สุดยอดคู่มือการทำ SEO Meta Tags

Meta Tags เป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกทำ SEO ให้ดีขึ้นหรือแย่ลง เราจะเคยได้ยินเรื่องราวด้านที่ไม่ดีของ Meta Tags มาบ้าง ทำให้เราใคร่ครวญวิธีที่จะแนะนำในหัวข้อนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนที่กำลังสนใจเรื่องนี้อยู่ 

Meta Tag คือ อะไรกันนะ

Meta Tag คือ โค้ดที่บอกคุณลักษณะของเว็บไซต์ ว่าเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร พร้อมรายละเอียด เช่น ใครเป็นผู้เขียน มีการใช้คำค้นอะไรบ้าง ซึ่งสิ่งนี้จะแสดงเพื่อให้ Search Engine ทำการประมวลผล เพื่อทำการระบุ และ จัดหมวดหมู่ของหน้าเว็บไซต์ให้แม่นยำขึ้น

รวมถึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นด้วย … Meta Tag จึงถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ดีที่สุดของนักการตลาด โดยปกติมักจะถูกใช้อยู่ 4 อย่าง แต่มี 2 ใน 4 ของ Meta Tag ที่ถูกเลือกใช้งานมากที่สุด คือ Meta Description และ Meta Keyword (Meta Description คือ ส่วนของภาษา HTML ที่ถูกใช้ใน Search Engine เพื่อแสดงข้อมูลราย ละเอียดของเพจเพื่อให้ผู้สืบค้นข้อมูลรู้ว่ามีเนื้อหาอะไรในเว็บนั้นบ้าง ในขณะที่ Meta Keyword เป็นการระบุคำ Keyword ของเนื้อหาในเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้สืบค้นเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว)

สิ่งสำคัญที่ควรต้องบันทึกเอาไว้ในปีนี้ ก็คือ การใช้ Meta Tags ของคุณยังคงมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะสามารถช่วยคุณได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่นักทำ SEO รับรู้อยู่แล้วว่า ถ้าคุณต้องการติดอันดับของการค้นหา Meta Tags ของคุณต้องมาพร้อมกับ Content คุณภาพสูงที่มุ่งเน้นไปที่ความพึงพอใจของผู้ใช้

คำแนะนำจากเรา ก็คือ อย่าเพิ่ม Meta Tags ที่คุณไม่ต้องการลงไป เพราะมันสิ้นเปลืองพื้นที่โค้ดของคุณ ยิ่งคุณมีโค้ดน้อยเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น ลองคิดดูว่า โค้ดเพจของคุณเป็นการแนะนำแบบทีละขั้นตอนเพื่อส่งต่อไปยังแหล่ง ข้อมูล แต่สำหรับเบราว์เซอร์ Meta Tags ที่มากเกินไปและเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง มันคือ สิ่งที่น่ารำคาญ และรบ กวนอย่างยิ่ง

ลักษณะของ Meta Tags ที่ควรมีอยู่ในทุกหน้า

Meta Content Type – สิ่งนี้จำเป็นมาก และควรมีแสดงในทุกหน้า เพราะมันส่งผลต่อการที่หน้าเว็บของคุณจะแสดงผลในเบราว์เซอร์ นักออกแบบเว็บไซต์ควรรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเว็บไซต์ของคุณ

<meta http-equiv=”Content-Type” content=”text/html; charset=utf-8″ />

<meta http-equiv=”Content-Type” content=”text/html; charset=ISO-8859-1″>

Title – Title Tags ที่จะปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ นั่นสำคัญมากกับการทำ SEO คุณควรใช้แท็กชื่อที่ไม่ซ้ำกันในทุกหน้าที่มีการอธิบาย เพราะ Title Tags เป็นองค์ประกอบของ HTML ที่ระบุชื่อของหน้าเว็บ และจะแสดงในหน้าผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหา (SERPs) เป็นพาดหัวที่คลิกได้ สำหรับผลลัพธ์ที่กำหนดและมีความสำคัญต่อผู้ใช้งาน รวมทั้งนักทำ SEO และ social sharing

Viewport – คือ ส่วนที่เรามองเห็นได้ในหน้าเว็บ สำหรับในการใช้โทรศัพท์มือถือ จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องทำการปรับขนาด โดยการตั้งค่า Viewport ให้เหมาะสม

เพราะถ้าไม่ทำ มันอาจทำให้มีส่วนของหน้าเว็บที่ล้นออกไปนอก Viewport ได้ และสำหรับอุปกรณ์ที่หลากหลายคุณจำเป็นต้องมี Meta viewport tag ในส่วนหัวของเอกสาร และให้คำแนะนำเบราว์เซอร์เกี่ยวกับวิธีการควบคุมขนาด และการปรับขนาดของหน้าด้วย

<meta name=viewport content=”width=device-width, initial-scale=1″>

Meta tags ที่คุณไม่จำเป็นต้องใช้

Social meta tags เราขอละทิ้งสิ่งนี้ไปเลย แม้ Open Graph และ Twitter data จะมีความสำคัญต่อการ sharing ก็จริงอยู่ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับ Meta tags

Robots ในแง่ของการจัดทำดัชนีและลิงค์ หากคุณไม่ได้ระบุ robots meta tag มันจะถูกอ่านและเข้าใจว่าเป็น index ดังนั้นถ้าคุณต้องการเปลี่ยนแปลงคำสั่งสัก 1-2 อย่าง 

คุณควรจะเพิ่ม meta robots ลงไป และถ้าคุณต้องการ noindex ก็แค่เพิ่มแท็กนี้เท่านั้น

<meta name=”robots” content=”noindex” />

Specific bots (Googlebot) แท็กนี้จะถูกใช้เพื่อให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจง เช่น NOODP และ NOYR แต่โดยทั่วไปเครื่องมือ search engines จะทำงานได้ดีอยู่แล้ว ในกรณีที่คุณยังต้องการใช้มัน ก็ไม่ต้องกังวลใจไปเพราะบางครั้งเราก็เห็นความจำเป็นของพวกมันเช่นกัน

Language เหตุผลเดียวที่จะใช้แท็กนี้ คือ ถ้าคุณกำลังใช้งานในระดับสากล และจำเป็นต้องใช้ภาษาหลักบนหน้าเว็บ คุณควรตรวจสอบ meta languages resource สำหรับรายการภาษาทั้งหมดด้วย ว่าคุณสามารถใช้ได้ในโปรแกรมหรือชุดคำสั่งได้หรือไม่

Geo ครั้งสุดท้ายที่เราได้ยินมา Meta tags ได้รับการสนับสนุนโดย Bing แต่ไม่ใช่ที่ Google ซึ่ง Geo นั้นจะครอบคลุมในเรื่องชื่อสถานที่, ตำแหน่ง (ละติจูดและลองจิจูด) และภูมิภาค

<META NAME=”geo.position” CONTENT=”latitude; longitude”>

<META NAME=”geo.placename” CONTENT=”Place Name”>

<META NAME=”geo.region” CONTENT=”Country Subdivision Code”>

Keywords เราให้ความสำคัญกับสิ่งนี้น้อยมาก และจัดอยู่ในลิสต์ของสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับหัวข้อนี้ เพราะมันแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย ยิ่งถ้าคุณกำลังสร้างเว็บไซต์ก็ยิ่งไม่ต้องไปสนใจ แต่ถ้ามันเป็นระบบอัตโนมัติ ก็ปล่อยมันเอาไว้แบบนั้นละกัน ไม่ต้องดิ้นรนลบมันออกไปก็ได้

Refresh ไม่ควรใช้เลยถ้าเป็นไปได้ คุณควรใช้เซิร์ฟเวอร์ 301 เพื่อเปลี่ยนเส้นทางเสมอ

Site verification เว็บไซต์ของคุณได้รับการยืนยันด้วย Google และ Bing ใช่ไหม บางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็จำเป็นเนื่องจากคุณไม่สามารถรับการยืนยันแบบฟอร์มอื่นๆ ที่โหลดได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ควรพยายามตรวจสอบทางอื่น

ซึ่ง Google เองก็อนุญาตให้คุณตรวจสอบไฟล์ภายนอกโดย DNS หรือแม้แต่เชื่อมโยงบัญชี Google Analytics ของคุณ ในขณะที่ Bing อนุญาตเฉพาะไฟล์ XML หรือ meta tag

ข้อระวังเพื่อป้องกันการเป็น Meta tags ที่ไม่ดี

จะไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นกับเว็บไซต์ของคุณหากคุณระวังในเรื่องพวกนี้

Author/web author – การแท็กตั้งชื่อผู้แต่งของหน้านั้น ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นในหน้านี้

Revisit after – meta tag นี้จะเป็นคำสั่งส่งไปยัง bot เพื่อกลับไปยังหน้าเพจ หลังจากช่วงเวลาที่ระบุ 

Rating – แท็กนี้ถูกใช้เพื่อแสดงการจัดเรตของ content วิธีที่ดีที่สุดในการบันทึกข้อมูลและคัดแยกภาพที่ติดเรต อย่างพวก adult images ก็คือ การจัดวางไว้ในไดเรกทอรีที่แยกต่างหากจากภาพอื่นๆบนเว็บไซต์ของคุณ โดยเปิดรับการแจ้งเตือนจาก Google

Expiration/date – ใช้ในการบันทึกเมื่อหน้าเพจของคุณหมดอายุ ซึ่งปกติแล้วเมื่อหน้าเพจหน้าไหนของคุณหมดอายุ คุณก็แค่ลบออกไปเท่านั้น จงระวัง!! อย่าใช้วิธีอัปเดต Content เด็ดขาด วิธีที่แนะนำ ก็คือ สร้าง XML sitemap และทำให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอจะมีประโยชน์มากกว่า

Copyright – ปกติแล้วบทความใน Google หรือ ภาพในเว็บไซต์นั้นถือว่ามีลิขสิทธิ์และได้รับการคุ้มครอง ถ้ามีการนำเอาภาพหรือเนื้อหานั้นไปใช้ ก็จะถือว่าผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ทันที แต่ถ้าคุณลองสังเกตที่ส่วน footer ในหน้าเพจของคุณ เดาได้เลยว่ามันจะมีบอกไว้ว่า “Copyright 20xx” อยากถามว่า ทำไมต้องพูดซ้ำๆ ด้วย

Abstract – เราใช้แท็กนี้เพื่อวางบทคัดย่อของเนื้อหาและใช้เป็นหลักโดยการแสวงหาความรู้ในบางครั้ง ซึ่งหมายความว่า ไม่ใช่ทุกครั้ง

Distribution – สิ่งนี้ถูกใช้เพื่อควบคุมผู้ที่สามารถเข้าถึงเอกสารได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะตั้งค่าไว้เป็น “ส่วนกลาง” และมีความหมายโดยนัยว่าหากหน้านั้นเปิดอยู่ และไม่ใช่การป้องกันด้วยรหัสผ่าน

Generator – ใช้เพื่อบันทึกว่าใช้โปรแกรมอะไรสร้างเพจ ซึ่งบอกเลยว่า มันไม่จำเป็นเลย

Cache-control – การควบคุมแคชนี้ถูกตั้งค่าโดยหวังว่าจะควบคุมเวลา และความถี่ที่หน้าเว็บจะถูกแคชในเบราว์เซอร์ และมันจะดีกว่าถ้าทำในส่วนของ HTTP header

Resource type – ใช้เพื่อตั้งชื่อประเภทของ Resource เช่น “document” จริงๆ แล้วคุณสามารถทำให้มันง่ายขึ้นด้วยการใช้ DTD ตัวกำหนดโครงสร้างเอกสารแทน เพราะมันทำสิ่งนี้ให้คุณได้

จะเห็นได้ว่ามี Meta tags มากมายทีเดียวที่เราชอบ ซึ่งคุณสามารถที่จะเลือกใช้พวกมันเท่าที่คุณต้องการและคิดว่าจำเป็น ส่วนอันไหนที่ไม่ใช่ ก็ตัดออกไปซะจะได้ไม่รกรุงรัง

อ้างอิงจาก https://moz.com/blog/the-ultimate-guide-to-seo-meta-tags