะได้โปรโมทสินค้าของคุณโดยไม่ได้เสียเงินสักบาทเดียว

แต่ก่อนที่คุณจะติดต่อบล็อกเกอร์เหล่านั้น คุณควรเช็กศักยภาพเว็บไซต์ของพวกเขาก่อนว่าคุ้มค่าและเหมาะสมที่จะเป็นคู่หูกับคุณหรือไม่ โดยขั้นตอนแรกให้คุณเปิดเครื่องมือการทำ SEO อย่างเช่น Website Authority Checker แล้วปลั๊กอินโดเมน เพื่อเชื่อมเครื่องมือเข้ากับโดเมนนั่นเอง หลังจากนั้นคุณก็จะรู้คะแนนของเว็บไซต์ และทำให้รู้ว่าเว็บนี้มีศักยภาพมากแค่ไหน แถมยังบอกจำนวน backlink ได้อีกด้วย

เอาล่ะ ขั้นตอนต่อไป คือให้คุณลิสต์ไว้ว่าเว็บไซต์ไหนบ้างที่เข้าท่า แต่คุณต้องทำใจก่อนนะ ว่าบล็อกเกอร์อาจจะไม่ได้สนใจข้อเสนอของคุณทุกคน และเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ห้ามถามถึงลิงก์จากบล็อเกอร์ตั้งแต่ครั้งแรกที่คุย คุณควรสร้างความคุ้นเคย ความเชื่อใจและผลประโยชน์ร่วมกันเสียก่อน นอกจากนี้ เมื่อบล็อกเกอร์เพิ่มลูกค้าใหม่ๆ ให้คุณ คุณก็ควรโปรโมทเว็บไซต์ของบล็อกเกอร์เป็นการตอบแทนเช่นเดียวกัน เพื่อรักษาความสัมพันธ์แบบ give and take นี้เอาไว้

2. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าที่คุณชื่นชอบ

92 % ของผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตและซื้อของออนไลน์ มักจะอ่านรีวิวก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้า 88 % มักจะเชื่อรีวิวที่ได้อ่าน และจากการรีวิวเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้เกิดผู้เข้าชมเว็บไซต์ใหม่ถึง 62 %

พูดได้เลยว่าทุกบริษัทที่มีเว็บไซต์ในปัจจุบันนี้ ต้องการการรีวิวจากลูกค้าเพื่อเป็นการสร้างเครดิตให้กับสินค้ากันทั้งนั้น และก็เป็นข่าวดีสำหรับคุณ เพราะคุณสามารถเป็นหนึ่งในรีวิวเหล่านั้น เพื่อช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าที่คุณชื่นชอบได้ แล้วคุณจะได้อะไรเป็นการตอบแทนล่ะ? คำตอบก็คือ โอกาสในการสร้าง backlink ที่มีคุณภาพนั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น HubSpot บริษัทที่ต้องการรีวิวจากลูกค้า และคุณก็สามารถใช้โอกาสนี้ในการรีวิวเพื่อเพิ่ม backlink ได้ แม้ว่าคุณจะไม่ใช่ลูกค้า HubSpot ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะคุณสามารถเสิร์ชสินค้าและบริการ รวมทั้งคู่แข่งของ HubSpot ได้

หรืออีกหนึ่งตัวอย่างจากเว็บไซต์ Slack โดยคุณสามารถไปที่ “Customer Stories” ในหน้าเว็บไซต์ เพื่ออ่านกรณีศึกษาของลูกค้าแต่ละคนได้ หลังจากนั้นจึงใช้ “Ticketmaster” ในการแนะนำและบอกแนวทาง ซึ่งผลตอบแทนก็คือ backlink นั่นเอง

เว็บ HubSpot Slack และ Marketo เป็นตัวเลือกที่ดีในวิธีนี้ เพราะทั้งสามเว็บไซต์นี้มีฐานลูกค้ากว่าล้านคนและมีชื่อเสียง  แต่คุณก็ยังรีวิวให้กับเว็บไซต์อื่นๆ ได้ เพื่อจะได้ backlink มาอย่างฟรีๆ

3. ทุนการศึกษาสำหรับลิงก์ .edu

บางเว็บไซต์ก็ยากหน่อยที่จะทำ backlink ได้ อย่างเช่น เว็บไซต์โภชนาการก็คงไม่ได้มีเป็นพันๆ เว็บไว้ให้คุณได้สร้างประโยชน์ แถมเว็บดีๆ ที่คุณจะรีวิวได้ ก็จะต้องมีวันที่หมดสต็อกกันบ้าง แล้วคุณจะทำยังไงล่ะที่นี้? เอาล่ะ ขอต้อนรับเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงโลกที่้น่าเบื่อ ให้เป็นโลกของ backlink

โลกที่น่าเบื่อคืออะไร? เราไม่ได้ใส่ร้ายนะ แต่ใครๆ ก็เห็นด้วยว่าเว็บเพื่อการศึกษาเป็นเว็บที่น่าเบื่อสุดๆ แต่คุณก็สามารถสร้าง backlink จากเว็บเหล่านี้ได้ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

ขั้นแรก ให้คุณสร้างเว็บเพจสำหรับทุนการศึกษา ใส่รายละเอียดที่สำคัญ เช่น มูลค่าของทุน คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับทุน วิธีการคัดเลือกผู้รับทุน เป็นต้น แต่ก่อนที่คุณจะเผยแพร่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ คุณจะต้องสร้างเงื่อนไขและข้อตกลงให้เรียบร้อยเสียก่อน ข้อตกลงที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นการป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดหลังจากแคมเปญของคุณได้เริ่มต้นไปแล้ว

หลังจากสร้างข้อตกลงและเงื่อนไข คราวนี้คุณก็ต้องมาค้นหาสถานศึกษาที่สนใจในทุนการศึกษาของคุณ ซึ่งวิธีในการลดเวลาสำหรับขั้นตอนนี้ก็คือ ใช้ “inurl” และ Google ให้เป็นประโยชน์ สมมุติว่าคุณต้องการหาสถานศึกษาในแคลิฟอร์เนีย คุณก็ควรเสิร์ชในรูปแบบนี้

inurl: .edu “scholarship” + location = California

หลังจากนั้น คุณก็จะได้เห็นผลลัพธ์การค้นหาจำนวนมหาศาลให้เลือกตามใจชอบ แล้วคุณก็สร้างชีทไฟล์โดเมนเอาไว้ เพื่อเป็นการบันทึกว่าสถานสึกษาไหนบ้างที่เหมาะสม 

SharpRocket เป็นหนึ่งในบริษัทที่ใช้วิธีการนี้ ซึ่งเขาได้มอบทุนการศึกษาเป็นจำนวน 500 ดอลลาร์ แต่ได้ลิงก์ .edu คุณภาพสูงกลับมาถึง 14 ลิงก์ ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาลงทุนไปเพียง 35 ดอลลาร์ต่อลิงก์เท่านั้น 

4. สำรวจผู้คนที่พูดถึงคุณโดยไม่ใส่ลิงก์ให้

บริษัทของคุณเปิดมาสักพักแล้วหรือเปล่า? ถ้าใช่ ก็แสดงว่าจะต้องมีผู้คนพูดถึงบริษัทของคุณบ้างแล้วล่ะ และมันก็เป็นสัญญาณที่ดี ที่คนนอกพูดถึงคุณโดยที่คุณไม่ต้องโปรโมท หรือทำการขยายเชิงรุกใดๆ แต่ปัญหาคืออะไรรู้ไหม? ปัญหาคือ พวกเขาลืมใส่ลิงก์ที่เกี่ยวกับสินค้าของคุณไงล่ะ!

หากพวกเขารีวิวคุณ หรือพูดถึงคุณในทางที่ดี นั่นก็ถือว่าเป็นโอกาสอันดีแล้วที่แบรนด์ของคุณจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น หน้าที่ของคุณจึงควรสำรวจว่าคำชมเหล่านั้นมีการใส่ลิงก์ถึงคุณหรือไม่ และแก้ไขให้เร็วที่สุด หากคุณกลัวว่าจะพลาด backlink ให้คุณรีบไปที่ Google Alert แล้วพิมพ์ชื่อแบรนด์หรือชื่อของคุณ เพื่อดูว่ามีใครพูดถึงคุณหรือไม่ หลังจากนั้นให้คุณเข้าไปสำรวจแต่ละเว็บอย่างละเอียด ว่าพวกเขาได้ใส่ลิงก์ให้คุณไหม

Mention เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากทีเดียวสำหรับปัญหานี้ เพราะมันจะดึงข้อมูลจากหลากหลายแหล่งและเว็บไซต์ แล้วรายงานคุณเป็นรายวันหากมีใครพูดถึงคุณ รวมทั้งยังบอกด้วยว่าคนเหล่านั้นใส่ลิงก์ให้คุณหรือไม่ เมื่อคุณพบว่าพวกเขาไม่ได้ใส่ลิงก์ให้ คุณก็สามารถเข้าไปพูดคุยกับคนเหล่านั้นเพื่อให้เขาใส่ลิงก์ให้ได้เลย

5. ให้สินค้าแก่เหล่าบล็อกเกอร์ฟรีๆ เพื่อแลกกับรีวิว

เราได้พูดถึงวิธีนี้ไปบ้างแล้วในขั้นตอนของการค้นหาลิสต์ แต่วิธีนี้มีประโยชน์มากจนเราต้องดึงออกมาให้เป็นหัวข้อหลัก เพราะการให้สินค้าแลกรีวิวนั้นเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ที่คุณไม่ควรมองข้ามเลยแม้แต่น้อย

ประโยชน์ที่คุณจะได้จากกลยุทธ์นี้ นอกจากการได้ลิงก์ดีๆ มาแล้ว คุณยังจะได้ประโยชน์อื่นๆ อีกด้วย เช่น การรับรู้แบรนด์ traffic และลูกค้ารายใหม่ รีวิวเหล่านี้ยังช่วยอธิบายถึงคุณภาพของสินค้าของคุณให้คนอื่นๆ ได้ โดยที่ทุกคนไม่จำเป็นต้องเข้าถึงสินค้าของคุณโดยตรงด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ คุณยังสามารถสร้างลิงก์ไว้ในเว็บไซต์ของคุณได้ แล้วบอกกับคนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บว่า คุณเต็มใจจะให้สินค้าฟรีแก่ผู้ที่รีวิวสินค้าของคุณอย่างตรงไปตรงมา คุณลองดูตัวอย่างได้จากเว็บ BidSketch ที่ใส่ลิงก์บอกผู้คนเอาไว้ด้านล่างสุดของเว็บไซต์

ข้อดีก็คือ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือสินค้าอะไร แทบทุกบริษัทก็สามารถเลือกใช้วิธีนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น Primally Pure ขายสินค้าสกินแคร์แบบออร์แกนิค พวกเขาจึงต้องการบล็อกเกอร์ที่สนใจสินค้าออร์แกนิค ที่ไม่มีส่วนผสมทางเคมีที่อันตราย พวกเขาจึงติดต่อไปยัง Clean Eating with a Dirty Mind เพื่อขอรีวิว และนั่นเป็นทางเลือกที่ดีมาก

เพราะ Clean Eating with a Dirty Mind ได้ลงรูปสินค้าของ Primally Pure  ให้ด้วย ซึ่งคุณเองก็ควรจะหาบล็อกเกอร์ที่รีวิวได้อย่างมีคุณภาพแบบนี้เช่นกัน

หรืออีกวิธีหนึ่ง คุณสามารถส่งตัวอย่างทดลองของสินค้าไปให้บล็อกเกอร์ เพื่อให้พวกเขาใช้แล้วรีวิว ถ้าพวกเขาชอบสินค้าของคุณ เขาก็จะมาซื้อโดยตรง แถมยังเพิ่มลูกค้ารายใหม่คนอื่นๆ ให้กับคุณอีกด้วย 

เว็บตัวอย่างรีวิวสินค้าอย่างคร่าวๆ ก็อย่างเช่น Stitch Fix สำหรับการแต่งกาย Birchbox สำหรับทรงผมและผิวหนัง BarkBox ผลิตภัณฑ์สำหรับสุนัข เป็นต้น

หากคุณฉลาดในการเลือกบล็อกเกอร์ เหมือนที่ Primally Pure เลือก Clean Eating with a Dirty Mind คุณก็จะได้รับ backlink กลับมาอย่างน่าพอใจ แถมยังได้ลูกค้ารายใหม่เพิ่มเป็นจำนวนมาก โดยที่คุณจ่ายแค่สินค้าไม่กี่ชิ้นเท่านั้นเอง

6. ศึกษากลยุทธ์จากบุคคลที่มีชื่อเสียง

กลยุทธ์ทางการตลาด B2B  หรือกลยุทธ์ในการทำธุรกิจระหว่างหน่วยงานธุรกิจด้วยกัน เป็นกลยุทธ์ที่สร้างผลประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย และช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ Traffic และ backlink ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น นักข่าวและบล็อกเกอร์ต่างต้องการข้อมูลที่น่าสนใจในการนำมาสร้างคอนเทนท์ ซึ่งคุณจะมีโอกาสมากกว่าคนอื่น ถ้าคุณสามารถเข้าถึงพวกเขาได้

จากกลยุทธ์ของ Neil Patel นักการตลาดชื่อดัง เขาได้ศึกษารายชื่อของผู้ที่มีชื่อเสียงทางด้านการทำ SEO จากเนื้อหา 90 ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ของ Ahrefs และเช็กรายชื่อของผู้เชี่ยวชาญทุกคนจากหัวข้อนั้น ก่อนจะพบว่ามีชื่อของเขาอยู่ด้วย

ซึ่งหากคุณต้องการศึกษากลยุทธ์ของ Neil Patel ก็เพียงแค่คลิกไปที่ชื่อของเขา แล้วคุณก็จะได้ลิงก์ทวิตเตอร์ ลิงก์โดเมน และลิงก์ของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ Neil Patel

การศึกษากลยุทธ์จากผู้ที่มีชื่อเสียง จะทำให้คุณได้มองเห็นสิ่งที่คุณสามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณได้ ยกตัวอย่างเช่น เคล็ดลับในความสำเร็จของ Neil Patel คือการทำลายความซ้ำซากจำเจ เป็นต้น ซึ่งคุณยังสามารถเรียนรู้กลยุทธ์ต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ได้อีก

Backlink ที่มีคุณภาพงอกขึ้นมาเองไม่ได้ คุณต้องใช้ความพยายาม ความสร้างสรรค์ และความต่อเนื่อง เพื่อให้ได้เป้าหมายที่คุณต้องการ และผลประโยชน์ที่คุณจะได้รับนั้นย่อมคุ้มค่าแน่นอน เพราะนอกจากคุณจะได้ backlink ที่ดีแล้ว คุณยังจะได้ traffic และลูกค้าใหม่ๆ อีกด้วย หากคุณทำอย่างถูกวิธี คุณจะสามารถขยาย backlink ได้ หมายความว่าคุณจะทำแคมเปญหรือกลยุทธ์เดิมซ้ำต่อไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับธุรกิจของคุณอีกกี่ครั้งก็ได้เช่นกัน

กลยุทธ์ที่เรานำมาบอกต่อคุณนี้ เป็นกลยุทธ์แบบ SEO Off-Page  ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเว็บไซต์ของคุณ นั่นหมาายความว่า เป็นเรื่องยากที่คุณจะควบคุมสิ่งต่างๆ ให้เป็นไปตามใจนึก ความอดทนและความพยายามจึงสำคัญมากสำหรับกลยุทธ์เหล่านี้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลลัพธ์อันแสนคุ้มค่าที่คุณจะได้รับอาจจะไม่ได้มาถึงในเร็ววัน เราก็อยากบอกคุณด้วยความหวังดีว่า Black Hat SEO หรือการโกงเพื่อช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับได้เร็วขึ้นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่คุณควรทำ 

แม้หลายเว็บไซต์จะมีการเลือกใช้วิธีด้านมืดนี้ แต่ถ้าวันใดที่ Google ตรวจสอบพบขึ้นมา คุณคงจินตนาการความเสียหายที่จะเกิดขึ้นไม่ออกเลยทีเดียว ฉะนั้น การทำ SEO แบบใสสะอาด และทำตามกลยุทธ์ที่ถูกต้องย่อมช่วยให้เว็บไซต์ของคุณประสบความสำรเร็จได้อย่างยั่งยืนมากกว่าวิธีผิดๆ แน่นอน

อ้างอิงจาก https://neilpatel.com/blog/seo-strategies-to-rank-on-page-one/