10 วิธีในการทำ SEO ให้ Google จัดทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ให้กับคุณ

การทำ SEO คือ การเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อให้เครื่องมือค้นหานั้นแสดงผลเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาในอันดับแรกๆ ของหน้ารวมผลการค้นหา แต่ก่อนที่เครื่องมือค้นหา เช่น Google นั้น จะจัดอันดับให้กับเว็บไซต์ของคุณได้ พวกเขาต้องทราบก่อนว่ามีเว็บไซต์ของคุณอยู่ตรงนี้

หาก Google ไม่ได้จัดเก็บเว็บไซต์ของคุณไว้ในฐานข้อมูลของพวกเขา ก็จะเปรียบเสมือนคุณนั้นล่องหนได้ เพราะเว็บไซต์ของคุณจะไม่มีการแสดงอยู่ในหน้าผลรวมการค้นหาสำหรับ Keywords ใดๆ เลย และคุณก็จะไม่ได้รับปริมาณผู้เข้าชมใดๆ ด้วยเช่นกัน

บทความนี้จะพูดถึงการแก้ปัญหา 3 ข้อต่อไปนี้
1. เว็บไซต์ของคุณไม่ได้รับการจัดทำฐานข้อมูล
2. บางเว็บเพจของคุณได้รับการจัดทำฐานข้อมูล แต่บางเว็บเพจก็ไม่ได้รับการจัดทำฐานข้อมูล
3. เว็บเพจใหม่ของคุณไม่ได้รับการจัดทำฐานข้อมูลอย่างรวดเร็วเพียงพอ

แต่ก่อนอื่น ควรทำให้แน่ใจก่อนว่าเรากำลังมองภาพเดียวกัน และคุณสามารถทำความเข้าใจการจัดทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี

Crawling และ Indexing คืออะไร?

Google ค้นพบเว็บเพจใหม่โดยการรวบรวมข้อมูลของเว็บเพจ (Crawling) จากนั้นจะเพิ่มเว็บเพจเหล่านั้นลงไปในฐานข้อมูล (Indexing) ของพวกเขา ในการทำสิ่งนี้พวกเขาใช้ web spider ที่มีชื่อว่า Googlebot 

หมายเหตุ:
– Crawling  คือ กระบวนการติดตามลิงก์บนเว็บเพจเพื่อค้นหา Content ใหม่
– Indexing คือ การจัดทำฐานข้อมูล เป็นกระบวนการจัดเก็บเว็บเพจทุกหน้าไว้ในฐานข้อมูลขนาดใหญ่
– Web Spider คือ ส่วนหนึ่งของซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล
– Googlebot คือ Web Spider ของ Google

เมื่อคุณใช้งาน Google นั่นคือคุณกำลังขอให้ Google ส่งคืนผลลัพธ์เป็นเว็บเพจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในฐานข้อมูลของพวกเขาออกมา เนื่องจากมีหลายล้านเว็บเพจที่อาจเกี่ยวข้องกับข้อความค้นหาของคุณ อัลกอริทึมการจัดอันดับจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการจัดเรียงเว็บเพจ เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและเกี่ยวข้องมากที่สุดออกมาก่อน

การจัดทำฐานข้อมูล และ การจัดอันดับ นั้นแตกต่างกัน 

เปรียบเทียบได้ง่ายๆ ว่า การจัดทำฐานข้อมูลนั้นคือการแข่งขัน ส่วนการจัดอันดับนั้นคือผู้ชนะ คุณไม่สามารถเป็นผู้ชนะได้หากไม่ได้ลงแข่งขันในตอนแรก

วิธีตรวจสอบว่าเว็บเพจของคุณได้รับการจัดทำฐานข้อมูลจาก Google แล้วหรือไม่

ไปที่ Google และพิมพ์ค้นหาคำว่า site: ชื่อเว็บไซต์ของคุณ

การทำ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO เพิ่ม traffic_Google ติดอันดับ_กลยุทธ์ SEO_กลยุทธ์เพิ่ม Backlink_การสร้าง backlink_การสร้าง Content_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก

ตัวเลขที่แสดงออกมานี้คือจำนวนเว็บเพจของคุณที่ได้รับการจัดทำฐานข้อมูลจาก Google แล้ว

หากต้องการตรวจสอบสถานะของ URL ที่เฉพาะเจาะจง ให้พิมพ์ว่า site: URL ที่ต้องการตรวจสอบ

การทำ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO เพิ่ม traffic_Google ติดอันดับ_กลยุทธ์ SEO_กลยุทธ์เพิ่ม Backlink_การสร้าง backlink_การสร้าง Content_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก

หากเว็บเพจนั้นยังไม่ได้รับการจัดทำฐานข้อมูล ก็จะไม่มีผลลัพธ์ใดๆ ปรากฎขึ้นมา

หากคุณเป็นผู้ใช้ Google Search Console คุณสามารถใช้ Coverage report เพื่อรับข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสถานะฐานข้อมูลเว็บไซต์ของคุณได้ เพียงไปที่

Google Search Console > Index > Coverage

การทำ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO เพิ่ม traffic_Google ติดอันดับ_กลยุทธ์ SEO_กลยุทธ์เพิ่ม Backlink_การสร้าง backlink_การสร้าง Content_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก

คุณจะเห็นจำนวนเว็บเพจที่ได้รับการจัดทำฐานข้อมูลไว้แล้ว

หากตัวเลขทั้ง 2 ช่อง เป็น 0 แต่คุณเคยมีเว็บเพจที่คุณได้จัดทำฐานข้อมูลไปแล้ว นั่นหมายความว่าคุณกำลังประสบปัญหาบางอย่างที่ร้ายแรงเกี่ยวกับเว็บเพจของคุณ เพราะไม่มีการจัดทำฐานข้อมูลเว็บเพจของคุณเอาไว้เลย

หากคุณยังไม่ได้เป็นผู้ใช้ Google Search Console คุณก็สามารถสมัครได้ฟรี 

ทุกคนที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ และต้องการยอดผู้เข้าชมจาก Google ควรใช้ Google Search Console เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

และคุณยังสามารถใช้ Google Search Console เพื่อตรวจสอบว่าเว็บเพจใดได้รับการจัดทำฐานข้อมูลไว้แล้วหรือไม่ หากต้องการทำเช่นนั้น ให้วาง URL ลงใน URL Inspection tool

หากเว็บเพจนั้นได้รับการจัดทำฐานข้อมูลไปแล้ว Google Search Console ก็จะบอกคุณว่า “URL อยู่ใน Google แล้ว”

การทำ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO เพิ่ม traffic_Google ติดอันดับ_กลยุทธ์ SEO_กลยุทธ์เพิ่ม Backlink_การสร้าง backlink_การสร้าง Content_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก

แต่หากเว็บเพจนั้นยังไม่ได้รับการจัดทำฐานข้อมูล Google Search Console ก็จะบอกคุณว่า “URL ไม่ได้อยู่ใน Google”

การทำ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO เพิ่ม traffic_Google ติดอันดับ_กลยุทธ์ SEO_กลยุทธ์เพิ่ม Backlink_การสร้าง backlink_การสร้าง Content_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก

วิธีการส่งคำร้องให้ Google จัดทำฐานข้อมูลให้กับเว็บเพจของคุณ

หากเว็บเพจของคุณยังไม่ได้รับการจัดทำฐานข้อมูล คุณสามารถส่งคำร้องได้ด้วยตัวเองโดยการทำตามขั้นตอนนี้
1. ไปยัง Google Search Console
2. ไปที่ URL inspection tool
3. วาง URL ที่ต้องการจัดทำฐานข้อมูลลงในช่องสำหรับการค้นหา
4. รอ Google ตรวจสอบ URL
5. คลิกที่ปุ่ม Request indexing

ขั้นตอนนี้เป็นวิธีปฏิบัติที่ดีเมื่อคุณทำการเผยแพร่โพสต์ใหม่ เพราะเป็นการบอกกับ Google อย่างมีประสิทธิภาพว่าคุณได้เพิ่มสิ่งใหม่ลงในเว็บไซต์ของคุณ และพวกเขาควรสนใจมัน

อย่างไรก็ตาม การร้องขอการจัดทำฐานข้อมูลที่กล่าวไปนั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่อง Google ไม่จัดทำฐานข้อมูลเว็บเพจเก่าของคุณได้ หากเป็นเช่นนั้น ลองทำตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อวินิจฉัยและแก้ไขปัญหา

การแก้ไขปัญหา Google ไม่จัดทำฐานข้อมูลให้กับเว็บเพจของคุณ

1. ลบการปิดกั้น Crawling ในไฟล์ robot.txt

หาก Google ไม่ได้มีการจัดทำฐานข้อมูลให้กับทั้งเว็บไซต์ของคุณ นั่นอาจเป็นเพราะมีการปิดกั้นการรวบรวมข้อมูลในไฟล์ robots.txt  

หากต้องการตรวจสอบปัญหานี้ ให้ไปที่ [Domain ของคุณ]/robots.txt

และค้นหาตัวอย่างโค้ดสองรายการนี้

การทำ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO เพิ่ม traffic_Google ติดอันดับ_กลยุทธ์ SEO_กลยุทธ์เพิ่ม Backlink_การสร้าง backlink_การสร้าง Content_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก

โค้ดทั้งสองนั้นเป็นการบอก Googlebot ว่า ไม่อนุญาตให้ทำการรวบรวมข้อมูลใดๆ บนเว็บไซต์ของคุณ

หากต้องการแก้ไขปัญหานี้ สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการลบมันออกไป

หาก Google ไม่ได้จัดทำฐานข้อมูลให้เพียงเว็บเพจเดียว ลองตรวจสอบด้วยการวาง URL ของเว็บเพจนั้นลงใน URL inspection tool ของ Google Search Console 

คลิกที่ Coverage block เพื่อดูรายละเอียด และมองหาข้อผิดพลาดที่บอกว่า “Crawl allowed? No: blocked by robots.txt” นั่นคือสิ่งบ่งชี้ว่าเว็บเพจนั้นถูกปิดกั้นใน robots.txt 

หากเป็นเช่นนั้นให้ตรวจสอบไฟล์ robots.txt ของคุณ แล้วมองหาคำว่า “disallow” ที่เกี่ยวข้องกับเว็บเพจหรือส่วนย่อยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

การทำ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO เพิ่ม traffic_Google ติดอันดับ_กลยุทธ์ SEO_กลยุทธ์เพิ่ม Backlink_การสร้าง backlink_การสร้าง Content_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก

และทำการลบในส่วนที่จำเป็นออก

2. ลบแท็ก noindex 

Google จะไม่ทำการจัดทำฐานข้อมูลหากไม่มีคำอนุญาตจากคุณ ซึ่งสิ่งนี้มีประโยชน์หากต้องการสร้างเว็บเพจที่เป็นส่วนตัว

มี 2 ทางในการลบ noindex นั่นคือ

ทางที่ 1 คือ meta tag (โค้ดที่อยู่ในส่วน Head ของเอกสาร HTML)

เว็บเพจที่ในส่วน Head มี meta tag ดังที่แสดงไว้นี้ในส่วนของ HTML จะไม่ได้รับการจัดทำฐานข้อมูลจาก Google

สิ่งนี้เรียกว่า meta robots tag และมันกำลังบอกกับเครื่องมือค้นหาว่า ห้ามจัดทำฐานข้อมูลให้กับเว็บเพจนี้

ข้อสังเกต: คุณจะเห็นได้ว่าส่วนที่บอกกับเครื่องมือค้นหาว่า ไม่ให้มีการจัดทำฐานข้อมูลกับเว็บเพจนั้น คือคำว่า “noindex” 

ทางที่ 2 คือ X ‑ Robots-Tag

โปรแกรมการรวบรวมข้อมูลนั้นทำตามคำสั่งของ X‑Robots-Tag ในส่วน Head ของ HTTP คุณสามารถแก้ไขได้โดยการใช้สคริปในส่วนของเซิร์ฟเวอร์ เช่น PHP หรือในไฟล์ .htaccess หรือเปลี่ยนการตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ของคุณ

URL inspection tool ของ Google Search Console จะบอกคุณว่า Google ถูกปิดกั้นการรวบรวมข้อมูลเว็บเพจเพราะปัญหานี้หรือไม่ คุณสามารถตรวจสอบได้โดยการป้อน URL ของคุณลงไปใน URL inspection tool และมองหาข้อความ “Indexing allowed? No: ‘noindex’ detected in ‘X‑Robots-Tag’ http header”

การทำ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO เพิ่ม traffic_Google ติดอันดับ_กลยุทธ์ SEO_กลยุทธ์เพิ่ม Backlink_การสร้าง backlink_การสร้าง Content_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก

3. ใส่เว็บเพจของคุณลงไปในแผนผังเว็บไซต์ของคุณ

แผนผังเว็บไซต์ (Sitemap) จะบอกกับ Google ว่าเว็บเพจใดบนเว็บไซต์ของคุณมีความสำคัญ หรือไม่มีความสำคัญ และยังเป็นการบอกอีกด้วยว่า Google ควรทำการรวบรวมข้อมูลเว็บเพจนี้ซ้ำบ่อยแค่ไหน

แม้ว่า Google จะมีความสามารถในการค้นหาเว็บเพจของคุณได้ แม้ว่ามันจะถูกระบุไว้ในแผนผังเว็บไซต์หรือไม่ก็ตาม แต่การระบุเว็บเพจของคุณไว้ในแผนผังเว็บไซต์ด้วยก็น่าจะเป็นการดีมากกว่า

หากต้องการตรวจสอบว่าเว็บเพจนั้นอยู่ในแผนผังเว็บไซต์หรือไม่ ให้ไปที่ URL inspection tool ของ Google Search Console 

หากใส่ URL เข้าไปแล้ว พบข้อความว่า “URL is not on Google” หรือ “Sitemap: N/A,” นั่นแสดงว่าเว็บเพจนั้นไม่ได้อยู่ในแผนผังเว็บไซต์ของคุณ

การทำ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO เพิ่ม traffic_Google ติดอันดับ_กลยุทธ์ SEO_กลยุทธ์เพิ่ม Backlink_การสร้าง backlink_การสร้าง Content_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก

4. การลบ canonical tags

canonical tags จะเป็นตัวบอกกับ Google ว่าเว็บเพจนั้นเป็นรุ่นใด โดยคุณจะพบข้อความว่า

<link rel=“canonical” href=“/page.html/”>

เว็บเพจส่วนใหญ่จะไม่มี canonical tag ซึ่งนั่นเป็นการบอกกับ Google ว่าเว็บเพจนั้นมีเพียงรุ่นเดียว ทำให้ Google สามารถจัดทำฐานข้อมูลให้กับเว็บเพจนี้ได้ทันที

แต่ถ้าหากเว็บเพจของคุณมี canonical tag ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่บอกกับ Google ว่าไม่มีรุ่นที่ต้องการสำหรับเว็บเพจนี้ และนั่นจะทำให้เว็บเพจนี้ไม่ถูดจัดทำฐานข้อมูลโดย Google 

หากต้องการตรวจสอบ canonical tag ให้ป้อน URL ลงไปที่ URL inspection tool ของ Google Search Console โดยคุณจะเห็นข้อความว่า “Alternate page with canonical tag” นั่นเป็นการแจ้งเตือนว่า canonical tag นั้นชี้ไปยังเว็บเพจอื่น

การทำ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO เพิ่ม traffic_Google ติดอันดับ_กลยุทธ์ SEO_กลยุทธ์เพิ่ม Backlink_การสร้าง backlink_การสร้าง Content_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก

คุณสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยการลบ canonical tag ออก

5. ตรวจสอบว่าเว็บเพจนั้นไม่ใช่ Orphan pages 

Orphan pages คือ เว็บเพจที่ไม่มีลิงก์ภายในที่สามารถเชื่อมโยงไปถึง

เนื่องจาก Google ค้นพบ Content ใหม่จากการรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ พวกเขาจะไม่สามารถหา Orphan pages พบจากขั้นตอนดังกล่าว และผู้เข้าชมก็จะไม่สามารถหาเว็บเพจนั้นพบจาก Google ด้วยเช่นกัน

หากคุณไม่มั่นใจว่าเว็บเพจทั้งหมดของคุณได้รับการจัดทำฐานข้อมูลอยู่ในแผนผังเว็บไซต์แล้วหรือไม่ คุณสามารถทำตามรายการต่อไปนี้ได้
– ดาวน์โหลดรายการเว็บเพจทั้งหมดบนเว็บไซต์ของคุณ
– รวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ของคุณ
– ทำการเชื่อมโยงรายการ URL 

URL ใดที่ไม่พบในระหว่างการรวบรวมข้อมูล นั่นคือ Orphan pages

คุณสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ 2 วิธี นั่นคือ
– หากเว็บเพจนั้นไม่สำคัญ ให้ลบออก และนำออกจากแผนผังเว็บไซต์ของคุณด้วย
– หากเว็บเพจนั้นสำคัญ ให้รวบรวมเข้าไปยังโครงสร้างลิงก์ภายในของเว็บไซต์

6. แก้ไข nofollow ของลิงก์ภายใน

นี่คือสิ่งที่ Google ได้อธิบาย: โดยพื้นฐานแล้ว การใช้ nofollow คือสาเหตุที่ทำให้พวกเราใส่ลิงก์เป้าหมายไว้ที่แผนภาพโดยรวมของเว็บไซต์ และเว็บเพจเป้าหมายนั้นจะยังคงปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของพวกเราหากมีเว็บไซต์อื่นที่ไม่มีแท็ก nofollow เชื่อมโยงมาหา หรือหาก URL นั้นถูกส่งมาให้ Google ผ่านทางแผนผังเว็บไซต์

คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าลิงก์ภายในทั้งหมดของเว็บเพจที่ต้องการจัดทำฐานข้อมูลนั้นไม่มีแท็ก nofollow

7. เพิ่มลิงก์ภายในที่มีประสิทธิภาพ

Google ค้นพบ Content ใหม่โดยการรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ของคุณ หากคุณไม่มีการเชื่อมโยงภายใน เพื่อให้ Google สามารถติดตามไปถึงเว็บเพจใหม่ได้ พวกเขาก็จะไม่สามารถค้นหาเว็บเพจนั้นพบ

การแก้ปัญหาอย่างง่ายๆ คือการเพิ่มลิงก์ภายในลงไปยังเว็บเพจ โดยคุณควรเพิ่มลิงก์ภายในไว้บนเว็บเพจที่ Google สามารถทำการจัดทำฐานข้อมูลได้ หากคุณต้องการให้ Google จัดทำฐานข้อมูลให้เว็บเพจนั้นเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณก็ต้องไปสร้างลิงก์ภายในบนเว็บเพจที่มีประสิทธิภาพที่มีอยู่แล้วของคุณ

เนื่องจาก Google มีแนวโน้มที่จะทำการรวบรวมข้อมูลซ้ำกับเว็บเพจที่มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว มากกว่าที่จะรวบรวมข้อมูลจากเว็บเพจที่มีความสำคัญน้อยกว่า

เคล็ดลับของมืออาชีพ: วางเว็บเพจที่คุณได้ทำการเพิ่มลิงก์ภายในไว้ที่ URL inspection tool ของ Google Search Console และคลิกที่ปุ่ม “Request indexing” เพื่อให้ Google ทราบว่าบางอย่างบนเว็บเพจนั้นมีการเปลี่ยนแปลง และควรทำการรวบรวมข้อมูลซ้ำให้เร็วที่สุด วิธีนี้อาจช่วยให้ Google ค้นพบลิงก์ภายในที่คุณเพิ่มเข้ามาใหม่ได้เร็วขึ้น

8. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บเพจนั้นมีคุณค่าและไม่ซ้ำใคร

Google มักไม่ทำการจัดทำฐานข้อมูลให้กับเว็บเพจที่มีคุณภาพต่ำ เนื่องจากมันไม่มีคุณค่าใดๆ ต่อผู้ใช้งาน 

และนี่คือสิ่งที่ John Mueller จาก Google ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับการจัดทำฐานข้อมูลในปี 2561

การทำ SEO_รับทำ SEO_เทคนิคการทำ SEO เพิ่ม traffic_Google ติดอันดับ_กลยุทธ์ SEO_กลยุทธ์เพิ่ม Backlink_การสร้าง backlink_การสร้าง Content_ทำ SEO ติดอันดับ_ทำ seo ติดอันดับหน้าแรก

เขาบอกเป็นนัยว่า หากคุณต้องการให้ Google จัดทำฐานข้อมูลให้กับเว็บเพจหรือเว็บไซต์ของคุณ เว็บเพจหรือเว็บไซต์นั้นต้องมีความยอดเยี่ยม และสร้างแรงบันดาลใจได้

หากไม่พูดถึงปัญหาด้านเทคนิคต่างๆ ในเรื่องการจัดทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ การขาดคุณค่านั้นก็อาจเป็นสาเหตุของปัญหาได้เช่นกัน คุณควรถามตัวเองว่า เว็บเพจนี้มีคุณค่าอย่างแท้จริงหรือไม่?  และหากผู้ใช้งานคลิกเว็บเพจนี้ขึ้นมาจากหน้าผลรวมการค้นหา พวกเขาจะสามารถค้นพบคุณค่าของเว็บเพจนี้หรือไม่?

หากคำตอบนั้นคือ “ไม่”

คุณต้องทำการปรับปรุง Content ของคุณ

ตรวจสอบคุณภาพของเว็บเพจที่ไม่ได้จัดทำฐานข้อมูล และปรับปรุงตามความจำเป็น จากนั้นทำการร้องขอการจัดทำฐานข้อมูลใหม่ด้วย Google Search Console

ปัญหานี้มักเกิดจากการมี Content ที่ซ้ำกัน เพราะ Google มักไม่จัดทำฐานข้อมูลให้กับเว็บเพจที่ซ้ำกัน หรือมีความใกล้เคียงกันมาก

9. กำจัดเว็บเพจคุณภาพต่ำ (เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการรวบรวมข้อมูล)

การมีเว็บเพจคุณภาพต่ำมากเกินไปบนเว็บไซต์ของคุณจะลดประสิทธิภาพของการรวบรวมข้อมูล

นี่คือสิ่งที่ Google ได้กล่าว: การสูญเสียทรัพยากรบนเซิร์ฟเวอร์ให้กับเว็บเพจคุณภาพต่ำที่เพิ่มเข้ามาจะทำให้การรวบรวมข้อมูลเว็บเพจที่มีคุณภาพสูงนั้นช้าลง ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าในการค้นหา Content ที่มีคุณภาพบนเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน

ลองคิดว่ามันเหมือนกับการที่อาจารย์ให้คะแนนเรียงความ และเรียงความของคุณคือหนึ่งในนั้น

หากมีเรียงความสิบเล่ม อาจารย์ก็จะให้คะแนนมาถึงเรียงความของคุณได้อย่างรวดเร็ว

หากมีเรียงความหนึ่งร้อยเล่ม อาจารย์ก็จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย

แต่หากมีเรียงความทั้งหมดหนึ่งพันเล่ม งานของอาจารย์นั้นจะมีมากจนเกินไป และอาจไม่มีการให้คะแนนเรียงความของคุณเลยก็ได้

อย่างไรก็ตาม การลบเว็บเพจคุณภาพต่ำออกจากเว็บไซต์ของคุณก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย เพราะเป็นการช่วยลดการใช้ข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ได้ และทำให้การรวบรวมข้อมูลนั้นเป็นไปได้เร็วขึ้นด้วย 

10. สร้าง Backlinks ที่มีคุณภาพสูง

Backlinks คือสิ่งที่บอกกับ Google ว่าเว็บเพจนั้นมีความสำคัญแค่ไหน หากมีใครสักคนต้องการสร้างลิงก์มาถึงเว็บเพจใด แปลว่าเว็บเพจนั้นต้องมีคุณค่าอะไรบางอย่าง และ Google ก็จะต้องการจัดทำฐานข้อมูลให้กับเว็บเพจนั้น

เพื่อความโปร่งใส Google ไม่เพียงจัดทำฐานข้อมูลให้กับเว็บเพจที่มี Backlinks เท่านั้น แต่ยังจัดทำฐานข้อมูลให้กับเว็บเพจที่ไม่มี Backlinks ด้วยเช่นกัน แต่ Google นั้นมักจะมองเห็นเว็บเพจที่มีลิงก์คุณภาพสูงและมีความสำคัญมากกว่าเป็นอันดับแรก การสร้าง Backlinks จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้ Google จัดทำฐานข้อมูลให้กับเว็บเพจนั้นได้เร็วขึ้น

มาถึงตรงนี้คุณน่าจะมองเห็นภาพแล้วว่า การจัดทำฐานข้อมูลนั้น ไม่ใช่การจัดอันดับ

การจัดทำฐานข้อมูลนั้นหมายถึง Google นั้นรับรู้ถึงการมีอยู่ของเว็บไซต์ของคุณ ไม่ได้หมายถึงการจัดอันดับให้สำหรับการค้นหาที่เกี่ยวข้อง

นั่นคือสาเหตุที่ต้องมี การทำ SEO ซึ่งเป็นศิลปะในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บเพจของคุณ เพื่อจัดอันดับการค้นหาสำหรับข้อความค้นหาที่เฉพาะเจาะจง

การทำ SEO นั้นมีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่อไปนี้
– ค้นหาสิ่งที่ลูกค้าของคุณต้องการค้นหา
– สร้าง Content ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้นๆ
– เพิ่มประสิทธิภาพเว็บเพจสำหรับ Keywords เป้าหมาย
– การสร้าง Backlinks
– แผยแพร่ Content ใหม่ รวมถึงการเผยแพร่ซ้ำอย่างสม่ำเสมอ

สรุป
ในการทำ SEO ที่ Google ไม่มีการจัดทำฐานข้อมูลให้กับเว็บไซต์หรือเว็บเพจของคุณนั้น มีสาเหตุที่เป็นไปได้เพียง 2 ประการ นั่นคือ

1. มีปัญหาทางเทคนิคการทำ SEO ซึ่งปิดกั้นการรวบรวมข้อมูล
2. Google นั้นเห็นว่าเว็บไซต์หรือเว็บเพจของคุณนั้นมีคุณภาพต่ำ และไม่มีคุณค่าต่อผู้ใช้งาน

และปัญหาทั้งสองอย่างสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาทางเทคนิค SEO นั้นไม่ใช่เรื่องที่ควรเกิดขึ้น เพราะมันอาจนำไปสู่การทำให้ Google จัดทำฐานข้อมูลเว็บเพจของเราว่าเป็น Content คุณภาพต่ำได้ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย

เนื่องจากการจัดทำฐานข้อมูล (Indexing) นั้นไม่ใช่การจัดอันดับ (Ranking) ดังนั้น การทำ SEO จึงยังคงมีความจำเป็นหากคุณต้องการจัดอันดับข้อความค้นหา และสร้างยอดผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นให้กับเว็บไซต์ของคุณ

อ้างอิงจาก https://ahrefs.com/blog/google-index/